มวยไท่เก๊กคืออะไร ภาค2
August 23rd, 2007 at 5:07 am (Misc, Taijiquan)
คำถามที่ดูเหมือนง่ายๆ ตรงไปตรงมาที่สุดนี้ กลับเป็นคำถามที่ยากที่สุดสำหรับคนฝึกมวยไท่เก๊ก เพราะไม่รู้จะอธิบายกันอย่างไรว่ามวยไท่เก๊กคืออะไร
เอาเป็นว่า มวยไท่เก๊ก ภาษาจีนเรียก ไท่จี๋เฉวียน หรือไท่เก๊กคุ้ง เป็น “มวย” เป็นวิทยายุทธ์แขนงหนึ่งของจีน ซึ่งมีลักษณะการฝึกเป็นระบบทั้งภายนอกภายใน ทั้งร่างกายและจิตใจ ในการฝึกฝนจะประกอบด้วยการอบอุ่นร่างกาย บริหารข้อต่อ, การฝึกยืนเสา (จั่นจวง) ในท่าต่างๆ เพื่อฝึกกำลังขาและสมาธิจิต , การฝึกรำชุดมวย ซึ่งอาจมีหลายชุดในแต่ละสำนัก, การฝึกชี่กงหรือพลังภายใน, การฝึกผลักมือ (ทุยโส่วหรือชุยชิ่ว) เป็นการฝึกคู่ เพื่อฝึกการฟังแรงคู่ต่อสู้ และฝึกสมดุลของร่างกาย, การฝึกอาวุธต่างๆ ดั้งเดิมมีดาบ กระบี่ ทวน แต่บางสำนักมีเพิ่มบางอย่างเช่นพลอง พัด ระบบการฝึกแม้จะหนักสาหัส แต่ไม่มีการฝึกที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงถาวรหรือเรื้อรัง สามารถฝึกฝนได้ทุกเพศทุกวัย มีท่วงท่านิ่มนวล ไม่แข็งกร้าวดุดัน ให้ผลดีมากในด้านสุขภาพ จนทำให้มวยไท่เก๊กมีชื่อเสียงในฐานะการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมากไม่น้อยไปกว่าการเป็นวิทยายุทธ์แขนงหนึ่ง
มวยไท่เก๊กนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องการเคลื่อนไหวที่สง่างาม ผ่อนคลายและต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวที่เนิบช้าและไม่ออกแรง ช่วยในการฝึกสมาธิจิต และทำให้จิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่าน การฝึกท่ามวยจะช่วยสร้างรูปแบบความสมดุลของการเคลื่อนไหวขึ้นไหม่ ซึ่งช่วยให้ร่างกายคงความสมดุล ไม่ฝืนธรรมชาติ กลับสู่โครงร่างลักษณะแบบทารกซึ่งทำให้มีความปลอดภัยสูง
การฝึกผลักมือ ก็ไม่ใช่การฝึกสเต็ปต่อสู้ และไม่ใช่การซ้อมชกหรือ free sparing แต่เป็นการฝึกการฟังแรง การประสานตัวเองเข้ากับคู่ต่อสู้ การรักษาสมดุลร่างกาย ขณะฝ่ายหนึ่งฝึกเคลื่อนไปข้างหน้า อีกฝ่ายก็ฝึกที่จะเคลื่อนไปข้างหลัง ฝ่ายใดที่สมดุลไม่ดีก็จะถลำไปไม่ข้างหน้าก็ข้างหลังเสมอ จึงไม่ใช่การฝึกประเภทฝ่ายหนึ่งสมมติว่ารุก อีกฝ่ายสมมติว่ารับ สำหรับมวยไท่เก๊กนั้นการรุกรับเป็นสิ่งเดียวกันการผลักมือ ไม่ใช่การพยายามตีอีกฝ่ายให้บาดเจ็บ หรือทำให้อีกฝ่ายยอมแพ้ เพียงแต่รักษาสมดุลของตัวเอง และพาอีกฝ่ายให้เสียสมดุล อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “แม้จะล้มคู่ต่อสู้ไม่ได้ แต่คู่ต่อสู้ก็ไม่อาจล้มเราไม่ได้เช่นกัน” จึงไม่มีอันตรายเหมือนการฝึกคู่ของศิลปะการต่อสู้ชนิดอื่น
มวยไท่เก๊กนั้นมีต้นกำเนิดจากปรัชญาเต๋า ซึ่งว่าด้วยวิถีของธรรมชาติ และการเข้าร่วมกับธรรมชาติ ในคัมภีร์เต๋านั้นกล่าวถึงลักษณะอันเป็นทวิลักษณ์ของธรรมชาติคือการประกอบด้วยแข็ง อ่อน, ร้อน เย็น, สว่าง มืด ฯลฯ จากนั้นกล่าวถึงการไม่กระทำ เรียกว่าไม่กระทำคือไม่ฝืนความเป็นไปของธรรมชาติ แล้วจึงเป็นแนวทางปฏิบัติในการอยู่ร่วมกับธรรมชาตินั้น แนวคิดและหลักปฏิบัติเหล่านี้มีปราชญ์โบราณนำมาขยายความออกมามากมาย เป็นรากฐานของภูมิปัญญาจีนโบราณอย่างไม่มีอะไรมาเปรียบได้
จากแนวคิดเหล่านี้เอง ที่ทำให้นักวิทยายุทธ์โบราณนำมาใช้ในการสร้างสรรค์วิทยายุทธ์ซึ่งเน้นในเรื่องการไม่ออกแรง และใช้อ่อนชนะแข็ง เช่นมวยไท่เก๊ก และวิทยายุทธ์ในสายมวยภายในอีกหลายชนิด
ในปรัชญาตะวันตก แนวคิดพื้นฐานคือการเอาชนะธรรมชาติ การพิชิตโลก พิชิตทะเล พิชิตอวกาศ จนแม้แต่พิชิตความแก่ความชรา จึงไม่ยอมแพ้ให้กับความถดถอยของร่งากาย ปราชญ์ตะวันตกก็จะเน้นไปในด้านการบำรุง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ มวลกระดูก ออกกำลังกายตามหลักวิทยาศาสตร์ ส่วนไหนที่มีปัญหาก็มีการผ่าตัดดัดแปลง เปลี่ยนอะไหล่ให้กับร่างกาย มีทั้งหัวใจเทียม ข้อเทียม กระดูกเทียม หูเทียม ตาเทียม เพื่อคงสภาพหนุ่มสาวไว้ให้นานที่สุด ซึ่งความอุตสาหะทางด้านนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ผลเสียทีเดียว ผู้ชราหลายๆ ท่านมีร่างกายที่สมบูรณ์กว่าหนุ่มสาวส่วนมากด้วยซ้ำ ผู้ชราบางท่านออกมาแสดงการวิ่งมาราธอนในระยะสี่สิบกิโลเมตร ว่ายน้ำทีละสิบกิโลเมตร หรือกระโดดโลดเต้นต่างๆ เพื่อให้เห็นว่าร่างกายยังคงสภาพเดิมไว้ได้ ก็นับว่าใช้ได้อยู่ เพียงแต่การฝืนธรรมชาติเช่นนี้ก็ยังมีขีดจำกัด และหากให้พูดว่าเหนือกว่า หรือชนะวัยหนุ่มสาวได้นั้นคงไม่กล้าพูดแล้ว
สำหรับแนวคิดฝั่งตะวันออก เช่นปรัชญาเต๋านั้น ไม่ได้พยายามไปฝืนความเป็นไปของธรรมชาติ หากแต่ยอมรับ ใช้การยอมรับในธรรมชาติที่เป็นอยู่ ในธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ยอมรับว่าแก่แล้วย่อมเชื่องช้าลง ความแข็งแกร่งของร่างกายย่อมลดทอนลง กำลังกายย่อมถดถอย ความสามารถในการออกแรงอย่างต่อเนื่องไม่มีอีกต่อไป แม้เพียงเดินไม่กี่ก้าวก็หมดแรงเสียแล้ว หากการยอมรับนี้ไม่ใช่การยอมแพ้ การยอมรับนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดของการยุทธ์คือ รู้จักตนเองและรู้จักผู้อื่น เมื่อมีกำลังน้อยก็ต้องยอมรับว่ามีกำลังน้อยแล้วจึงคิดหาวิธีการจากกำลังที่น้อยกว่านี้ ไม่ใช่ว่ามีกำลังน้อยแต่ยังถือดี วิ่งเข้าไปสู้ซึ่งๆ หน้า แม้ฝีมือประสบการณ์เหนือกว่าแต่ก็เปรียบเหมือนน้ำน้อยวิ่งเข้าหากองไฟ ธรรมชาติของน้ำแม้จะสามารถดับไฟ แต่น้ำน้อยก็ยังไม่สามารถดับไฟมากได้อยู่ดี ฉันใดฉันนั้น แนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของระบบการฝึกฝนที่มุ่งใช้ประโยชน์จากความอ่อน ความชรา ความช้าเช่นมวยไท่เก๊กนี่เอง

