ฉีซื่อ (เริ่มต้นท่า)
August 21st, 2007 at 5:39 am (Practice, Taijiquan)
เมื่อจิตสติรวมตัว ใจมีความสงบ ร่างกายผ่อนคลาย จึงเริ่มออกท่า ท่าเริ่มต้นของมวยไท่เก๊กนั่นเริ่มขยับจากส่วนเล็กๆ ในร่างกายคือปลายนิ้ว แล้วค่อยๆ ขยายขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นการขยับทั้งตัว ด้วยอาการค่อยเป็นค่อยไป เปรียบเหมือนเวลาเราออกรถ ก็ย่อมออกด้วยเกียร์ 1 จากสภาพหยุดนิ่งค่อยๆ ปล่อยคลัชส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังเพลาล้อทีละน้อย จนเมื่อรถขยับเคลื่อนที่แล้วจึงค่อยๆ เร่งกำลังเครื่องยนต์ พร้อมทั้งปล่อยคลัทช์ออกจนสุดเพื่อเร่งให้เกิดความเร็วขึ้น เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นก็สามารถเปลี่ยนเกียร์ลดกำลังฉุด เพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก จนในที่สุดก็สามารถวิ่งด้วยเกียร์สูงด้วยความเร็วสูงสุดได้ ทั้งหมดนี่ย่อมกระทำโดยต่อเนื่องนิ่มนวล หากว่าอยู่ๆ เราออกรถโดยการปล่อยครัทช์ทันทีทันใด เร่งเครื่องกระชากรถออกอย่างรวดเร็ว หรือพยายามออกรถด้วยเกียร์สูงเลยแต่แรก ก็จะมีผลทำให้เครื่องยนต์หรือระบบขับเคลื่อนเกิดความเสียหายได้
นี่ก็เหมือนกับการเคลื่อนไหวของคนเรา เมื่อเราขาดสติในการเคลื่อนไหว เพียงแต่ตอบสนองต่อความคิด ร่างกายขยับปุบปับอยู่ตลอดตามความคิด หรือการใช้ความคิดตอบสนองต่ออารมณ์ก็เป็นไปโดยปุบปับตลอดเพื่อตอบสนองอารมณ์ที่เข้ามากระทบ ก็ย่อมเหมือนกับการที่เราขับเคลื่อนร่างกายด้วยการปล่อยคลัทช์ทันที หรือออกด้วยเกียร์สูงอยู่ตลอด เพียงแต่ร่างกายและจิตใจของมนุษย์นั้นเปรียบประดุจเครื่องยนต์ที่มหัศจรรย์ จึงสามารถตอบสนองต่อความคิดหรือตอบสนองต่ออารมณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันได้ แต่สิ่งที่หลีกหนีไม่พ้นก็คือความเครียดที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อร่างกาย และจิตใจจากการกระทำเช่นนั้น การใช้ร่างกายอย่างขาดสติ บางท่านอาจจะมีโชคดีที่สามารถประคองเครื่องยนต์ที่แสนมหัศจรรย์นี้ได้จนตลอดอายุขัย แต่หลายๆ ท่านไม่ได้มีโชคเช่นนั้น ร่างกายที่ถูกใช้งานแบบไม่ปราณีปราศรัยก็อาจก่อการประท้วง เริ่มจากอาการเจ็บตรงนั้นตรงนี้ อาจจะตั้งแต่เจ็บน้อยๆ จนถึงเรื้อรัง ซึ่งส่วนมากหลายๆ ท่านก็มักจะโทษว่าร่างกายก็ย่อมเสื่อมสภาพไปตามอายุขัย ส่วนหนึ่งข้ออ้างนี้จะว่าถูกก็ถูก แต่เหตุใดบางท่านถึงสามารถมีชีวิตได้อย่างมีสุขภาพดีจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ในด้านของจิตใจก็เช่นเดียวกับร่างกาย การใช้จิตใจอย่างไม่ปราณีปราศรัย ไม่มีโอกาสให้จิตใจได้พักผ่อนบ้าง อีกทั้งตลอดทั้งวันจิตใจก็ต้องตอบสนองต่ออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอด ก็ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมในจิตใจ จนขาดความสุขในการดำเนินชีวิต แน่นอนว่าจิตใจก็ต้องตอบสนองต่ออารมณ์ แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นควรเป็นไปด้วยสติ ด้วยความค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กระชากความคิดอยู่ตลอด
บางท่านอาจจะสงสัยว่า มัวแต่ค่อยเป็นค่อยไป มิกลายเป็นเต่าคลานไปหมดหรือ ทำอะไรก็เชื่องช้าเนิบนาบไปหมด อันนี้กลับมาดูกันที่การขับรถอีกครั้ง แรกๆ เมื่อเราหัดขับรถใหม่ๆ ยังปล่อยคลัทช์ เปลี่ยนเกียร์ เหยียบคันเร่งไม่คล่อง อากับกริยาก็ดูเชื่องช้าติดขัดไปหมด ต่อเมื่อชำนาญ หรือฝึกฝนจนเป็นผู้ชำนาญมากๆ เช่นนักขับรถแข่ง อากัปกริยาต่างๆ เหล่านี้ล้วนกระทำอย่างต่อเนื่องลื่นไหลโดยไม่ชักช้า การค่อยเป็นค่อยไปนั้นเมื่อกระทำเป็นนิสัยก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่ชักช้า เพียงแต่นี่เป็นสิ่งที่ต้องฝึกขึ้นมา เพราะปกติเราไม่เคยฝึก ก็เหมือนคนไม่เคยขับรถ ให้ขับครั้งแรกเลยจะให้ปล่อยคลัทช์เปลี่ยนเกียร์ให้ลื่นไหลเหมือนมืออาชีพเลยย่อมเป็นไปไม่ได้
การกระทำใดๆ ก็ต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้น ค่อยเป็นค่อยไป จนเติบใหญ่ จึงจะสอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่ใช่กระโดดจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดปลายในทันที ซึ่งแม้จะดูเหมือนไปได้ แต่ย่อมไม่อาจหลีกหนีความเครียดสะสมจากการกระทำเช่นนั้น ทั้งยังเป็นการฝืนกระทำซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายได้

