มวยไท่เก๊กในประเทศไทย

ประเทศไทยนั้น ได้ติดต่อค้าขายกับประเทศจีนมาหลายร้อยปีแล้ว   ทั้งยังมีชาวจีนที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่โบราณ จนออกลูกออกหลานกลายเป็นคนไทยไปก็มาก   ชาวจีนหรือแม้แต่ลูกหลานชาวจีนในประเทศไทยยังได้เข้ารับราชการจนได้รับตำแหน่งเป็นขุนนาง จนถึงกับเป็นพระมหากษัตริย์เช่นพระเจ้าตากสินมหาราชก็เป็นลูกหลานชาวจีนในประเทศไทย  จึงไม่น่าแปลกใจที่วิทยายุทธ์จีนหรือมวยจีนนั้นได้เผยแพร่เป็นที่รู้จักกันในสยามประเทศนี้เป็นเวลาช้านานมาแล้ว จนมีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ก็มีเช่น พระยาพิชัยดาบหักวีรบุรุษของชาวไทยนั้น ในประวัติของท่านก็เคยศึกษาวิชามวยจีนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ในยุคก่อนๆ นั้น แม้จะมีคำเรียกขานแบบแบ่งแยกว่าเป็นคนไทย คนจีน คนมอญ คนญวน  แต่ต่างก็อาศัยอยู่บนแผ่นดินสุวรรณภูมินี้ร่วมกันอย่างสันติฉันท์พี่น้องมาโดยตลอด

ภายหลังเมื่อประเทศสยามเกิดการเปลียนแปลง มีการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นประเทศไทยประกอบกับมีชาวจีนซึ่งหนีภัยการเมืองมาจากประเทศจีนเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน การแบ่งแยกดูจะรุนแรงขึ้น ประเทศไทยดูจะเป็นประเทศสำหรับคนไทย ผู้ที่อพยพเข้ามาก็ไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นคนไทย จนเกิดปัญหาระหว่างเชื้อชาติกันอยู่บ้าง รวมไปถึงปัญหาอั้งยี่ ซ่องโจร สมาคมลับทั้งหลาย ซึ่งมักมีการฝึกฝนวิชามวยจีนรวมอยู่ด้วย   ช่วงนั้นการฝึกมวยจีนจึงแทบจะเป็นเรื่องต้องห้ามในประเทศไทย  วิชามวยจีนซึ่งสืบทอดในหมุ่ชาวจีนในไทยก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสเผยแพร่ออกไป หากมีการฝึกกันอยู่บ้างก็เฉพาะลูกหลานในตระกูลเพียงรุ่นละไม่กี่คน  ชาวจีนรุ่นหลังๆ ก็เน้นเรื่องการสร้างเนื้อสร้างตัวในดินแดนใหม่นี้มากกว่าที่จะสนใจสืบทอดศาสตร์โบราณอย่างเช่นมวยจีน  ทั้งประวัติและการสืบทอดวิชาจึงสาบสูญไปมากมายในช่วงไม่กี่สิบปีนี้เอง

จนเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มสงบลง ชาวจีนในประเทศไทยก็เริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีไม่น้อยที่ร่ำรวยเป็นคหบดีใหญ่ การแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายก็ยกเลิกไป  ลูกหลานจีนยุคหลังนี้เรียกตัวเองว่าเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งในปัจจุบันแทบจะกล่าวได้ว่าชาวไทยส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวไทยซึ่งมีเชื้อสาย หรือมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับชาวจีนทั้งสิ้น   ซึ่งเมื่อคนเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เริ่มคิดถึงเรื่องของศิลปะวัฒนธรรมมากขึ้น  ในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีนกลุ่มหนึ่งก็มีความคิดที่จะฟื้นฟูวิทยายุทธ์จีนซึ่งเคยมีชื่อเสียง และเคยสืบทอดมาในรุ่นปู่รุ่นตาให้มีสืบต่อไปในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทยนี้

ในปีพ.ศ. 2498 ได้มีการรวมตัวกันในหมู่ผู้ที่เคยศึกษาหรือรู้จักกับมวยไท่เก๊กในประเทศไทย ก็ได้เดินทางไปเชิญอาจารย์ต่งอิงเจี๋ย (ตั่งเอ็งเกี๊ยก) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงเรื่องมวยไท่เก๊ก และท่านเป็นศิษย์เอกผู้หนึ่งของท่านอาจารย์หยางเฉินฟู่หลานปู่ของท่านหยางลู่ฉานปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลหยางเอง ท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยท่านก็ได้เข้ามาสาธิตวิชามวยไท่เก๊กในประเทศไทย ซึ่งก็มีการบันทึกเป็นภาพยนต์ไว้ด้วย และภาพยนต์ดังกล่าวยังถูกใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาท่ามวยของท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยกันในต่างประเทศจนถึงปัจจุบัน 

ซึ่งจากการมาสาธิตครั้งนั้น ท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยได้รับปากจะส่งอาจารย์สอนวิชามวยไท่เก๊กตระกูลหยางของท่านมาอยู่ที่เมืองไทยด้วย  และในปีถัดมาท่านก็ได้ส่งบุตรชายของท่านเองคืออาจารย์ต่งหู่หลิง (ตั่งโหวเนี่ย) หรือที่ครูมวยไท่เก๊กหลายๆ ท่านที่ทันได้เรียนกับท่านเรียกกันว่า โฮวซือ เข้ามาเป็นผู้ฝึกสอนมวยไท่เก๊กในประเทศไทย  ก็นับว่าเป็นการสอนวิชามวยไท่เก๊กกันในเมืองไทยแบบกึ่งสาธารณะอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก  ที่ผมเรียกว่ากึ่งสาธารณะเพราะในช่วงนั้นผู้ที่เรียนมักจะเป็นเหล่าคหบดี หรือผู้มีอันจะกิน เพราะท่านเก็บค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพง  แต่คนไทยใจดีครับ ผู้ที่มีโอกาสได้เป็นศิษย์โดยตรงในรุ่นแรกๆ ของท่านอาจารย์ต่งหู่หลิงท่านก็ไม่ได้หวงวิชาความรู้ไว้กับตัว แต่ได้ถ่ายทอดออกมาโดยทั่วไป  ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าถ่ายทอดเป็นวิทยาทานด้วยซ้ำ เพราะท่านเหล่านั้นมักจะเป็นผู้มีอันจะกินและไม่ได้อาศัยการสอนมวยเพื่อยังชีพ  จนทำให้มวยไท่เก๊กตระกูลหยางแพร่หลายไปยังคนทั่วไป

ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีผู้ฝึกมวยไท่เก๊กตอนเช้าๆ อยู่ตามสวนสาธารณะ หรือลานกว้างต่างๆ แทบทุกแห่ง ในเกือบทุกจังหวัดของประเทศไทย  โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุ เนื่องจากมวยไท่เก๊กนั้นมีรูปแบบการฝึกที่ไม่รุนแรง  สามารถฝึกฝนได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งยังช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง  ส่วนมากจึงนิยมนำมาฝึกฝนเพื่อสุขภาพมากกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางวิชาป้องกันตัว หรือวิชามวย  ซึ่งมวยที่ฝึกกันส่วนมากก็เป็นมวยไท่เก๊กตระกูลหยางที่สืบทอดมาจากท่านอาจารย์ต่งหู่หลิงเกือบทั้งสิ้น

ต่อมาเมื่อการเดินทางระหว่างประเทศเป็นไปโดยสะดวกขึ้น  อีกทั้ประเทศจีนเริ่มจะให้คนในจีนในประเทศเดินทางออกมาเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องใต่างประเทศได้มากขึ้น  ก็เริ่มมีอาจารย์สอนมวยไท่เก๊กอีกหลายๆ ท่านที่เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น  ในปี พ.ศ. 2536 ทางสมาคมไท่เก๊กแห่งประเทศไทยยังได้เดินทางไปเชิญท่านอาจารย์หลี่เว่ยหมิง ซึ่งเป็นผู้สืบทอดมวยไท่เก๊กตระกูลอู่รุ่นที่ 6 นับจากท่านอู่อวี่เซียงมาพำนักอยู่ในประเทศไทย  อาจารย์หลี่เป็นแพทย์เปิดให้การรักษาแก่บุคคลทั่วไปด้วยการใช้ลมปราณ และยังได้ถ่ายทอดวิชามวยไท่เก๊กตระกูลอู่แก่ผู้สนใจเป็นอันมาก  จนกระทั่งมีการก่อตั้งเป็นชมรมมวยไท่เก๊กสกุลอู่แห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2543

นอกจากนี้แล้ว ยังมีอาจารย์มวยไท่เก๊กอีกมายมายหลายท่านที่เดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทยทั้งมาพำนักกับลูกหลานเป็นครั้งคราว หรือมาประกอบอาชีพอยู่เป็นหลักแหล่งเป็นการถาวร และได้สอนมวยไท่เก๊กสายต่างๆ อีกไม่น้อย  โดยเฉพาะในสวนลุมพินีฯ กรุงเทพฯ กล่าวกันว่าเป็นแหล่งซุ่มเสือซ่อนมังกร  ครูมวยต่างจากจากทั่วสารทิศทั้งในและต่างประเทศแวะเวียนไปมาอยู่เสมอ

ถึงปัจจุบัน  จะมีผู้ฝึกมวยไท่เก๊กรวมตัวกันในวันไหว้ปรมาจารย์จางซานฟง ซึ่งถือกันว่าเป็นปรมาจารย์แห่งวิชามวยไท่เก๊ก จัดขึ้นในสมาคมแต้จิ๋วทุกปี  ซึ่งก็มมีการสาธิตและข่งขันมวยไท่เก๊กจากชมรมหรือสำนักมวยต่างๆ ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก

Post a Comment

COPYRIGHT © 2007 www.fajing.net All RIGHTS RESERVED