อยากให้ลูกมาเรียนมวยไท่เก๊ก

พ่อแม่บางคนอยากให้ลูกได้มีโอกาสฝึกฝนร่างกายและจิตใจด้วยการฝึกมวยไท่เก๊กตั้งแต่อายุยังน้อยๆ

ก็ได้อยู่ครับ

เพียงแต่ว่า มวยไท่เก๊กนี่ หากจะเรียนกันตามระบบโบราณก็ต้องถือว่าไม่ค่อยเหมาะกับเด็ก

ที่ว่าไม่ค่อยเหมาะ ไม่ใช่ว่าเรียนไม่ได้  แต่เพราะความหนักหนาสาหัสของระบบการเรียน  ครูมวยรุ่นเก่าๆ ที่ได้รับการฝึกฝนมวยไท่เก๊กกันมาตั้งแต่เด็กๆ นั้น บางท่านแทบจะฆ่าตัวตาย บางท่านถึงกับหนีไปบวชเป็นหลวงจีน 

เพื่อหนีการฝึก  จากประวัติของครูมวยบางท่าน ท่านเล่าให้ฟังว่า ฝึกกันจนขนาดว่าถอดรองเท้าออกมาเทเหงื่อทิ้งได้เลย  แต่ขนาดนั้นท่านเหล่านั้นก็ยังผ่านการฝึกฝนอันหนักหน่วงนั้นมาได้ และกลายเป็นยอดฝีมือมีชื่อเสียงโด่งดังในที่สุด  ก็ด้วยผลของความเพียรพยายาม เรียกว่าปลูกต้นอะไรก็ได้ผลอย่างนั้น

ในปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยมีการฝึกฝนที่หนักหน่วงแบบโบราณ รวมทั้งระบบการฝึกฝนก็ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จึงไม่อาจเปรียบเทียบกับครูมวยรุ่นก่อนๆ ได้

ในปัจจุบันครูตีเด็กไม่ได้

ดุด่าว่ากล่าวก็ไม่ได้

บางแห่งถึงกับบังคับฝืนใจกันก็ไม่ได้แล้ว อยากให้เด็กทำอะไรฝึกอะไร ต้องหารางวี่รางวัลมาหลอกล่อกันสารพัด

เรื่องของเด็ก ยากที่จะมีคำตอบที่แน่นอนครับ
เพราะเด็กนั้นไม่ค่อยมีความคิดที่ซับซ้อน หรือคิดไปถึงผลประโยชน์ในภายภาคหน้ามากมายเหมือนผู้ใหญ่  จิตใจที่ใสบริสุทธิ์ สิ่งที่สนใจคือวันนี้  การตัดสินใจ ความคิดต่างๆ มีผลมาจากอุปนิสัยดั้งเดิมผนวกกับการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อม
กับเด็กบางคนอาจต้องใช้วิธีบังคับขู่เข็ญ

กับบางคนอาจต้องใช้วิธีชักจูงล่อหลอก

บางคนพ่อแม่แม่ต้องทำอะไร เขาก็ร่ำร้องจะทำเอง

นอกจากนี้เด็กแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันในตัวเอง

บางคนหัวดี

บางคนหัวทึบ

บางคนขยัน

บางคนขี้เกียจ

บางคนขี้ขลาด

บางคนก้าวร้าว

เหล่านี้เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้นกับการที่จะบอกว่า  ควรนำเด็กมาฝึกฝนวิชามวยหรือไม่ และอย่างไร

บางท่านพยายามใช้วิธีการสมัยใหม่ในการเลี้ยงดูลูก ไม่บังคับ แต่ใช้วิธีชักจูง หรือพยายามอธิบายด้วยเหตุและผล  มันก็คงประสบผลสำเร็จเพียงบางส่วน

ยกตัวอย่างเช่นเวลาลูกป่วย ถึงเขาจะไม่อยากไปโรงพยาบาล เราก็ต้องบังคับให้ไป  พอหมอรักษาหายเขาก็จะเข้าใจได้ว่าไปหาหมอแล้วหายป่วย แต่ในความเป็นเด็ก พอป่วยอีกก็คงไม่อยากไปโรงพยาบาลอีกอยู่ดี แต่นี่คือเหตุและผลที่เราสามารถอธิบายได้  ดังนั้นแม้เขาจะค้านเพราะไม่อยากโดนหมอเจาะน้ำเกลือ ไม่อยากโดนฉีดยากินยา แต่เขาเข้าใจเหตุและผลได้ เขาจะรู้อยู่แก่ใจว่าการดื้อของเขานั้นมันผิด ดื้อส่วนดื้อ ไม่อยากส่วนไม่อยาก แต่ใจลึกๆ นั้นจะยอมรับ

ซึ่งแตกต่างกับการบังคับให้เด็กทำอะไรบางอย่างตามใจเรา โดยผู้ใหญ่ยกเหตุผลข้างๆ คูๆ ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความคิดของตัวเท่านั้น เช่นนั้นเด็กจะค่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองโดนหลอก เพราะเหตุผลนั่นไม่ใช่เหตุผล เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหาความชอบธรรมในการปักธงทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง

ถ้าเด็กรู้สึกว่าโดนหลอก ถ้าคำถามของเขาได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน ถ้าเหตุผลมันไม่ถูกต้อง ต่อไปเขาก็จะเริ่มสงสัยในคำพูดของพ่อแม่ ว่าจริงหรือเปล่า มีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า แม้ต่อไปพ่อแม่พูดหรือบอกในสิ่งที่เป็นความจริง แต่ก็จะโดนลูกสงสัยไว้ก่อนครับ เปลือกนอกอาจจะต้องยอมตาม แต่ภายในไม่ยอมรับ กลายเป็นดื้อเงียบ

แม้วิธีการชักจูงก็ไม่แตกต่างกัน คือจูงกันไปแบบที่เขาเข้าใจได้ชัดเจน กับจูงแบบหลอกล่อ มีวัตถุประสงค์แอบแฝง ในที่สุดเด็กก็จับได้ และก็จะกลายเป็นต่อต้านการชักจูงได้เหมือนกัน

การบังคับ หรือชักจูง หรือถามความเห็น ไม่มีอะไรผิดทั้งหมดหรือถูกทั้งหมดหรอกครับ อยู่ที่เจตนาของเราเสียมากกว่า

เรียนวันนี้ได้ผลวันนี้  ลูกเรียนเตะก็เตะเป็น เรียนต่อยก็ต่อยเป็น  แต่การเรียนวันนี้ได้ผลอีกสิบปีข้างหน้า จะได้โตขึ้นเป็นจอมยุทธ์ เป็นเจ้าคนนายคน ฯลฯ มันไกลเกินไปสำหรับลูกตัวน้อยๆ

Post a Comment

COPYRIGHT © 2007 www.fajing.net All RIGHTS RESERVED