กีฬา ศิลปะยุทธ์ กับการต่อสู้
August 21st, 2007 at 11:25 am (Fighting, Taijiquan)
หลายท่านพยายามจะเปรียบเทียบระหว่างวิชาศิลปะยุทธ์หลายๆ สาย ประมาณว่ามวยไหนเก่งกว่ามวยไหน หรือบางทีก็ว่ากันไปว่าวิชามวยต่างๆ นี้เอาไปใช้จริงไม่ได้ เจอนักเลงหัวไม้ข้างถนนก็จอดหมด หรือไม่ก็เก่งอย่างไรก็แพ้ลูกปืนเหมือนๆ กัน
ซึ่งหลายๆ ท่านที่มาเปรียบเทียบแนวนี้ ผมว่าท่านสับสนระหว่าง กีฬา,การต่อสู้ และวิชามวย
เราอาจจะแยกแยะอย่างนี้
กีฬา มันต้องมีกรอบกติกา เพื่อให้ผู้เล่นกีฬา เล่นกันได้ ศัพท์ที่ใช้กับกีฬา ภาษาไทยก็ใช้เล่น ภาษาอังกฤษก็ใช้ play จะชาติไหนๆ ก็สื่อความหมายเดียวกันคือ เล่น ไม่ได้ทำจริง กรอบของกีฬานั้นจำกัดอยู่ที่กติกา นั่นคือเราทำอะไรก็ได้ภายใต้กรอบกติกา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้เล่น บางคนเล่นเอาสนุก บางคนอยากเอาชนะ บางคนอยากได้เงิน บางครั้งทำจนกลายเป็นการแสดง อย่างการแข่งมวยปล้ำโชว์ เช่นที่รู้ๆ กันอยู่
การต่อสู้ มันมีวัตถุประสงค์เดียวแหละครับ คือต้องทำลายอีกฝ่ายลงให้ได้ บางคนอาจเสริมว่าต้องเอาตัวรอดกลับมาได้ด้วย แต่บางคนก็ยอมเสียน้อยรักษาส่วนใหญ่ก็แล้วแต่กันไป การต่อสู้น่ะมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ ครับ จนปัจจุบันเขาสู้กันด้วยสนามการค้ามากกว่าสนามรบแล้ว ไม่ค่อยมีแล้วที่โกรธกันก็มาชกกัน เขาทำกันอย่างอื่นแล้ว อย่างเลวก็ยิงกัน อย่างเก่งก็ทำให้อีกฝ่ายล่มจมล้มละลายขายตัวผูกคอตายทั้งตระกูล ไม่ต้องมาชกให้เจ็บมือ
วิชามวย ภาษาไทยเรียกเป็นศิลปะ ภาษาอังกฤษก็ว่าเป็นอาร์ต ภาษาจีนเป็นกังฟู ล้วนแต่สื่อไปในทางการปฏิบัติต่อตนเองมากกว่าที่จะมุ่งไปด้านนอก ศิลปะการต่อสู้ ไม่ใช่การต่อสู้ martial art ก็ไม่ใช่ fighting มันเป็นแนวทางของการปฏิบัติ การฝึกฝนตนเอง ผมฝึกมวยไท่เก๊กก็ไม่ได้หมายความว่าเวลาต่อสู้ต้องสู้ด้วยมวยไท่เก๊ก การฝึกฝนก็คือการฝึกฝน การต่อสู้ก็คือการต่อสู้ มันคนละเรื่องกัน ยิ่งไปเปรียบกับกีฬายิ่งกลายเป็นคนละเรื่อง นักมวยไท่เก๊กถ้าจะไปแข่งยกน้ำหนัก ไม่มีใครเขาสนหรอกว่าเราจะเบาจะซงได้หรือเปล่า เขาสนแต่ว่าคุณยกลูกเหล็กได้หนักกี่กิโลฯ ถ้าไปแข่งฟุตบอลเขาก็สนแค่ว่าคุณเตะลูกบอลกลมๆ นั่นเข้าประตูอีกฝ่ายได้หรือเปล่า จะออกแรงไม่ออกแรง กำลังภายในกำลังภายนอก จะวิ่งจนซี่โครงบาน เหนื่อยจนหายใจไม่ทัน ไม่มีใครสนใจหรอกตราบที่ชนะมาได้ แต่ศิลปะน่ะแตกต่างกัน ศิลปะคือการฝึกฝนในแนวทางของตัวเองเท่านั้น
การต่อสู้น่ะมีหลายปัจจัยครับ เช่นเราบังเอิญไปเจอคู่แค้นในระยะห่างสักห้าเมตร ต่างฝ่ายต่างมีปืนพกคนละกระบอก ฝ่ายเราเป็นนักมวยแชมป์โลก ฝ่ายเขาเป็นนักกีฬายิงปืนประเภทเกรดรองๆ ไม่เคยได้เหรียญ แต่ด้วยเงื่อนไขนี้ คิดว่าใครชนะครับ หรือต่างฝ่ายต่างมือเปล่า เราเป็นนักมวยแชมป์โลก อีกฝ่ายเป็นแค่กุ๊ย แต่บังเอิญวันนั้นเราเป็นไข้หวัดใหญ่ ทั้งเวียนหัว ทั้งปวดไปทั้งตัว สู้กันคิดว่าใครชนะครับ นี่อาจเป็นปัจจัยที่ดูจะสุดขั้วเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน แต่ในความเป็นจริง ปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ มากมายที่มีผลต่อการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการเอาชนะ หรือการเอาตัวรอด
คนฝึกวิทยายุทธ์ หรือศิลปะการต่อสู้ ก็เพียงแต่ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ คนชอบมวยจีนก็ฝึกมวยจีน คนชอบมวยไทยก็ฝึกมวยไทย คนชอบเป่าปี่ก็ฝึกเป่าปี่ คนชอบตีกลองก็ฝึกตีกลอง ถ้าจำเป็นต้องสู้กันมันก็อีกเรื่อง (เป่าปี่เก่งสุดครับ ขนาดยักษ์ผีเสื้อสมุทรยังอกแตกตายเลย)
บางท่านอาจจะให้เครดิตกับมวยประเภทที่เกิดจากสนามรบ หรือมวยทหาร มวยสำหรับการสังหาร ว่าน่าจะเป็นสุดยอดมวย สุดยอดวิชา
ซึ่งหากเรามามองในอีกมุมหนึ่ง การฆ่ากันเป็นปัจจัยที่จะเปรียบเทียบว่าวิชานั้นดีกว่า หรือวิชานั้นจะชนะถ้าสู้กับวิชาที่ไม่ฆ่าหรือครับ
ที่ตลกคือในวิชามวยจีนมีแนวคิดที่ว่า การสู้กันต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บถือเป็นความสำเร็จขั้นต่ำ, เขาเจ็บเราไม่เจ็บถือเป็นขั้นกลาง, เขาไม่เจ็บเราไม่เจ็บเป็นขั้นสูง, ชนะโดยไม่ต้องสู้ถือเป็นความสำเร็จขั้นสูงสุด ปรัชญามวยจีนหรือญี่ปุ่นก็ล้วนอาศัยแนวคิดนี้ในการพัฒนาวิชาต่อสู้ ซึ่งเหล่าผู้ฝึกศิลปะยุทธทั้งหลายก็ควรระลึกไว้เสมอไม่ใช่คิดแต่จะฆ่ากันอย่างเดียว


พเนจรไปเรื่อย said,
September 8, 2007 at 6:29 pm
แจ่มแจ้งแดงแจ๋ ^^