ทำไมต้องมวยไท่เก๊ก
August 21st, 2007 at 7:50 am (Misc, Taijiquan)
มวยไท่เก๊กหรือไทชิ คือวิทยายุทธ์แขนงหนึ่งของจีน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปรัชญาลัทธิเต๋า เน้นการใช้ ความอ่อนชนะความแข็ง ช้าชนะเร็ว แรงน้อยชนะแรง มาก โดยมีลักษณะการฝึกฝนร่ายรำชุดมวยที่เนิบช้า เบาสบาย กลมกลืน ต่อเนื่อง หากแลดูคล่องแคล่ว มีชีวิต ชีวา ฝึกฝนสติและสมาธิ เน้นการฝึกพลังภายในมากกว่า ภายนอก เน้นการเสริมสร้างสุขภาพของผู้ฝึกฝนมากกว่า การต่อยตีทำร้ายผู้อื่น สามารถฝึกฝนได้ทุกเพศทุกวัยจน แม้คนชราอายุ 80-90 ปีก็ยังสามารถฝึกได้ ทั้งนี้ก็มีผู้ฝึก มากมายที่เริ่มต้นเรียนมวยไท่เก๊กในวัยชราหรือเมื่อมีข้อจำกัดทางร่างกายจนไม่สามารถฝึกฝนหรือออกกำลังกาย ชนิดอื่นได้
มวยไท่เก๊กนั้น เชื่อกันว่าถือกำเนิดโดยนักพรต เต๋าชื่อท่านจางซานฟง ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงคริสตศตวรรษ ที่ 13 ในประเทศจีน ผ่านการสืบทอดหลายยุคหลายสมัย จนแตกออกเป็นหลายสายหลายตระกูล หากแต่ละสาย ก็ ยังคงความร้ายกาจในฐานะวิทยายุทธ์ที่สำคัญแขนงหนึ่ง จนแทบจะกล่าวได้ว่ามวยไท่เก๊กเป็นตัวแทนของวิชามวยภายในของประเทศจีน มีชื่อเสียงโด่งดังเคียงคู่กับวิทยา ยุทธ์จากวัดเส้าหลิน ซึ่งประกอบด้วยวิชามวยต่างๆ หลายแขนง
สำหรับในเมืองไทย แต่เดิมการฝึกมวยไท่เก๊ก ไม่ได้มีความแพร่หลายนัก จนกระทั่งราวปีพ.ศ. 2498 ก็ ได้มีการรวมตัวกันในหมู่คหบดีชาวจีนในประเทศไทย เดินทางไปเชิญท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยหรือตั่งเอ็งเกี๊ยก ครู มวยไท่เก๊กที่มีชื่อเสียงมาจากมาเก๊า เพื่อมาสาธิตและ สอนมวยไท่เก๊กในประเทศไทย
ซึ่งต่อมาท่านอาจารย์ต่ง อิงเจี๋ยก็ได้ส่งบุตรชายของท่าน คืออาจารย์ต่งหู่หลิงหรือ ตั่งโหวเนี่ย มาเป็นผู้ฝึกสอนมวยไท่เก๊กในประเทศไทย ทำให้ต่อมาวิชามวยไท่เก๊กตระกูลหยาง สายท่านอาจารย์ ต่งอิงเจี๋ยได้มีโอกาสเผยแพร่ไปในวงกว้าง โดยเป็นที่นิยม ในหมู่ผู้สูงอายุชาวจีนและแพร่หลายไปยังผู้สนใจอีกมาก
ภายหลังเมื่อประเทศจีนเปิดประเทศมีการติดต่อกันระหว่างคนจีนและคนไทยมากขึ้น ก็ได้มีอาจารย์อีกหลายๆ ท่าน เดินทางเข้ามาสอนมวยไท่เก๊กสายตระกูลอื่นๆ ในบ้านเรา ด้วยเช่น มวยไท่เก๊กสกุลอู่ สกุลอู๋ สกุลเฉิน เป็นต้น
มวยไท่เก๊ก แม้ว่าจะมีชื่อว่าเป็นมวย หากแต่มุ่ง เน้นการเสริมสุขภาพ อีกทั้งยังเน้นไปที่การฝึกสติสมาธิ ผู้ที่ฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กยิ่งฝึกไปนาน ยิ่งมีอารมณ์สงบ เยือกเย็น ปราศจากความคิดที่จะไปต่อยตีหรือรบราฆ่า ฟันกับผู้อื่น อีกทั้งการมีสมาธิยังส่งผลดีในเรื่องการเรียน หรือการทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นสมองดีขึ้น อาจารย์ มวยไท่เก๊กหลายท่าน แม้ยามแก่เฒ่าก็ยังมีความจำเป็นเลิศ ไม่ค่อยมีอาการหลงลืมแต่อย่างใด
นอกจากนี้มวยไท่เก๊ก ยังเน้นการรักษาสมดุลและการจัดระเบียบโครงสร้างของร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่วัยทำงานมัก มีปัญหาในเรื่องโครงสร้างร่างกายอันเกิดจากการอยู่ในอิริยาบท หรือการใช้ชีวิตประจำวันผิดสุขลักษณะเป็นเวลา นาน เช่นการนั่งโต๊ะเรียนหรือ หรือโต๊ะทำงานติดต่อกัน หลายๆ ชั่วโมง การหอบหิ้วกระเป๋าหนังสือไปโรงเรียน การหิ้วกระเป๋าใส่คอมพิวเตอร์ไปทำงาน หรือแม้แต่การ เล่นกีฬาบางประเภทโดยขาดผู้มีความรู้ทางด้านกายวิภาคคอยแนะนำ รวมไปถึงความเครียดที่สะสมจากการใช้ชี วิตในสังคมปัจจุบัน ล้วนเป็นเหตุให้โครงสร้างร่างกาย ตลอดจนอวัยวะภายในมีปัญหา ก่อเกิดโรคต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ ภูมิแพ้ต่างๆ ไมเกรน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไปจนถึงมะเร็ง หรือความผิดปรกติเกี่ยวกับกล้ามเนื้อเส้น เอ็นอีกมาก
ซึ่งสามารถแก้ไขและบำบัดได้ด้วยการจัด โครงสร้างร่างกายให้ดี การลดความเครียดและผ่อนคลาย ทั้งร่างกายและจิตใจ การสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันและ ระบบซ่อมแซมตนเองของร่างกาย ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้มีอยู่ในวิชามวยไท่เก๊ก รวมถึงการรักษาสมดุลการ วางน้ำหนัก ซึ่งช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ได้มากโดย เฉพาะในผู้สูงอายุ ทั้งนี้ปัจจุบันในหลายๆ ประเทศทั้ง ประเทศทางตะวันตกและประเทศจีนเอง ก็มีงานวิจัยมาก มายเกี่ยวกับการนำวิชามวยไท่เก๊กไปใช้ในการบำบัดและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยในหลายๆ โรค รวมถึงการฝึกมวย ไท่เก๊กควบคู่กับการทำสมาธิ เพื่อแก้ปัญหาความเครียด จากสภาพการทำงานในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว มวยไท่เก๊กสามารถฝึกได้ ตั้งแต่ยังเด็กจนถึงวัยชรา หรือแม้แต่ในผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อ รังต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นข้อจำกัดแต่อย่างใด เป็นศาสตร์ใน การดูแลสุขภาพ และเป็นศิลปยุทธ์สำหรับป้องกันตนเอง ทั้งยังประกอบด้วยขนบธรรมเนียม และประเพณีอันดีงาม การฝึกฝนไม่ใช่มีเพียงแต่ยืนเรียงๆ กันแล้วฝึก แล้วต่าง คนต่างไป หากยังรวมไปถึงการได้มีโอกาสพูดคุยแลก เปลี่ยนประสบการณ์กัน ผู้เยาว์ได้มีโอกาสรับฟังประสบการณ์จากผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มีโอกาสได้รับรู้สิ่งใหม่ๆ ในโลก จากเด็กๆ การเรียนประกอบด้วยการฝึกร่างกายและการ เรียนรู้หลักวิชาและหลักคุณธรรมต่างๆ
วิชามวยไท่เก๊กจึง นับว่า เป็นบูรณาการศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งมีความครบ ถ้วนสมบูรณ์ในแง่วิถีการดำเนินชีวิต มากกว่าที่จะเป็น เพียงการฝึกท่าออกกำลังกาย หรือการฝึกต่อยตีเพียงอย่าง เดียว อีกทั้งยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่าของชาว จีน ซึ่งผู้เรียนสามารถภาคภูมิใจว่าเป็นผู้หนึ่งซึ่งได้มีโอกาสสัมผัสและรับช่วงมรดกอันเลอค่านี้

