คัมภีร์มวยไท่เก๊กโดยท่านจางซานฟง
August 21st, 2007 at 1:53 pm (Classic, Taijiquan)
โดย จางซานฟง ศตวรรษที่ 13
เรียบเรียงและอรรถาธิบายโดย TT Liang
1. ในทุกๆ การเคลื่อนไหว ทั่วทั้งร่างกายจะต้องเบาและคล่อง ทุกส่วนของร่างกายเรียงร้อยกันดุจสร้อยไข่มุก
ทุกท่วงท่าจะต้องได้รับการฝึกฝนจนเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้กำลังฝืนและโดยปราศจากการเครียดเกร็งที่ไม่จำเป็น จึงจะให้แขนขาและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายคล่องแคล่วปราศจากน้ำหนัก และทำให้ร่างกายตื่นตัว มีชีวิตชีวา ลื่นไหลและเป็นอิสระ ความเบานั้นไม่ใช่ว่าว่างเปล่า หากต้องประกอบด้วยกำลังภายใน ความคล่องนั้นไม่ใช่เพียงผิวเผิน แต่ต้องเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสดชื่น ตื่นตัว
เมื่อทั่วร่างกายมีความเบาและคล่องในทุกๆ การเคลื่อนไหว เราจึงจะสามารถเข้าใจถึงข้อความที่ว่า “ทุกส่วนของร่างกายร้อยเรียงกันดุจสร้อยไข่มุก”
นี่หมายถึงการเคลื่อนไหวจะต้องแสดงออกอย่างลื่นไหลต่อเนื่อง ดุจการไหลของแม่น้ำใหญ่ และในอีกด้านหนึ่ง ระบบโลหิตภายในกายจะต้องโคจรผ่านทั่วทั้งร่างกายโดยปราศจากการคั่งค้างติดขัดหรืออุปสรรคใดๆ จึงจะทำให้ร่างกายมีความตื่นตัวและไวสัมผัส จนปรปักษ์ไม่สามารถหาช่องว่างเข้ามาทำอันตรายเราได้ นี่เป็นหลักที่สำคัญที่สุดของมวยไท่เก๊ก แต่การที่จะไปให้ถึงจุดนั้น จะต้องผ่านขั้นตอนเหล่านี้
- จิตสงบเป็นสมาธิ
- ร่างกายผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์
- จมชี่สู่ตันเถียน ซึ่งทำให้มีลมหายใจที่ลึกยาวและผ่อนช้า
ผู้ฝึกใหม่ย่อมจะยังไม่สามารถไปถึงระดับดังกล่าวได้ หากไม่ได้ผ่านการฝึกฝนอย่างจริงจังเป็นเวลายาวนาน
2.พลังชี่ถูกปลุกเร้า จิตสติรักษาไว้ภายใน
พลังชี่นั้นสัมพันธ์กับปริมาณออกซิเจนในร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างพลังงานในร่างกาย ปกติแล้วชี่ที่แฝงอยู่ในร่างกายนั้นไม่เพียงพอที่จะเพิ่มความสามารถในการโคจรของระบบโลหิต แต่หากชี่ได้รับการกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถสร้างพลังความร้อน และมีพลังงานเพียงพอที่จะเพิ่มระดับการไหลเวียนโลหิตในร่างกายได้โดยไม่ติดขัด หลักการนี้อาจเปรียบได้กับการเปลี่ยนน้ำให้เป็นไอในระบบกลจักรไอน้ำ เมื่อพลังงานที่แฝงอยู่ในน้ำได้รับการกระตุ้นเพียงพอก็สามารถขับเคลื่อนเครื่องจักรไอน้ำขนาดใหญ่ได้สำเร็จ
เมื่อสามารถรักษาจิตสติให้เป็นสมาธิและคงไว้ภายใน ใจก็จะสงบและทั่วร่างกายสามารถผ่อนคลาย ซึ่งทำให้ผู้นั้นมีความตื่นตัวและไวต่อสัมผัส ระบบร่างกายสามารถต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บและมีอายุยืนยาว แต่หากจิตสติฟุ้งซ้านและส่งออกภายนอก จะทำให้ม่านตาขยายกว้างขึ้น และเพิ่มความเครียดในร่างกาย ส่งผลให้การโคจรโลหิตเกิดการติดขัดและสูญเสียความร้อน นอกจากนั้น เมื่อความปรารถนาภายในถูกแสดงออกมาผ่านจิตสติ ความตั้งใจของผู้นั้นก็จะแสดงออกมาให้ปรปักษ์สังเกตพบได้ ซึ่งฝ่ายปรปักษ์สามารถฉวยโอกาสนั้นเข้ามาทำอันตรายเราได้อย่างง่ายดาย
3.ไม่ขาดไม่เกิน ไม่เว้าไม่นูน ไม่ขาดไม่ต่อ
เมื่อผู้ฝึก ฝึกฝนร่ายรำท่ามวย ทั้งร่างกายต้องโค้งกลม การเคลื่อนไหวไม่กระตุกหรือขาดความสม่ำเสมอ บัดเดี๋ยวสูงหรือบัดเดี๋ยวต่ำ หากแต่ต้องเนิบช้า สม่ำเสมอ ราบเรียบ ปราศจากความพยายาม และมีความต่อเนื่องลื่นไหล ซึ่งทำให้เลือดลมสามารถโคจรได้โดยสะดวก ก้นกบไม่ยื่นออกมา กระดูกสันหลังตั้งตรง ซึ่งทำให้จิตสติสามารถแล่นขึ้นสู่ยอดกระหม่อม เมื่อเดินก้าวหน้าหรือถอยหลัง ร่างกายยังคงตั้งตรง การโอนเอียงไปในทิศใดทิศหนึ่งจะทำให้ผู้ฝึกเสียสมดุลย์ร่างกาย และเท่ากับเป็นการหยิบยื่นโอกาสให้กับฝ่ายปรปักษ์
4.พลังนั้นมีรากอยู่ที่เท้า สร้างขึ้นโดยขา ควบคุมโดยเอว และแสดงออกโดยนิ้ว เท้า,ขาและเอวต้องเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียว เมื่อก้าวหน้าหรือถอยหลังจึงจะสามารถรักษาตำแหน่งที่ได้เปรียบไว้ตลอดเวลา
จากการฝึกฝนท่วงท่าอย่างยาวนาน พลังภายในซึ่งมีรากอยู่ที่ใจกลางฝ่าเท้า (บริเวณหลุมกลางฝ่าเท้า) จะสามารถพัฒนาและส่งผ่านไปยังขา เอว กระดูกสันหลัง แขน และปลายนิ้ว เมื่อพลังนี้ถูกปลดปล่อยและกระจายไปทั่วร่างกาย ร่างกายจะถูกกระตุ้นไวคล่อง ทำให้การเคลื่อนที่หน้าหลัง ผู้ฝึกจะอยู่ใน “โอกาสที่ดี” เสมอ (เขาจะสามารถรับรู้ถึงความผิดพลาดและจุดอ่อนของปรปักษ์)และสามารถรักษา “ตำแหน่งที่ได้เปรียบ” (อยู่ในตำแหน่งหรือท่วงท่าที่ฝ่ายปรปักษ์ไม่มีโอกาสและไม่สามารถเข้าทำได้อยู่ตลอด) พลังภายในนี้ยังจะมีความแข็งแกร่งมากอย่างไม่น่าเชื่อหากสามารถปลดปล่อยออกมาจากกระดูกสันหลังในขณะที่ทั้งร่างเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียว
5.หากยังไม่สามารถอยู่ชิงความได้เปรียบ ย่อมหมายถึงว่าร่างกายของผู้ฝึกอยู่ในสภาวะสับสน ไร้ระเบียบ หนทางเดียวในการแก้ไขคือการปรับตำแหน่งขาและเอว
หากผู้ฝึกไม่สามารถชิงโอกาสจากการรับรู้ถึงข้อผิดพลาดของฝ่ายปรปักษ์และเข้ายึดกุมตำแหน่งที่ได้เปรียบมาได้ เนื่องเพราะผู้ฝึกปรับเพียงตำแหน่งของมือแทนที่จะเป็นขาและเอว ยิ่งพยายามใช้มือแขน ยิ่งทำให้ร่างท่อนบนเกิดความงุ่มง่ามติดขัด ผลที่ตามมาคือร่างกายตกอยู่ในภาวะไร้ระเบียบและสับสน ดังนั้น เมื่อผู้ฝึกอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบและไม่สามารถรับรู้ถึงข้อผิดพลาดของอีกฝ่าย ผู้ฝึกจะต้องให้ความสนใจกับการปรับตำแหน่งขาและเอว ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับแขนหรือมือ
Pages: 1 2

