เคล็ดในการฝึกมวยไท่เก๊ก 10 ประการ

ในการฝึกนั้น อาจารย์ได้ให้เคล็ดในการฝึกสิบประการ ซึ่งถ่ายทอดมาจากท่านอาจารย์หยางเฉินฟู่ และได้บันทึกไว้โดยท่านเฉินเว่ยหมิง ศิษย์เอกอีกคนหนึ่งของท่านหยางเฉินฟู่ 

หลักทั้งสิบประการนี้ แต่ละประการมีความหมายที่แตกต่างกันสำหรับผู้ฝึกแต่ละระดับ เพราะเป็นหลักที่ฝึกตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงขั้นสูง มีกระบวนการฝึกที่แตกต่างกัน และทำให้เกิดความเข้าใจที่แตกต่างกัน ซึ่งโดยปกติแล้วผู้เรียนจะต้องได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์ผู้สอนโดยตรงเท่านั้น เนื่องจากอาจารย์จะต้องสามารถตรวจสอบระดับฝีมือของผู้ฝึกได้และค่อยๆ ให้ความกระจ่างในเคล็ดความแต่ละข้อแต่ศิษย์ตามระดับฝีมือของศิษย์นั่นเอง  ในที่นี้จะขออธิบายเพียงสังเขปสำหรับผู้เริ่มฝึก หรือผู้ที่เพียงแต่อ่านแล้วพยายามตีความฝึกฝนเอง ซึ่งมักจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และบางครั้งเป็นเหตุให้เกิดความผิดปกติของร่างกายได้

1. ซวีหลิงติ่งจิ้ง  (ฮือเล้งเต็งแก่) คือ ศีรษะตั้งตรงจิตแล่นขึ้นบนกระหม่อม อย่าใช้กำลัง ถ้าใช้กำลังคอจะเกร็งแข็ง เลือดลมจะเดินไม่สะดวก ต้องใช้จิตที่เบาและคล่อง ถ้าไม่มีซวีหลิงติ่งจิ้ง ย่อมไม่สามารถยกจิตให้มีสติได้

อธิบาย
โดยปกติคือการตั้งศีรษะให้ตรง หลายตำราจะอธิบายว่าให้เหมือนกับมีด้ายเส้นบางๆ ติดอยู่ที่บริเวณกระหม่อม แขวนขึ้นไปบนฟ้า ให้เหมือนกับหุ่นกระบอก ศีรษะมีอิสระที่จะเคลื่อนไหว ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องผ่อนคลายบริเวณดวงตา ใบหน้า ไปจนถึงต้นคอ ไม่ใช่ถลึงตา เขม้นมอง หรือเพ่งจนไฟแทบจะลุกออกมาจากตา แต่ผ่อนคลายให้รู้สึกสบายๆ สายตามองเห็นภาพกว้างๆ หูได้ยินเสียงรอบๆ ตัว ใบหน้าสัมผัสได้ถึงความร้อนของแดด หากรู้สึกว่าขมวดคิ้วหรือเม้มปากอยู่ก็คลายเสียด้วย

2. หันเซียงป๋าเป้ย (ห่ำเฮงปวกป่วย) หันเซียง คือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าอก ทำให้ชี่ จมลงสู่ตันเถียน (ตังชั้ง จุดใต้สะดือประมาณสามนิ้ว) ห้ามการเบ่งอก เบ่งอกทำให้ชี่กักอยู่บริเวณหน้าอกมีผลให้ร่างกายส่วนบนหนักส่วนล่างเบา เมื่อยกเท้าขึ้นเตะร่างกายก็เบาลอย ป๋าเป้ย คือ การที่ชี่แล่นแนบติดกระดูกสันหลัง ถ้าสามารถทำหันเซียงได้ก็จะทำป๋าเป้ยได้โดยอัตโนมัติ สามารถป๋าเป้ยได้ก็จะสามารถส่งพลังออกจากหลังได้ทำให้ไร้คู่ต่อสู้

อธิบาย
บางตำราจะอธิบายว่าเป็นการห่ออก ยกหลัง ซึ่งทำให้ผู้เรียนเข้าใจหลักนี้ผิดได้มาก ความจริงแล้วหลักหันเซียงสำหรับขั้นต้นทำไม่ยากครับคือผ่อนอกให้สบายๆ หายใจลึกๆ ลงไปถึงท้อง ซึ่งทำให้กระบังลมเคลื่อนไหว แต่หน้าอกไม่เบ่งพองออกมา บางท่านไปอ่านตำรามวยไท่เก๊กบางเล่มที่อธิบายเรื่องการหายใจว่าให้หายใจเข้าท้องยุบ หายใจออกท้องป่อง แล้วพยายามทำตามยิ่งไปกันใหญ่ครับ เพราะพอหายใจเข้าก็ไปตั้งใจแขม่วท้อง ลมหายใจมันก็อัดอยู่แค่หน้าอก ก็กลายเป็นเบ่งอกขึ้นมา แถมยังหายใจได้ตื้นเสียอีก ยิ่งคิดว่าแขม่วท้องด้วย ห่ออกด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ ปอดแทบไม่มีการขยายตัว ลมหายใจก็เข้าไปได้ไม่เต็มที่ ทำได้พักหนึ่งก็อึดอัด บางท่านถึงกับบอกว่าฝึกหายใจแบบไท่เก๊กห้ามฝึกนานเกินยี่สิบนาทีก็มี เพราะนานกว่านี้จะเป็นอันตราย ซึ่งหากฝึกอย่างนี้มันก็อันตรายแน่อยู่แล้ว  แต่ฝึกถูกวิธีไม่มีอันตรายครับ แค่ผ่อนคลายหน้าอกสบายๆ เวลาหายใจมันจะลึกและยาวอย่างเป็นธรรมชาติเอง

ส่วนป๋าเป้ยก็อย่างที่ตำราว่าครับ เมื่อทำหันเซียงได้ดี ป๋าเป้ยก็จะเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องไปตั้งใจยืดหลังยกหลัง หลักนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกระดูกสันหลังมีความยืดหยุ่นเพียงพอ แต่ละข้อสามารถขยับได้อย่างอิสระ เมื่อผ่อนคลายอก ขณะที่ตั้งศรีษะขึ้น กระดูกสันหลังมันก็จะเรียงตัวตรงๆ อย่างอิสระผ่อนคลาย ก็จะรู้สึกถึงป๋าเป้ยที่ว่านี้ขึ้นมา ความจริงพอมันเกิดขึ้นเราก็รู้เองแหละ แต่ถ้าตั้งใจให้เกิดกลับกลายเป็นผิดไปเสีย 

3. ซงเอียว (ซงเอีย)  คือการผ่อนคลายเอว เอวเป็นส่วนที่ควบคุมร่างกายเป็นอันดับแรก สามารถผ่อนคลายเอวภายหลังสองขาจึงจะมีกำลัง รากฐานมั่นคง ซวีสือ (ว่างและเต็ม) รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอาศัยเอวเป็นตัวจักรสำคัญ ดั่งคำว่า “จิตสั่งงานเริ่มต้นที่เอว” มีส่วนใดของร่างกายไม่ถูกต้องให้ปรับที่เอวและขาก่อน

อธิบาย
ซงเอียว ซึ่งแปลตรงๆ ว่าผ่อนคลายเอว เป็นอีกเรื่องที่ทำให้เข้าใจกันผิด บางคนผ่อนจนเอวทรุด ซึ่งส่งผลให้ก้นโด่งหรือเผละออกมา  การผ่อนเอวในเบื้องต้นคือการไม่ปล่อยให้เอวล๊อค เมื่อหมุนเอวไปซ้ายขวา สามารถเคลื่อนได้โดยอิสระ ไม่ใช่ว่าหมุนทีไปทั้งขา หรือไปทั้งสะโพก  อันนี้ในตำรามีเขียนไว้ครับว่าเหมือนล้อเกวียน ลองคิดดู หากแกนล้ออัดแน่นไป มันก็ฝืด หมุนไม่คล่อง แต่หากแกนล้อหลวมเกินไป เวลาหมุนกันก็คล่อกแคล่กง่อกแง่ก ศูนย์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ล้อจะพังเอาเสียอีก ต้องสวมดุมล้อให้พอดีๆ ก็คือต้องยกเอวขึ้นเล็กน้อยแล้วผ่อนคลายให้พอดีๆ อันนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนครับ

4. เฟินซวีสือ (ฮุงฮือซิก) คือการแบ่งเต็มและว่าง ซึ่งเป็นหลักใหญ่อันดับแรกของมวยไท่เก๊ก ตัวอย่างเช่น หากน้ำหนักของร่างกายทั้งหมดอยู่บนขาขวา เช่นนั้น ขาขวาคือเต็ม ขาซ้ายคือว่าง น้ำหนักของร่างกายทั้งหมดอยู่บนขาซ้าย เช่นนั้นแล้วขาซ้ายคือเต็ม ขาขวาคือว่าง เมื่อสามารถแบ่งเต็มและว่าง เมื่อนั้นการเคลื่อนไหวและการหมุนตัวย่อมคล่องแคล่วไม่ต้องเสียกำลังแม้แต่น้อย ถ้าไม่สามารถแบ่งแยกได้ เมื่อนั้นการก้าวเท้าก็จะหนักและฝืด ยืนไม่มั่นคงง่ายต่อการถูกผู้อื่นทำให้เซได้

อธิบาย
การแบ่งแยกเต็มว่างนั้น ไม่ใช่ว่าถ่ายน้ำหนักทั้งหมดไปอยู่ที่ขาข้างหนึ่ง แล้วอีกข้างหนึ่งไม่รับน้ำหนักเลย  ความจริงหากอ่านในตำราหลายๆ เล่มก็จะเขียนเรื่องการวางน้ำหนักไว้ บางท่าเช่นก้าวธนูก็บอกว่าเท้าหน้า 7 เท้าหลัง 3 ส่วน  ท่าก้าวว่างก็ว่าเท้าหน้า 1 ส่วน เท้าหลัง 9 ส่วน อะไรอย่างนี้ บางคนอ่านแล้วก็รู้สึกว่าขัดแย้งกับหลักการแบ่งเต็มว่าง ซึ่งความจริงนั้นไม่ได้ขัดแย้งกัน  หากเคยเห็นแผนภูมิไท่เก๊กจะเห็นว่าในอินมีหยาง ในหยางมีอินเสมอ ไม่มีอิน หรือหยางโดดๆ ในความเป็นจริงนอกจากข้างที่เต็มแล้ว ข้างที่ว่างก็ยังมีบทบาทสำคัญอีกมาก ไม่ใช่ว่าว่างหายไปเลย การแบ่งแยกเต็มว่างนี้หากทำได้ดีจะทำให้การก้าวเท้าคล่องแคล่วมีชีวิตชีวา บางท่านที่พยายามจมต่ำหรือจมศูนย์ หรือบางทีก็บอกว่ารู้สึกว่ามีราก แต่พอเคลื่อนที่กลับไม่สามารถถอนเท้าได้ง่ายๆ หรือต้องอาศัยการยกตัวขึ้นถึงจะถอนเท้าได้ แปลว่ามีปัญหาในเรื่องการแบ่งแยกเต็มว่างแล้ว  นอกจากนี้ในการเปลี่ยนน้ำหนักจากขาหนึ่งไปอีกขาหนึ่งนั้นไม่ใช่ว่าจะย้ายน้ำหนักกันแบบโยนจากขาข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งโดยทันที หากแต่กลายเป็นค่อยๆ ย้ายไป ค่อยๆ ย้ายกลับ ตรงนี้ถ้าจะทำให้ได้ดีต้องผ่อนคลายช่วงเชิงกรานได้ก่อน และใช้เอวช่วยในการควบคุมการย้ายน้ำหนัก พูดง่ายกว่าทำครับ

5. เฉินเจียนจุ้ยโจ่ว (ติ่มโกยตุ่ยอิ้ว)  เฉินเจียน คือ การลดและผ่อนคลายบริเวณหัวไหล่ หากไม่สามารถผ่อนคลายได้ สองไหล่ก็จะยกขึ้น เมื่อนั้นชี่ก็จะแล่นตามขึ้นข้างบน ทั้งร่างกายจะไม่มีพลัง จุ้ยโจ่ว คือ การผ่อนคลายข้อศอกและให้ปลายข้อศอกคล้ายกับมีน้ำหนักถ่วงลงพื้น หากศอกยกขึ้นก็จะทำให้ไม่สามารถลดหัวไหล่ลงได้ ไม่สามารถตีคนให้กระเด็นออกไปไกลได้

อธิบาย
การลดไหล่ ไม่ใช่การกดไหล่ลงไป หรือการยึดไหล่ไว้กับที่ไม่ให้เคลื่อนไหว ความจริงแล้วไหล่ยังขยับได้ตามปกติ ในบางท่าที่มีการยกแขนขึ้น ไหล่มันก็ต้องยกตามขึ้นไปด้วยเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ให้อยู่ในลักษณะผ่อนคลาย ยกได้วางได้ คนส่วนมากเมื่อทำงานเครียดมักจะยกไหล่โดยไม่รู้ตัว ความจริงแค่สำรวจดูไหล่ตนเอง ก็สามารถลดลงได้ระดับหนึ่งทันที เหมือนกับบางคนชอบย่นหัวคิ้วหรือย่นหน้าผากโดยไม่รู้หัว แต่พอบอกให้เขารู้ก็สามารถคลายได้ทันที เบื้องต้นของการทำเฉินเจียนก็คือแค่นี้

ส่วนจุ้ยโจ่วนั้นแตกต่างออกไปบ้าง คือต้องอาศัยความตั้งใจอยู่บ้างในการถ่วงศอก ให้มีความรู้สึกว่ามีตุ้มน้ำหนักถ่วงติดอยู่ที่ปลายศอกเสมอ  ศอกจะไม่ยืดจนสุดหรือจนตึง แต่จะหย่อนๆ เสมอ ซึ่งคนเราส่วนมากมักจะปล่อยให้ศอกลอยหรือเปิดศอกมากไป หรือยืดแขนจนศอกตึงอยู่บ่อยๆ อันนี้ต้องฝึก เพราะจะมีผลค่อนข้างมากในระดับสูงๆ ต่อๆ ไป

6. ย่งอี้ปู๋ย่งลี่ (เอ่งอี่ปุกเอ่งลัก)  คือ การใช้จิตมาสั่งการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่ใช้กำลังมาเคลื่อนไหว ในคัมภีร์ไท่เก๊ก มีตอนหนึ่งกล่าวว่า “ ทั้งหมดนี้ คือ ใช้จิตไม่ใช้กำลัง” การฝึกมวยไท่เก๊ก ต้องผ่อนคลายทั้งร่างกาย ไม่ใช้กำลัง (ที่กระด้าง) แม้แต่น้อยนิด ซึ่งจะขัดขวางการเดินของเลือดลม ถ้าสามารถไม่ใช้กำลังได้เมื่อฝึกนานวันเข้าก็จะบรรลุถึความเบาคล่องสามารถหมุนและเปลี่ยนแปลงได้ดั่งใจต้องการ มีคำถามว่าหากไม่ใช้กำลังไฉนพลัง(ภายใน)จะก่อเกิดได้ คำตอบคือ ในร่างกายของคนเรามีเส้นลมปราณอยู่ทั้งร่าง เฉกเช่นสายน้ำ สายน้ำไม่ถูกอุดตันน้ำย่อมไหลไปได้ ฉันนั้นเมื่อร่างกายกล้ามเนื้อแข็งเกร็งขึ้นย่อมไปบีบรัดเส้นลมปราณทำให้เลือดลมไหวเวียนไม่คล่อง การเคลื่อนไหวย่อมไม่คล่องไปด้วย ถูกดึงแม้เพียงเส้นผมย่อมกระเทือนไปทั่วร่าง แต่หากว่าใช้จิตไม่ใช้กำลัง จิตถึงที่ใดลมปราณย่อมถึงที่นั้นด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วเมื่อฝึกทุกวันลมปราณเคลื่อนไปทั่วร่างกายไม่มีหยุดไหล ฝึก นานวันเข้าย่อมบรรลุถึงกำลังภายในอันแท้จริง ดั่งคัมภีร์มวยไท่เก๊กกล่าวไว้ว่า “อ่อนหยุ่นถึงที่สุด ภายหลัง(ย่อม)แข็งแกร่งถึงที่สุด” ผู้ที่ฝึกมวยไท่เก๊กจนบรรลุฝีมือแล้ว แขนคล้ายดังปุยนุ่นที่หุ้มเหล็กไว้ภายในและมีน้ำหนักมาก ผู้ที่ฝึกฝนมวยภายนอก เมื่อใช้กำลังย่อมปรากฎกำลังออกมาแต่ยามไม่ได้ใช้กำลังจะเบาลอยอย่างมาก สามารถเห็นกำลังนั้นเป็นกำลังที่อยู่ภายนอกอย่างชัดเจนไม่ใช้จิตแต่ใช้กำลังง่ายต่อการถูกชักนำให้เคลื่อน

อธิบาย
เรื่องนี้ไม่อยากอธิบายเพราะหากฝึกยังไม่ถึงขั้นแทบจะรับรู้อะไรไม่ได้เลย หากอธิบายง่ายๆ คือในการฝึกนั้นเน้นความเบาเป็นที่ตั้ง อย่าได้พยายามออกแรงเลย ยื่นมือยื่นเท้าออกไปให้เบาเหมือนจะไปสัมผัสกับใยแมงมุมบางๆ ถ้าแตะแรงไปก็จะขาดอะไรทำนองนั้น เมื่อออกมือไปต้องไม่ใช้แรงจากมือเลย แต่ก็ไม่ใช่ปล่อยให้มือตกเหมือนไม่มีกระดูก

7. ซ่างเซี่ยเซียงสุย (เจี้ยแอ๋เซียงซุ้ย) หมายถึง ส่วนบน(ของร่างกาย) และส่วนล่างเคลื่อนตามกัน คัมภีร์มวยไท่เก๊กกล่าวว่า “รากนั้นอยู่ที่เท้า เคลื่อน(พลัง) จากขา ควบคุมด้วยเอว รูปลักษณ์ที่นิ้วมือจากเท้าไปยังขาสู่เอวทั้งหมดนี้ต้องสมบูรณ์ด้วยพลังเดียว(กัน) “ มือเคลื่อน , เอวเคลื่อน , ขาเคลื่อน สายตามองตามการเคลื่อนไหว เรียกว่าซ่างเซี่ยเซียงสุย มีส่วนใดไม่เคลื่อนย่อมสับสนไม่เป็นระเบียบ

อธิบาย
โดยพื้นฐานคือการเคลื่อนไหวอย่างมีระเบียบ เช่นเมื่อเคลื่อน ไหล่จะตรงสะโพก ศอกตรงเข่า โดยพร้อมเพรียงและเป็นธรรมชาติ ใช้เอวควบคุมการเคลื่อนไหว ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนและการมีโครงสร้างร่างกายที่ดี

8. เน่ยไหว้เซียงเหอ (ไหล่หงั่วเซียงฮะ) หมายถึงภายในและภายนอกสัมพันธ์กัน มวยไท่เก๊กเน้นที่การฝึกจิตและสติ ดังคำกล่าว “สติคือแม่ทัพ ร่างกายคือทหาร”สามารถยกสติให้ตั้งอยู่ได้ การเคลื่อนไหวย่อมเบาคล่องเป็นธรรมชาติ ท่วงท่าไม่ทิ้ง(หลัก) เต็มว่างและแยกรวม(ไคเหอ) ไค (แยก) นั้นไม่เพียงแต่มือเท้าเปิดจิตก็ต้องเปิดด้วย เหอ (รวม) ไม่เพียงมือเท้ารวม จิตก็ยังต้องรวมด้วย

อธิบาย
เอาแค่ว่าเวลาเคลื่อนให้รู้ว่าเคลื่อน ยกมือยกเท้าให้มีความรู้สึกตัวอยู่ ไม่ใช่สักแต่ว่ายก หรือยกแบบออโตเมติกหรือตามความเคยชิน

9. เซียงเหลียนปู๋ต้วน  (เซียงเลี้ยงปุกต๋วง) คือการต่อเนื่องไม่ขาดสาย วิชาของมวยภายนอก พลังนั้นเป็นพลังหลังฟ้าที่กระด้าง คือมีขึ้นมีหยุด มีขาดมีต่อ แรงเก่าหมดไปแล้วแรงใหม่ยังไม่ก่อเกิด ในขณะนั้นเป็นการง่ายอย่างมากต่อผู้อื่นที่จะเข้ากระทำ มวยไท่เก๊กใช้จิตไม่ใช้กำลัง ตั้งแต่ต้นจนจบ ต่อเนื่องไม่ขาดสายวนครบรอบก็ขึ้นต้นใหม่หมุนวนไม่รู้จบ คัมภีร์กล่าวว่า “ดุจดั่งแม่น้ำสายใหญ่ไหลไม่มีวันหมด “

อธิบาย
อันนี้ส่วนมากเข้าใจได้อยู่แล้ว ผู้ฝึกใหม่มีปัญหาอยู่บ้างตรงที่ท่าเก่ายังไม่ทันสุดท่าก็รีบออกท่าใหม่ต่อเสียแล้ว เพราะกลัวจะขาดความต่อเนื่อง แต่กลับทำให้ท่วงท่าขาดความชัดเจน ในขั้นต้นแม้ว่าจะพยายามเคลื่อนไหวให้ต่อเนื่อง หากแต่ละท่าต้องให้มีรายละเอียดชัดเจนจนถึงสุดท่าแล้วจึงเปลี่ยนแปลง แต่ละท่าต้องแสดงออกให้ชัดเจน ให้ครบถ้วนในแต่ละขั้นตอน ใส่ใจในทุกขั้นตอนของท่วงท่า เมื่อขยันฝึกฝนก็จะค่อยๆ มีความต่อเนื่องของท่วงท่ามากขึ้น แต่หากตั้งใจให้ต่อเนื่อง บางคนก็กลายเป็นรำเร็ว หรือลนลาน หรือละทิ้งรายละเอียดไปเสีย ซึ่งจะทำให้ท่วงท่าโดดไปมา ทำอย่างไรก็ไม่ต่อเนื่อง

10. ต้งจงฉิวจิ้ง (ต๋งตังขิ่วแจ๋)  คือความสงบในความเคลื่อนไหว วิชามวยภายนอก เวลาฝึกฝนเมื่อใช้พลังเต็มที่กระโดดโลดเต้นหลังฝึกฝนเสร็จย่อมเกิดอาการเหนื่อยหอบ มวยไท่เก๊กสงบในความเคลื่อนไหว แม้ว่าเคลื่อนไหวแต่ว่าสงบ ดังนั้นการฝึกจึงยิ่งช้ายิ่งดี ช้าทำให้ลมหายใจยาวลึก ชี่จมสู่ตันเถียน

อธิบาย
เรื่องนี้ก็คงไม่ต้องอธิบายกันมาก ระหว่างรำมวยจิตใจควรเป็นสมาธิ ก่อนเริ่มท่ารำควรผ่อนคลายร่างกายและจิตใจเสียก่อน หากมีเรื่องกังวลหรือไม่สบายใจก็สลัดทิ้งไปก่อน เมื่อตั้งจิตให้ดีตั้งแต่ก่อนเริ่ม ขณะรำมวยก็จะง่ายต่อการรักษาสมาธิ ลมหายใจก็ปล่อยให้เป็นธรรมชาติไม่ต้องตั้งใจสูดให้ลึกหรือผ่อนให้ยาว  เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ ลมหายใจก็จะช้าและลึกยาวได้เอง

ซึ่งในหลักสิบประการนี้ก็มีข้อห้ามอยู่สำหรับหลักหันเซียง ซึ่งมีบันทึกไว้ว่าไม่ให้เด็กที่ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ฝึกหลักนี้เพราะอาจมีผลต่อการเจริญเติบโต ในการฝึกฝนนั้น จะค่อยๆ ฝึกฝนไปทีละหลัก โดยนำไปฝึกประกอบกับท่ามวยที่เรียนไป อีกทั้งหลักต่างๆ เหล่านี้ยังสามารถนำมาฝึกฝนร่วมกับกริยาท่าทางต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้

 หลักทั้งสิบข้อนั้นแม้ดูเหมือนแยกเป็นสิบข้อ แต่จริงๆ แล้วก็แทบจะเหมือนเรื่องเดียวกัน มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่มาก คือการจะทำหลักหนึ่งให้ดีก็ต้องอาศัยหลักอื่น แต่ละหลักอาศัยซึ่งกันละกัน  หากอ่านตำราบางเล่มอาจจะมีการรวบรวมหลักไว้ต่างกาลต่างวาระ จำนวนข้ออาจจะแตกต่างกัน เช่นเป็นหกข้อ สิบสองข้อ แต่เนื้อความก็ยังคงเป็นเช่นเดียวกัน

1 Comment

  1. oozing said,

    April 26, 2008 at 12:47 am

    ขอบพระคุณมากครับ

Post a Comment

COPYRIGHT © 2007 www.fajing.net All RIGHTS RESERVED