มวยไท่เก๊กต้องฝึกนานเท่าไร

มีคุณป้าอยู่คนหนึ่ง เป็นโรคปวดหลังเรื้อรัง  ได้รับการรักษาจากหมอจับเส้นท่านหนึ่งจนทุเลาลง แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณป้า จึงทำให้โรคปวดหลังดังกล่าวกำเริบอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคุณป้าเองก็บอกว่าชาตินี้คงไม่หวังจะหายแล้ว เพราะไปรักษามาก็หลายหมอ ทั้งกินยาฉีดยาไปก็หลายขนาน หายไปเพียงชั่วครู่ชั่วยามก็กลับมาปวดใหม่  บังเอิญหมอจับเส้นท่านที่ว่าท่านก็มีความรู้ด้านวิชามวยไท่เก๊กจึงได้แนะนำให้คุณป้าไปฝึกมวยไท่เก๊ก เพื่อปรับพฤติกรรม ปรับโครงสร้างร่างกาย ซึ่งจะทำให้โรคปวดหลังมีโอกาสหายขาด หรือไม่กลับมากำเริบซ้ำอีก ทีนี้เมื่อคุณป้าได้มาพบกับอาจารย์สอนมวยไท่เก๊ก 

คุณป้าท่านก็ตั้งคำถามว่า

“แล้วอิฉันต้องฝึกนานเท่าไร”

อาจารย์ก็ตอบว่า

“ก็ฝึกไปได้เรื่อยๆ แหละครับ ฝึกฝนไปก็ดีต่อสุขภาพ ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ โรคภัยอย่างอื่นก็จะลดน้อยลงด้วย จริงๆ ก็สามารถฝึกฝนไปได้ตลอดชีวิต”

แต่ด้วยคำว่า “ฝึกฝนไปตลอดชีวิต” นี้ คุณป้าก็ถอยเสียแล้ว การที่จะต้องฝึกฝนไปโดยไม่รู้กำหนดเวลา ดูจะเกินกว่าที่คุณป้าจะรับได้ แม้อาจารย์จะเสริมว่า โดยทั่วๆ ไป การฝึกฝนอย่างถูกหลักเพียงไม่กี่เดือนก็น่าจะปรากฏผลดีขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว แต่เมื่อคุณป้าถอดใจเสียแล้ว แทนที่จะลองฝึก คุณป้ากลับเลือกที่จะกลับไปสู่วงจรชีวิตเดิมๆ คือ ปวดหลัง หาหมอรักษา แล้วก็กลับมาปวด แล้วก็หาหมอ ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เจอหมอวิเศษ หรือยาวิเศษ ที่ถึงหมอถึงยาปุ๊บโรคก็หายไปเหมือนปลิดทิ้ง

ผมก็ไม่ทราบว่าในที่สุดคุณป้าจะได้พบกับหมอวิเศษที่รออยู่หรือเปล่า หรือหากคุณป้ามีบุญวาสนาได้พบเจอหมอที่ว่าจริงๆ จะต้องทนปวดกันไปกี่ปีกว่าจะได้พบได้เจอ แต่ในความรู้สึกส่วนตัวคือ หากคุณป้าเริ่มต้นฝึกฝนแทนที่จะเสียเวลารอ อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บนั้นต่อไป น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

 “ต้องเรียนนานเท่าไร”  หรือ “ต้องฝึกนานเท่าไร” เป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิต สำหรับผู้ที่คิดจะมาฝึกฝนมวยไท่เก๊ก ความจริงอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นคำถามสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะศึกษาศาสตร์แขนงใดก็ตาม โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน  เราจะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนในปัจจุบันนั้นถูกกำหนดด้วยกรอบของเวลา ไม่ใช่กรอบของสัมฤทธิผล อย่างเช่นเรารู้ว่าต้องเรียนชั้นประถมหกปี ชั้นมัธยมต้นสามปี ถ้าจะเรียนสายสามัญก็ต้องเรียนมัธยมปลายอีกสามปี จากนั้นก็ต่อปริญญาตรี ใช้เวลาสี่ปี หากใครใช้เวลาน้อยกว่านี้ เช่นจบปริญญาตรีภายในสามปีครึ่ง ก็เท่ากับว่าเก่ง และในทางกลับกันหากใครเรียนไม่จบตามเวลาก็แปลว่าโง่  การเรียนการสอนวิชาอื่นๆ ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษา ศิลปะ ดนตรี กีฬา การเรียนจะถูกกำหนดด้วยจำนวนครั้ง หรือด้วยระยะเวลา  เรามีหลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษสามสิบชั่วโมง เรียนคอมพิวเตอร์ยี่สิบชั่วโมง เรียนปริญญาโทควบปริญาเอกจบในสองปี ฯลฯ สำคัญกว่านั้นคือ “ไม่มีการตก” เดี๋ยวนี้การ “สอบตก” หรือการที่นักเรียน “ไม่เข้าใจ” ถือเป็นความผิดของผู้สอน ดังนั้น เมื่อกริ่งหมดเวลาดังขึ้น ผู้เรียนจะต้อง “เรียนจบ” เท่านั้น ไม้มีทางเลือกอื่นอีก

นอกจากนี้ในปัจจุบันดูเหมือนโลกนี้ช่างกว้างใหญ่ ยังมีเรื่องอื่นๆ ยังมีการผจญภัยใหม่ๆ อีกมากมายรอเราอยู่ข้างหน้า ใครจะไปจมอยู่กับเรื่องเดียวนานๆ ได้  ผู้เขียนเองเมื่อได้พบกับเพื่อนฝูงเก่าๆ พอเขารู้ว่าเรายังเรียนมวยไท่เก๊กอยู่ คำถามที่ได้ยินจากเพื่อนอยู่เนืองๆ ก็คือ “ยังเรียนไม่จบอีกหรือ”
 ด้วยวิธีคิดแบบนี้ของคนในยุคปัจจุบัน การเรียน วิชาใดวิชาหนึ่ง “ชั่วชีวิต” จึงยากที่จะทำให้คนในยุคสมัยนี้เข้าใจได้   จริงๆ แล้ว การฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กนั้น ไม่ใช่เรื่องเชิงปริมาณ ไม่ใช่การเข้าไปอัดความรู้อีกชนิดใส่เข้าไปในหัว พอจบแล้วก็ไปเรียนอย่างอื่นต่อได้อีก หากการเรียนมวยไท่เก๊กนั้นคือการเปลี่ยนตัวตนของผู้ฝึกเข้าสู่คุณภาพใหม่  ตั้งแต่โครงสร้างร่างกายที่เป็นกายภาพ จนถึงสภาวะจิต วิธีคิดต่างๆ ที่จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงไป เป็นเรื่องของประสบการณ์มากกว่าที่จะเรียกว่าเป็นความรู้ และเป็นวิถีชีวิตมากกว่าที่จะเป็นเพียงศาสตร์วิชา

มีเรื่องของศิษย์น้องในสำนักคนหนึ่ง ซึ่งหลังจากมาฝึกฝนได้สักสามเดือนก็หายไป เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสเจอเขาอีกครั้ง ก็ได้ถามเขาไปว่า

“เมื่อไหร่จะกลับไปฝึกด้วยกันอีก”

คำตอบคือ

“อ้าว..ก็ผมเรียนจบแล้วไม่ใช่หรือครับ เรียนท่ามวยหมดแล้ว อาจารย์ก็ปรับท่าให้ถูกต้องหมดแล้ว”

แล้วยังย้อนกลับมาถามผู้เขียนอีกว่า 

 “แล้วคุณยังเรียนไม่จบอีกหรือครับ” 

ผู้เขียนได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้อาจารย์ฟัง ท่านก็หัวเราะ แล้วก็บอกว่า

“นี่คือคนที่เก่งที่สุดในสำนักแล้ว คนอื่นเขาใช้เวลาเรียนกันเป็นสิบปี เขาเรียนแค่สามเดือนก็จบแล้ว”

แล้วท่านก็หัวเราะต่ออย่างอารมณ์ดี

Post a Comment

COPYRIGHT © 2007 www.fajing.net All RIGHTS RESERVED