ฝึกมวยไท่เก๊กด้วยตัวเองมีโอกาสสำเร็จไหม
August 21st, 2007 at 6:47 am (Misc, Taijiquan)
ก็ขึ้นอยู่กับนิยามของคำว่า “สำเร็จ” นี่ละครับ ถ้าจะวัดกันที่ว่าความสำเร็จคือ ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ รำมวยได้สวยงามต่อเนื่อง มีอะไรร้อนวูบๆ วาบๆ ในร่างกาย ประมาณว่าเป็น “ชี่” หรือลมปราณ ไหลผ่าน มีศูนย์ถ่วงมั่นคง คนผลักไม่ล้มง่าย ยืนบนรถเมล์ไม่ต้องเกาะราว หรือแม้แต่ใช้สู้กับอันธพาลข้างถนนได้ทีละสามสี่คน ชกไปทีกระเด็นไปไกล หรือซัดให้กองทรุดลงไปกับพื้นได้ จนถึงแอดวานซ์หน่อยอย่างเช่นสามารถบำบัดอาการเจ็บป่วยบางอย่างในร่างกายตนเองได้ จนถึงเอาไปสอนหาเงินทองใช้ก็ได้ ว่ากันทั้งหมดนี้ ผมก็ยังว่าคุณมีโอกาสฝึกได้ สำเร็จได้ โดยการฝึกตามหนังสือ หรือจากวิดิโอ แม้ว่าผลออกมาคุณอาจจะรำมวยเหมือนลิเก ตีคนเหมือนคาราเต้ ต่อเนื่องเหมือนเต้นแอโรบิค แต่ถ้าเอากันที่ผลอย่างที่ว่าคือร่างกายแข็งแรง ตีคนได้ ผมก็ว่าคุณทำได้
เพียงแต่มันอาจจะไม่ใช่ “มวยไท่เก๊ก”
จริงๆ แล้ว ในทางกลับกันเสียอีก หากคุณได้ฝึกฝนมวยไท่เก๊กอย่างเป็นระบบ บางทีอาจรู้สึกอ่อนแอลงด้วยซ้ำ ที่เคยตีคนได้ กลายเป็นทำไม่ได้ เคยตีลังกาวิดพื้น หรือดึงข้อได้ทีละสิบครั้งร้อยครั้ง อาจจะกลายเป็นทำไม่ได้ ไม่ไหวเอาแล้ว กล้ามเนื้อที่เคยมีเป็นมัดๆ ก็ยุบหายไปหมด แถมบางทียังมีปวดนู่นปวดนี่ ฝึกไปหลังยอกเป็นเดือนๆ จนต้องเดินกระย่องกระแย่งเหมือนคนแก่ ดูไม่รู้เลยว่าแข็งแรงขึ้นตรงไหน
แล้วอย่างนี้จะมาเรียนทำไม
ตรงนี้แต่ละคนอาจมีคำตอบที่แตกต่างกันครับ บ้างก็ว่าอยากมาเรียนของแท้ ของดั้งเดิม บ้างก็มาด้วยความเชื่อว่าต้องฝึกแบบนี้ถึงจะเป็นจอมยุทธ์มีพลังฝีมือไม่แพ้ใคร บ้างก็พูดเผื่อไปถึงอนาคต ว่าฝึกอย่างนี้ถึงจะอายุยืน แก่แล้วก็ยังเก่งอยู่ ซึ่งก็มีเหตุผลครับ เพราะผู้ที่ฝึกมวยไท่เก๊กแท้ๆ ยิ่งแก่ยิ่งเก่งขึ้นจริงๆ ไม่ใช่ว่ายิ่งแก่ยิ่งแพ้สังขาร
แต่สำหรับผม ยังมีอีกความรู้สึกหนึ่ง นั่นคือความสนุก สนุกเพราะในการฝึกมวยไท่เก๊กกับอาจารย์นั้น มันมักจะต่างกับที่เคยคิดไว้ ต่างกับที่เคยจินตนาการเอาจากการอ่านหนังสือหรือดูจากวิดิโอ ต่างจากคำคมเพราะๆ ที่ฟังดูลึกลับแฝงปรัชญาอันสูงส่งที่อ่านแล้วเหมือนจะเข้าใจ เหมือนจะไม่เข้าใจ
ในการฝึกมวยไท่เก๊กแบบดั้งเดิมนั้น เรามักจะพบกับอะไรที่ดูไม่สมเหตุสมผล อย่างน้อยก็ในขณะนั้น แล้วเราก็ต้องฝึกของที่ดูไม่สมเหตุสมผลนั่นไป จะเอาความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ไปพยายามวิเคราะห์วิจัย ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้ผิดพลาด การฝึกก็เพียงแต่ทำตามที่อาจารย์สั่ง แทบจะเหมือนกับเดินไปในที่มืดบนถนนที่ไม่รู้จัก แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งก็เหมือนฟ้าสว่างขึ้นกระทันหัน สิ่งที่ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ ดูไม่สมเหตุสมผล กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ดูยังไงก็มีเหตุผล แต่เมื่อพยายามเอาเหตุผลนั้นไปอธิบายให้กับคนที่ฝึกใหม่ๆ หรือคนที่พยายามใช้สมองในการค้นคว้าหาเหตุผล หรือคนที่ยังเดินมาไม่ถึงจุดนี้ มันกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าใจได้ กลับกลายเป็นดูไม่สมเหตุสมผลเสียอีกแล้ว แต่สำหรับผู้ฝึก ยิ่งฝึกนาน ยิ่งค้นพบสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ซึ่งต่างจากที่เคยคิดไว้ ชนิดที่ว่า ไม่รู้จะเอาอะไรไปคิดมาได้ เหมือนปลาที่จินตนาการถึงฟ้าอย่างไรอย่างนั้น จนบางทีความสนุกนั้นทำให้ลืมไปเลยว่านี่เราแข็งแรงขึ้นหรือเปล่า หรือตีคนได้หรือเปล่าไปเลยด้วยซ้ำ
พูดดูเหมือนพิสดาร แต่สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้นบางอย่างก็ดูธรรมดาๆ พอเล่าออกมาก็ดูเหมือนไม่เห็นมันจะน่าตื่นเต้นตรงไหน บางคนพยายามคาดคั้นให้ได้ว่ามันมีความพิเศษมหัศจรรย์อย่างไร พอตอบว่าไม่มีหรอก มีแต่เรื่องธรรมดาๆ ก็มักจะไม่ยอมเชื่อ หาว่าอมพะนำเสียอีก แต่ความพิสดารนั้นก็อยู่ในเรื่องธรรมดาเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จริงๆ เช่นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ แต่ละจุดในร่างกาย การยืดขยายข้อต่อแต่ละข้อ การเกาะ การเบา ความต่อเนื่อง การผ่อนคลาย คำที่ดูธรรมดาๆ เหล่านี้กลับแฝงไว้ด้วยความพิสดารจนนึกไม่ออกว่าจะบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือได้อย่างไร

