การเรียนรู้กับการฝึกฝนมวยไท่เก๊ก

ในการศึกษาวิชามวยไท่เก๊ก มีอยู่สองเรื่องที่แม้จะเป็นคนละความหมายกัน แต่ก็เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันจนผู้เรียนยากที่จะแบ่งแยกสองความหมายนี้ออกจากกันอย่างชัดเจนได้ นั่นคือ

 “การเรียน” กับ “การฝึก

ความจริงนี่เป็นสองคำที่มความหมายชัดเจนในตนเอง “การเรียน” หรือ “การเรียนรู้” คือการรับรู้สิ่งใหม่ๆ  ซึ่งอาจจะเป็นการเรียนโดยที่มีอาจารย์ผู้สอน หรือการเรียนรู้ด้วยตนเองก็ได้ ในพจนานุกรมฉบับที่ผมใช้ เขาให้ความหมายหนึ่งของคำว่า “เรียน” คือ “ฝึกหัด
 

การฝึก” หรือ “การฝึกฝน” หมายถึงการกระทำสิ่งหนึ่งซ้ำๆ จนคล่อง จนเกิดเป็นทักษะ  ในพจนานุกรมเขียนไว้ว่า คือ “หัดให้ทำจนเป็น” กับ “หัดให้ทำจนดี

การเรียนหรือการฝึกมวยไท่เก๊กนั้น กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องกระทำไปชั่วชีวิต  พอพูดอย่างนี้บางท่านก็อาจจะแย้งว่า เรื่องการฝึกไปตลอดชีวิตนั้นพอจะเข้าใจ เหมือนการออกกำลังกาย คือเราควรออกกำลังกายทุกวันไปจนตลอดชีวิต ร่างกายจะได้แข็งแรง

แต่การเรียนตลอดชีวิตนั้นเข้าใจไม่ได้  ทำไมต้องเรียนกันไปตลอดชีวิต มวยชุดหนึ่งมีท่าร้อยกว่าท่า ต่อให้หัวทึบอย่างไร ค่อยๆ เรียนไป มันก็ต้องมีวันจบ ถึงจะบอกว่ามีชุดมวยสามชุด สี่ชุด ชุดฝึกอาวุธอีกต่างหาก แต่ก็ต้องมีวันเรียนจนหมดได้ หนังสือร้อยเล่มพันเล่ม เขายังเรียนยังอ่านกันจนหมด แล้วทำไมมวยไท่เก๊กถึงเรียนกันไม่จบสักที ทำไมบางคนถึงต้องเกาะอยู่กับอาจารย์สิบปี ยี่สิบปี จนตายกันไปข้างหนึ่ง อาจารย์รุ่นก่อนบางท่านเมื่อยังเป็นศิษย์อยู่ ก็อยู่ใกล้ชิดอาจารย์ของท่าน ฝึกฝนกับอาจารย์ตลอดทุกวันเป็นเวลากว่ายี่สิบปี จนกระทั่งอาจารย์ของท่านเสียชีวิตไป ภายหลังเมื่อท่านมีลูกศิษย์เองท่านก็ยังบอกกับศิษย์ของท่านว่าท่านยังเรียนมาได้ไม่หมด 

ในประวัติของท่านอาจารย์หลี่อี้อวี๋ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่สองของมวยไท่เก๊กตระกูลอู่ ได้บันทึกไว้ว่าหลังจากท่านได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ของท่านคือท่านอู่อวี่เซียงนับสิบปีจนท่านอู่อวี่เซียงเสียชีวิตไป ท่านก็ต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองต่อจากบันทึกเก่าๆ ที่ท่านได้บันทึกไว้ขณะที่ท่านอู่อวี่เซียงยังมีชีวิตอยู่

หรือในประวัติของท่านอู๋ถูหนาน ยอดยุทธ์มวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ที่มีชื่อเสียงมากอีกท่านหนึ่ง ท่านได้เรียนวิชามวยไท่เก๊กจากท่านอาจารย์อู๋เจี้ยนเฉวียนปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลอู๋เป็นเวลาแปดปี จากนั้นท่านอู๋เจี้ยนเฉวียนก็ยังได้แนะนำให้ท่านไปเรียนกับท่านหยางเส้าโหวซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่มวยไท่เก๊กตระกูลหยางอีกสี่ปี นับได้ว่าได้ร่ำเรียนทุกอย่างมาจนหมดไส้หมดพุงอาจารย์สองท่านแล้ว แต่หลังจากนั้นท่านก็ยังมีผลงานการค้นคว้าและเรียนรู้เรื่องของมวยไท่เก๊กอีกตลอดอายุที่เหลือของท่านซึ่งยาวนานถึง 105 ปี

จากหลักฐานยืนยันเหล่านี้ สามารถกล่าวได้ว่ามวยไท่เก๊กนั้นเรียนกันไม่จบไม่สิ้นจริงๆ ซึ่งเราอาจสงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

จริงๆ แล้วหากว่ากันโดยเนื้อหานั้นมันก็ต้องมีที่สิ้นสุด จะชุดมวยชุดกระบี่ หลักวิชาต่างๆ เมื่อได้รับถ่ายทอดมาจนหมดแล้วก็คือหมด อาจารย์ท่านหนึ่งหากตั้งใจถ่ายทอดท่ามวย ท่ากระบี่ หลักวิชาต่างๆ อย่างมากกินเวลาหนึ่งถึงสองปีก็หมดแล้ว แต่เนื่องจากการเรียนวิชามวยไท่เก๊ก ไม่ใช่การเรียนรู้ด้วยสมอง ไม่ใช่เพียงการอ่านหนังสือหรือท่องจำคัมภีร์แล้วจะสามารถเข้าใจได้  หากแต่ความเข้าใจนั้นจะเกิดจากการฝึกฝนเป็นเวลาอันยาวนาน  การมาตีความหรือพยายามทำความเข้าใจโดยการอ่าน การดู การฟังเพียงเท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร  เพราะมวยไท่เก๊กนั้นไม่สามารถใช้ความรู้เดิม หรือความรู้จากแหล่งอื่นมาเทียบเคียงได้เลย เหมือนกับคนที่ได้ลิ้มชิมรสผลไม้ทิพย์ชนิดหนึ่ง หากจะให้บอกว่าหวานก็ไม่ใช่ จะว่าไม่หวานก็ไม่ถูก จะว่าหอมก็ไม่เชิง จะว่าฉุนก็ยิ่งไม่ใช่ แต่หากคนสองคนได้ลิ้มรสชาติเดียวกันก็ย่อมจะคุยกันรู้เรื่อง แต่ยากที่คนนอกจะเข้าใจได้

การเข้าใจในมวยไท่เก๊กนั้น เกิดจากการฝึกฝนอันยาวนาน เมื่อร่างกายและสภาวะจิตมีความเปลี่ยนแปลง เมื่อนั้นผู้ฝึกย้อนกลับมาอ่านคัมภีร์ หรือมาทบทวนสิ่งที่อาจารย์ได้เคยบอกกล่าวไว้ ก็จะก่อให้เกิดความเข้าใจ แต่เมื่อฝึกฝนยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ความเข้าใจนั้นก็ยังเปลี่ยนแปลงละเอียดลึกซึ้งเข้าไปได้อีก เคล็ดความสั้นๆ บางคำ ยิ่งฝึกยิ่งมีความหมายลึกล้ำ เช่น การผ่อนคลาย หรือ “ซง” ของมวยไท่เก๊กนั้น บางคนก็บอกว่าไม่เห็นน่าจะเข้าใจยาก ผ่อนคลายก็คือผ่อนคลาย แต่สำหรับผู้ฝึกมวยไท่เก๊กแล้ว ในแต่ละระดับฝีมือ คำนี้มีความหมายลึกซึ้งไม่จบสิ้น

คนผู้หนึ่งหากยังมีโอกาสเรียนรู้ติดตามอาจารย์อยู่ ประโยชน์ที่ตนเองได้รับก็คือ เมื่อเกิดความเข้าใจในระดับที่ลึกขึ้นไป สามารถสอบทวนกับอาจารย์ได้ว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ ไม่ต้องเสียเวลาในการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง  ยิ่งโดยปกติแล้ว เมื่อเรามีฝีมือลึกล้ำขึ้น ก็ย่อมแปลว่าอาจารย์ก็มีระดับฝีมือลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก หากทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ต่างก็ไม่ละทิ้งการฝึกฝน เดินทางอยู่บนเส้นทางของมวยไท่เก๊ก ก็ยากที่ศิษย์จะตามอาจารย์ได้ทัน หรือจะมีฝีมือล้ำหน้าอาจารย์ไปได้ นั่นคือเหตุที่ทำให้การได้ใกล้ชิดอาจารย์นั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้ฝึกอย่างสูง

อย่างไรเสีย งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา แม้เราจะมีโอกาสติดตามอาจารย์เป็นเวลาหลายๆ ปี แต่วันที่แยกจากกันก็ย่อมจะมาถึง จะด้วยเหตุใดก็ตาม จากนั้นหน้าที่ของการ “เรียนรู้” และ “ฝึกฝน” ก็ย่อมตกอยู่ในความรับผิดชอบของเราอยู่ดี ดังนั้นขณะที่ผู้ฝึกยังมีโอกาสอยู่ใกล้อาจารย์ จึงควรรีบฉวยโอกาสตักตวง เร่งฝึกฝน หากสามารถแยกจากอาจารย์ได้ โดยได้รับการยอมรับจากอาจารย์ว่า “ได้ถ่ายทอดทุกอย่างให้จนสิ้นแล้ว จากนี้ไปให้เป็นหน้าที่ของเจ้า” นั่นย่อมดีที่สุด

Post a Comment

COPYRIGHT © 2007 www.fajing.net All RIGHTS RESERVED