อย่างไรจึงจะเป็นมวยไท่เก๊ก

ในเมื่อมวยไท่เก๊กมีหลายหลายประเภทเหลือเกิน ทุกแห่งก็ล้วนถูกของท่านทั้งนั้น แล้วควรจะยึดหลักอะไรในการพิจารณาว่านี่แหละคือมวยไท่เก๊ก
หากยึดตามแนวทางของมวยไท่เก๊กแบบดั้งเดิม แม้จะแยกเป็นหลายสายหลายตระกูล แต่ก็มีแนวทางหลักยึดเดียวกันอยู่

เรื่องแรกคือ นับถือปรมาจารย์จางซานฟง เป็นผู้ปรมาจารย์ผุ้บัญญัติวิชามวยไท่เก๊ก
เรื่องที่สองคือ ยึดหลักในคัมภีร์มวยทั้งในส่วนของท่านจางซานฟง และของท่านหวังจงเย่ว์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรุ่นหลานรุ่นเหลนศิษย์ของท่านจางซานฟง 

นอกจากนี้มวยไท่เก๊กแบบดั้งเดิมนั้นพอจะสืบสาวที่มาที่ไปความเกี่ยวเนื่องกันได้ค่อนข้างชัดเจน  สามารถสืบสายไล่เลียงซักประวัติกันได้ นั่นคือ มวยไท่เก๊กสายดั้งเดิมทั้ง 5 ตระกูล คือเฉิน หยาง อู่ อู๋ ซุน รวมถึงสายที่ 6 ที่เพิ่งโด่งดังคือสายหมู่บ้านเจ้าเป่า ปรากฏความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน แม้รายละเอียดแต่ละตระกูลจะบันทึกไว้ตรงกันมั่งไม่ตรงกันมั่ง แต่ก็นับว่าทั้ง 5 ตระกูล 1 บ้านนี้มีความสัมพันธ์กัน เรียนวิชาเดียวกันมาแน่นอน เพียงแต่ผ่านการดัดแปลงแต่งเติม ทำให้รูปแบบหรือเคล็ดความบางย่างแตกต่างกัน หากแนวทางหลักๆ ยังคงเหมือนกันอยู่  

ไท่จี๋ ถือกำเนิดจากอู๋จี๋ (ความว่างเปล่า)  และเป็นมารดาของ อิน-หยาง  (ทวิลักษณ์)

เคลื่อนไหวคือแบ่งแยก สงบนิ่งคือรวมเข้า
ไม่เกินไม่ขาด คล้อยตามคือโค้งเข้าแล้วจึงยืดออก
ผู้อื่นแกร่ง ข้าพเจ้าหยุ่น  ข้าพเจ้าคล้อยตาม ผู้อื่นเสียหลัก
เคลื่อนไหวเร็วตอบโต้เร็ว เคลื่อนไหวช้าก็คล้อยตามช้า
แม้พันเปลี่ยนหมื่นแปลง แต่หลักยังคงเป็นหนึ่งเดียว
จากความต่อเนื่องเกิดความชำนาญ ชำนาญจึงเกิดแรงรู้ จากแรงรู้เข้าสู่ระดับเทพยดา
ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนยาวนาน ไม่สามารถทะลุทะลวงให้ปลอดโปร่ง
พลังเบาคล่องขึ้นยอดกระหม่อม จมชี่สู่ตันเถียน
ไม่เอนไม่เอียง บัดเดี๋ยวซ่อนเร้น บัดเดี๋ยวปรากฏ
ซ้ายหนัก ซ้ายว่าง ขวาหนัก ขวาสูญ
เมื่อ (เขา) จะขึ้นก็ส่งขึ้นฟ้า เมื่อจะลงก็ดึงลงดิน
เมื่อ (เขา) รุก เหมือนไกลไม่สิ้นสุด เมื่อ (เขา) ถอยเหมือนไม่อาจห่างออกได้
ขนนกสักเส้นไม่อาจเพิ่มลงมา แมลงสักตัวไม่อาจเกาะติด
เรารู้เขาแต่เขาไม่รู้เราจึงไร้พ่าย
เข้มแข็งพิชิตอ่อนแอ ช้าพ่ายต่อเร็ว เป็นกฎธรรมชาติสามัญ
ยึดกุมหลักสี่ตำลึงปัดพันชั่ง ไม่จำเป็นต้องแข็งแรงเพื่อพิชิต
แม้นผู้เฒ่าก็สามารถเอาชนะผู้เยาว์
นิ่งดุจตาชั่ง เคลื่อนเหมือนล้อหมุน
ด้านหนึ่งมาแรง ด้านหนึ่งคล้อยตาม เมื่อหนักคู่ย่อมไม่อาจเคลื่อนไหว
หากผ่านเวลาหลายปี ไม่อาจยึดกุมหลัก ย่อมมีปัญหาจากการหนักคู่
เพื่อหลีกเลี่ยงการหนักคู่ ต้องเข้าใจอิน-หยาง
เมื่อปรปักษ์ยึดเกาะ เราสร้างระยะ  หากปรปักษ์รักษาระยะ เราเข้าเกาะติด
หยางไม่อาจละทิ้งอิน อินไม่อาจขาดหยาง เมื่ออิน-หยางร่วมประสาน จึงเป็นพลังไท่จี๋
เมื่อเข้าถึงพลังไท่จี๋ ยิ่งฝึกฝนยิ่งเชี่ยวชาญ สืบเสาะด้วยใจที่เปิดกว้าง ช้า สม่ำเสมอ จึงค้นพบพลังภายในที่แท้
ละทิ้งตนเองเข้าร่วมกับผู้อื่น  พึงอย่าละทิ้งไกล้แสวงหาไกล
มวยไท่จี๋อาศัยทักษะอันละเอียดอ่อน  ผิดเพียงหนึ่งนิ้ว กลายเป็นห่างนับพันลี้
ผู้เรียนจึงพึงศึกษา ด้วยความละเอียดและลึกซึ้ง

จากคัมภีร์มวยไท่เก๊กของท่านหวังจงเย่ว์

นอกจากนี้ก็ยังมีบทกลอน บทเพลง และบันทึกซึ่งครูมวยรุ่นก่อนๆ บันทึกไว้ และทุกสำนักยอมรับร่วมกันว่ามีความถูกต้องตามหลักการ จนถึงกับสามารถนำมาใช้สอนข้ามสายข้ามสำนักกันได้เลย

แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า คัมภีร์ หรือบทกลอน หรืออะไรก็ตาม ที่เราอาจหาอ่าน หามาศึกษาได้ไม่ยากนักในยุคโลกาภิวัฒน์นี้   อย่าพยายามไปทำความเข้าใจหรือพยายามตีความเลยครับ  ฟังแค่ท่อนสุดท้ายนั่นแหละครับ “ผิดเพียงหนึ่งนิ้ว กลายเป็นห่างนับพันลี้”  ความเข้าใจในคัมภีร์เหล่านี้จะค่อยๆ เกิดขึ้นจากการฝึกอันยาวนาน และจะเข้าใจได้ก็ด้วยร่างกาย ไม่ใช่เพียงสมองคิด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่อาจจะเคยได้ยินว่า ครูมวยบางท่านศึกษาคัมภีร์อยู่ยี่สิบปี ในที่สุดก็สามารถตีความสำเร็จ  ไม่ใช่ท่านนั่งอ่านคัมภีร์อยู่ยี่สิบปีครับ แต่เป็นท่านฝึกอยู่ยี่สิบปี  ถ้าอ่านอย่างเดียว ร้อยปีก็ไม่เกิดอะไรขึ้นครับ นอกจากท่องได้ขึ้นใจเท่านั้น

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งสามารถประมวลได้จากหลายๆ คัมภีร์ คือการฝึกฝนมวยไท่เก๊กนี้ ไม่ใช่เป็นการใช้แรงมากเอาชนะแรงน้อย ไม่ใช่ใช้ความเร็วเอาชนะความช้า ไม่ใช่ใช้ความหนุ่มเอาชนะความแก่  เน้นความเบาคล่อง เกาะติดคล้อยตาม  กระบวนการฝึก เน้นความ เบาคล่อง  ละเอียดช้า โค้งกลม และลื่นไหลต่อเนื่องสม่ำเสมอ จิตสติสดชื่นมีชีวิตชีวา ไม่ใช่หงอยซึม หรือรุนแรงแกร่งกร้าว

Post a Comment

COPYRIGHT © 2007 www.fajing.net All RIGHTS RESERVED