การหายใจในวิชามวยไท่เก๊ก
August 21st, 2007 at 7:11 am (Practice, Taijiquan)
ในปัจจุบันคนจำนวนไม่น้อยที่หันมาสนใจศาสตร์ในการหายใจ เพราะมีรายงานทางการแพทย์มากมายบ่งข้อดีของการหายใจลึก ยาว ให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ในการฝึกศาสตร์ตะวันออกหลายๆ แขนงก็มักจะมีองค์ประกอบเรื่องการหายใจเข้ามาอยู่ด้วย เช่น การทำสมาธิแบบอานาปาณสติ, การฝึกโยคะ, การฝึกชี่กง ฯลฯ เป็นต้น
ก็เลยเป็นคำถามขึ้นมาว่า แล้วการหายใจในวิชามวยไท่เก๊กล่ะ เป็นอย่างไร ต้องฝึกด้วยหรือเปล่า แล้วฝึกอย่างไร
คนที่เคยอ่านหนังสือมามาก หรือเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิชามวยไท่เก๊กมาบ้าง อาจจะเคยได้ยินคำว่า การหายใจแบบเต๋า หรือการหายใจแบบปฏิภาค ซึ่งมักอ้างกันว่าเป็นวิธีการหายใจสำหรับผู้ฝึกวิชามวยไท่เก๊ก การหายใจแบบปฏาคนี้ มักเขียนกันไว้ว่า เมื่อหายใจเข้า ท้องน้อยจะยุบตัวเข้ามา และเมื่อหายใจออกท้องน้อยก็จะป่องออกไป บางตำราเขียนละเอียดกว่านั้นคือบอกว่าเมื่อหายใจเข้า นอกจากท้องน้อยจะยุบเข้าไปแล้ว บริเวณฝีเย็บระหว่างอวัยวะเพศกับทวารหนักก็ต้องมีการยุบตัวเข้าไปด้วย หนังสือที่อธิบายเรื่องการหายใจเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเขียนกระบวนการฝึกไว้ด้วย เช่นการแขม่วท้องเมื่อหายใจเข้า และดันท้องน้อยออกเมื่อหายใจออก พอฝึกจนชำนาญแล้ว เวลาหายใจเข้านอกจากแขม่วท้องแล้วยังต้องขมิบทวารหนักเพื่อให้ฝีเย็บยุบเข้าไปและยุบออกมาตามจังหวะการหายใจอีกด้วย ว่ากันว่าการหายใจเข้าออกเช่นนี้จะทำให้ผู้ฝึกสามารถสร้างและสะสมกำลังภายในไว้ที่บริเวณจุดตันเถียนตรงท้องน้อยได้ ฝึกนานไปก็จะมีพลังชี่หรือพลังภายในที่สูง วิธีการฝึกโดยละเอียดผมคงไม่พูดถึงในที่นี้ เพราะหนังสือเหล่านั้นก็มักจะเขียนถึงอยู่แล้ว ซึ่งก็มีผู้ฝึกมวยไท่เก๊ก หรือบางคนคิดว่าต้องการฝึกเอากำลังภายในแต่อย่างเดียวฝึกฝนแบบนี้อยู่ไม่น้อย
การฝึกหายใจแบบปฏิภาคดังกล่าว หลายคนที่ฝึกฝน โดยเฉพาะฝึกเอาจากตำรา มักจะมีอาการอึดอัดหน้าอก หรือรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งตำราเหล่านั้นก็มักจะบอกว่าความรู้สึกไม่คุ้นเคย หรือไม่เป็นธรรมชาติถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเราฝึกฝนในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ไม่เคยทำมาก่อน ฝึกนานไปก็จะเป็นธรรมชาติไปเอง อาจารย์บางท่านถึงกับกล่าวว่าไม่ให้ฝึกเกินครั้งละ 20 นาทีเพราะจะเป็นโทษ ก็ยังมี ผู้ฝึกบางคนซึ่งเคยฝึกการหายใจแบบอานาปาณสติมาก็อาจมีคำถามว่า แล้วหายใจอย่างไหนถูก เพราะทางหนึ่งบอกว่าหายใจเข้าท้องน้อยป่อง หายใจออกท้องก็แฟบลง แต่หายใจแบบเต๋าบอกให้ทำอีกแบบ ก็กลายเป็นว่าต้องแยกกันฝึก หรือว่าปกติหายใจแบบพุทธ คือเข้าท้องป่อง ออกท้องแฟบ แต่เวลาจะฝึกมวยไท่เก๊กก็เปลี่ยนไปหายใจแบบเต๋า
หากระบบการฝึกฝนที่ผมได้รับการสอนมากลับมีความแตกต่างในเรื่องนี้ นั่นคืออาจารย์มักจะเน้นเสมอให้หายใจให้เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องไปพยายามสูดให้ลึก ให้ยาว ไม่ต้องไปทำท้องป่องท้องแฟบ ไม่ต้องไปตั้งใจให้เข้ากับท่วงท่า ถึงกับไม่ต้องไปยุ่งกับลมหายใจเลย จนผ่านไปหลายปี อาจารย์จึงได้มาพูดเรื่องการหายใจแบบปฎิภาคนี้ หลังจากผู้เขียนได้เล่าให้ท่านฟังถึงปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกาย อาจารย์เล่าว่าในหนังสือที่แต่งโดยอาจารย์รุ่นก่อนๆ ก็มีการพูดถึงเรื่องการหายใจแบบปฏิภาคหรือแบบเต๋านี้เอาไว้ หากแต่ไม่เขียนถึงวิธีฝึก หรือบางเล่มก็เขียนแต่ว่าให้หายใจตามธรรมชาติ จนทำให้ผู้ฝึกในยุคหลัง หรือผู้ที่ไม่ได้ฝึกมาทั้งระบบเข้าใจเอาว่านี่เป็นวิชาลับ เป็นความลับที่ถ่ายทอดกันเฉพาะศิษย์ใน ไม่ถ่ายทอดออกไปสู่คนภายนอก หากในความเป็นจริงแล้ว การหายใจแบบปฏิภาคไม่ใช่วิธีฝึก หากแต่เป็นผลของการฝึก นั่นคือหากฝึกฝนอย่างถูกต้อง ย่อมต้องเกิดการหายใจแบบปฏิภาคขึ้นมาเอง ไม่ใช่การไปบีบบังคับให้มันเกิดขึ้น
นั่นคือเมื่อเราฝึกร่างกายจากการฝึกยืนจั่นจวงและการฝึกรำมวยช้า ไม่ได้ทำให้ร่างกายเกิดการเหนื่อยหอบ จึงไม่ก่อให้เกิดการหายใจกระชั้น สั้น หรือรุนแรง และเรามีจิตใจที่นิ่งสงบ ลมหายใจก็จะละเอียดและช้าลงเองโดยธรรมชาติ จากนั้นเมื่อฝึกไปเป็นเวลานานเข้า ร่างกายเริ่มจะผ่อนคลายมากขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น กล้ามเนื้อที่เกร็งรั้งลดลง ทำให้การหายใจแต่ละครั้งสามารถหายใจเข้าไปได้มากขึ้น เพราะร่างกายในตอนนี้เปรียบเหมือนลูกโป่งคือเพียงเป่าลมเข้าไปเล็กน้อยก็โป่งออกไปได้ ต่างจากเดิมที่มีความกระด้างอยู่อาจเปรียบเหมือนการเป่าลมลงไปในถุงน้ำร้อน ทั้งที่ออกแรงเป่าแทบตาย ถุงก็แทบจะไม่โป่งขึ้นมาเลยเพราะมีความยืดหยุ่นน้อยกว่านั่นเอง
เมื่อกล้ามเนื้อ ตลอดจนข้อกระดูกต่างๆ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่อหายใจเข้า กระบังลมก็ถูกดันลงไปข้างล่าง ข้อกระดูกสันหลังก็มีการขยายออกในแนวตั้ง บริเวณกระดูกเชิงกรานก็มีการขยายตัวออก ทำให้กระดูกสันหลังบริเวณเอวถูกดันออกไปข้างหลัง ทำให้เหมือนกับว่าท้องน้อยมีการยุบตัวลง ในขณะที่กระดูกสันหลังบริเวณเอวถูกดันออกไป ก็ส่งผลให้ปลายกระดูกสันหลังส่วนล่างบริเวณก้นกบซึ่งมีลักษณะคล้ายปลายหางโค้งกลับเข้ามาข้างใน ตอนนี้หากบริเวณเชิงกรานผ่อนคลายได้ดีก็ย่อมจะรู้สึกเหมือนบริเวณฝีเย็บถูกดันขึ้นไปด้วย เมื่อหายใจออก กระบังลมก็ยุบตัวลง กระดูกสันหลังก็คืนตัวกลับมา ท้องน้อยก็ถูกดันให้ป่องออกมาด้วย ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และร่างกายผู้ฝึกมวยไท่เก๊ก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้ การหายใจก็จะกลายเป็นเช่นนี้ไปเองโดยไม่ต้องไปฝืนฝึกต่างหากออกไป นอกจากการฝึกการระเบิดพลังซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งต่างหาก แต่ก็อาศัยพื้นฐานเหล่านี้
การหายใจแบบนี้จึงไม่ได้ขัดแย้งกับการฝึกหายใจแบบอานาปาณสติ แตกต่างกันเพียงแต่ว่าสำหรับผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนร่างกายมาตามระบบของมวยไท่เก๊ก ร่างกายก็จะขาดความยืดหยุ่น กระดูกสันหลังก็ไม่สามารถขยายตัวได้ เมื่อกระบังลมดันตัวลงข้างล่างก็เลยดันให้ท้องป่องออกมา และกลับกันเมื่อกระบังลมถูกยกกลับขึ้นไปตอนหายใจออก ท้องก็เลยแฟบลง
สำหรับผู้ที่ฝึกมวยไท่เก๊กจนระบบการหายใจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ตราบใดที่ยังไม่ทิ้งการฝึกมวย ยังรักษาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อไว้ได้ การหายใจแบบปฏิภาคก็จะเกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไม่ต้องแยกออกมาฝึกต่างหาก

