หวินโส่ว (มือเมฆ)

หวินโส่ว แปลว่ามือเมฆ โดยลักษณะท่วงท่าเป็นการเคลื่อนที่ไปด้านข้างพร้อมทั้งหมุนเอวและวาดมือเป็นวงโค้งปัดออกไปตามทิศทางการเคลื่อนที่   โดยปกติในชุดมวยจะเป็นท่าที่ถูกวางต่อจากท่าตันเปียน (แส้เดี่ยว) และจบลงด้วยท่าตันเปียน

มือเมฆ

ในรูป จากท่าตันเปียน ผู้ฝึกปล่อยมือทั้งสองข้าง หมุนเอวมาทางด้านซ้ายพร้อมทั้งหันหน้ากลับมาเป็นหน้าตรง น้ำหนักยังวางอยู่บนขาซ้าย มือขวาวาดเป็นวงโค้งโดยวาดลงไปแล้วโอบขึ้นมาพร้อมกับยกขาขวาตามมาขณะโอบมือขึ้น ส่วนมือซ้ายวางลงเฉยๆ  จากนั้นเมื่อวางเท้าขวาขนานชิดกับเท้าซ้ายหมุนเอวไปทางขวาเล็กน้อยจนน้ำหนักย้ายจากขาซ้ายมาอยู่ขาขวาพร้อมทั้งวาดมือขวาออกไปทางขวาในลักษณะ “เผิง”  เมื่อมือขวา “เผิง” ขณะนั้นขาซ้ายจะกลายเป็นขาว่าง จากนั้นจึงค่อยๆ วางมือขวาลง ขณะที่ยกขาซ้ายซึ่ง “ว่าง” ขยับไปทางซ้าย พร้อมกับโอบมือซ้ายขึ้นไปทางซ้ายพร้อมๆ กัน  เมื่อวางขาซ้ายลงกับพื้นมือซ้ายก็โอบขึ้นอยู่บนตำแหน่งสูงสุดพอดีและมือขวาก็วางลงได้ตำแหน่งต่ำสุดพอดี  จากนั้นหมุนเอวไปทางซ้ายเล็กน้อยเพื่อย้ายน้ำหนักจากขาขวาไปยังขาซ้ายพร้อมกับวาดมือซ้าย “เผิง” ออกไปทางซ้าย ซึ่งขณะนั้นขาขวาก็จะกลายเป็นขาว่าง  จากนั้นก็เริ่มกระบวนการเดิมโดยโอบแขนขวาขึ้นมาพร้อมกับยกขาขวามาวางขนานชิดกับขาซ้าย แล้วจึงบิดเอวถ่ายน้ำหนักไปทางขวา  ปกติท่านี้นิยมโอบมือเจ็ดรอบหรือเก้ารอบ หรือนับเป็นการเดินสามก้าวหรือสี่ก้าวแล้วกลับไปจบที่ท่าตันเปียนอีกครั้ง

เขียนมาไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าท่าหวินโส่วนี้เคลื่อนไหวอย่างไร

แต่ต้องการเน้นให้เห็นถึงการใช้ “เอว” ในการย้ายน้ำหนัก

ในคัมภีร์มวยกล่าวไว้ว่า “พลังมีรากอยู่ที่เท้า สร้างขึ้นโดยขา ควบคุมโดยเอว แสดงออกทางปลายนิ้ว”

ที่ว่าควบคุมโดยเอวนั้นเป็นอย่างไร

ผู้ฝึกส่วนมากเมื่อทำท่าหวินโส่วใช้การโยกสะโพกจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งเพื่อย้ายน้ำหนัก แล้วจึงค่อยหมุนเอวเพื่อเผิง  หรือร้ายกว่านั้นคือไม่มีการใช้เอว เพียงใช้ร่างกายท่อนบนหรือใช้ท่อนแขนปัดออกไป  ซึ่งทำให้จังหวะการย้ายน้ำหนักไม่ราบรื่น ไม่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว พลังที่ว่ามีรากอยู่ที่เท้า สร้างขึ้นโดยขา ไม่สามารถส่งต่อไปยังร่างกายท่อนบนได้ การปัดออกเพียงเป็นการใช้แรงจากไหล่หรือท่อนแขนเพียงเท่านั้น

แต่บางคนบอกให้หมุนเอว กลับไม่สามารถหมุนได้ กลายเป็นบิดไปทั้งสะโพก ต้นขา เข่า ถูกลากให้บิดไปตามการหมุนทั้งหมด นี่ก็ไม่ถูกต้อง

เมื่อพูดถึงการหมุนเอว สะโพกแทบจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิม เพียงถูกเอวลากให้มีการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติเพียงเล็กน้อย เท่านั้น

นอกจากนั้น หลายคนพยามยาม “จมต่ำ” หรือ “จมชี่” หรือจมอะไรก็ตาม ทำให้กลายเป็นกดเอวไว้จนฝืดเคลื่อนไหวได้ยาก  ซึ่งแท้จริงแล้วการ “จม” ไม่ได้ไปกดที่เอว ตรงกันข้ามกลับเป็นการยกเอวขึ้นเล็กน้อย ซึ่งทำให้กระดูกสันหลังเรียงตัวเป็นเส้นตรงตั้งแต่ต้นคอลงมาจนถึงแนวก้นกบ และทำให้ปลายกระดูกก้นกบงอเข้าด้านในอย่างเป็นธรรมชาติ  และทำให้เอวสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วดุจล้อเกวียน  

หากนึกภาพของล้อเกวียนประกอบ ถ้าแกนล้อแน่นเกินไปย่อมยากที่จะหมุน และทางกลับกัน หากหลวมเกินไปล้อก็จะไม่มั่นคง สภาพของเอวก็ต้องเป็นเช่นนั้น

สำหรับผู้ที่เริ่มฝึกฝนได้ไม่นานนัก เอวยังไม่แข็งแรง และไม่สามารถขยับได้คล่อง  บางครั้งอาจารย์อาจจะสอนให้ถ่ายน้ำหนักโดยโยกสะโพกไปก่อน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพียงแต่เมื่อฝึกฝนไปได้ระดับหนึ่ง เอวมีความแข็งแรงคล่องแคล่วมากขึ้นก็ต้องรู้จักการย้ายน้ำหนักโดยใช้เอวแล้ว  แต่หากว่าฝืนทำเร็วไปขณะที่ร่างกายยังไม่พร้อม ก็จะกลายเป็นบิดส่ายสะโพก หรือบางคนแม้ว่าเอวจะมีความคล่องแต่เชิงกรานยังไม่ผ่อนคลาย เมื่อหมุนเอวแต่บริเวณเชิงกรานที่เรียกว่า “คว่า” ยังเกร็งแน่น น้ำหนักก็ยังไม่สามารถถ่ายเทจากขาข้างหนึ่งไปยังขาอีกข้างหนึ่งได้ กลายเป็นหมุนเอวแล้ว จากนั้นกลับใช้สะโพกในการย้ายน้ำหนัก  ตรงนี้หากไม่มีอาจารย์ผู้รู้คอยชี้แนะ ยากที่จะทำความเข้าใจได้

ต่อเมื่อเข้าใจการย้ายน้ำหนักด้วยเอวในท่าหวินโส่ว  การย้ายน้ำหนักในท่าอื่นไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนหน้า ถอยหลัง ก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว

นี่จึงจัดเป็นท่วงท่าที่สำคัญมากท่วงท่าหนึ่ง สำหรับฝึกการถ่ายน้ำหนักอย่างนิ่มนวล สามารถแยกออกมาฝึกเป็นท่าเดี่ยวเดินไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง หรืออาจจะไม่เดิน เพียงอาศัยการยืนอยู่กับที่แล้วหมุนเอวถ่ายน้ำหนักไปมาก็สามารถฝึกฝนได้  การค่อยๆ ถ่ายน้ำหนักนี้ยังจะช่วยให้ขาได้มีโอกาสค่อยๆ รับน้ำหนักโดยที่ยังอยู่ในสภาวะผ่อนคลาย  และทำให้สามารถทำความเข้าใจได้ว่าที่ว่าขาข้างที่รับน้ำหนักแต่ยังสามารถผ่อนคลายได้เป็นอย่างไรได้ในที่สุด

Post a Comment

COPYRIGHT © 2007 www.fajing.net All RIGHTS RESERVED