ตันเปียน (แส้เดี่ยว)
August 30th, 2007 at 4:44 am (Practice, Taijiquan)
ตันเปียน หรือที่แปลกันว่า “แส้เดี่ยว” เป็นท่าที่เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของมวยไท่เก๊กเลยก็ว่าได้ เมื่อเห็นผู้คนร่ายรำมวยจีน แสดงท่าตันเปียนออกมา แม้ไม่รู้ชัดว่าเขากำลังฝึกฝนศิลปะชนิดใด ก็จะชวนให้นึกถึงมวยไท่เก๊กขึ้นมาก่อน โดยที่มักจะเห็นคุ้นตากันมากที่สุดจะเป็นท่าตันเปียนของมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง ซึ่งแพร่หลายมากที่สุด ท่านี้แสดงออกโดยการยืนด้วยท่าขาธนู ขาหน้าโค้งงอ ขาหลังเหยียดออก มือที่ตีออกไปข้างหน้าหันฝ่ามือตีออก มืออีกข้างหนึ่งแสดงออกเป็นรูปมือตะขอ แสดงความหมายของการเกาะเกี่ยว สลาย ปัดป้องและจู่โจมในท่วงท่าเดียว
เมื่อกระทำท่าตันเปียน แขนทั้งสองข้างแสดงออกด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน แสดงท่าทางที่แตกต่างกัน โดยมีความหมายที่แตกต่างกันด้วยเคล็ดความที่แตกต่างกัน แต่ล้วนกระทำอย่างพร้อมเพรียงกันและประสานสอดคล้องกันด้วยดี นั่นคือในการกระทำเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่ง ไม่จำเป็นที่ว่าจะต้องส่งกำลังทั้งหมดเฮละโลกันไปยังจุดๆ เดียว แต่เราสามารถจัดสรรกำลังแยกย้ายกันไปตามความจำเป็น โดยทั้งหมดยังสามารถประสานงานกันได้โดยไม่ขัดแย้งกัน จึงจะสำเร็จกิจการใหญ่ได้ เปรียบเสมือนการหวดแส้หนึ่งครั้ง ต้องประกอบด้วยการเหวี่ยง ฟาด สะบัด กระตุก เรียงร้อยกันเป็นจังหวะจึงจะทำให้การหวดครั้งนั้นประสบผลสำเร็จได้
ท่าตันเปียน เป็นท่าที่เปิดแขนทั้งสองข้างออกค่อนข้างกว้างมาก ขณะแสดงออกอาศัยรายละเอียดต่างๆ มากมาย และสามารถใช้ในการฝึกเคล็ดและหลักวิชาได้มากมาย ตั้งแต่บริเวณหลัง อก ไหล่ ศอก ข้อมือ จนถึงปลายนิ้ว รวมถึงการฝึกการใช้พลังผ่านหลัง

มือข้างซ้ายของท่านี้ จะตั้งฝ่ามือขึ้นตีออกไปจึงไม่ค่อยมีปัญหากับการผ่อนไหล่ถ่วงศอกในแขนข้างซ้าย หากแต่มักจะมีปัญหากับช่วงอกและหลัง เพราะมักจะตั้งใจเปิดแขนออกกว้างจนกลายเป็นดันหน้าอกให้เปิดออกขณะที่แผ่นหลังกลับยุบลงไป บางคนหากผ่านการฝึกฝนร่างกายให้มีความยืดหยุ่นคล่องแคล่วเพียงพอ แต่หากแสดงท่านี้ผิดวิธี จะรู้สึกว่ากระดูกสะบักด้านซ้ายเลื่อนตัวเข้าหาแนวกระดูกสันหลัง
วิธีที่ถูกต้องคือต้องเริ่มจากการจัดหลักร่างกายให้ดี ผ่อนอก ยืดกระดูกสันหลังขึ้น คลายบริเวณหัวไหล่ซึ่งจะทำให้กระดูกสะบักเลื่อนตัวออกไปด้านข้าง แล้วจึงผ่อนคลายหัวไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ตามลำดับ ซึ่งผู้ฝึกใหม่ๆ เวลาตีออกกว้างๆ โดยตั้งฝ่ามือขึ้นจะรู้สึกตึงหรือเกร็งไปหมดตั้งแต่หลังจนถึงปลายนิ้ว กว่าจะฝึกให้ผ่อนคลายได้ค่อนข้างลำบากและใช้เวลานาน แต่บางสำนักจะไม่ตั้งฝ่ามือขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถฝึกการผ่อนคลายได้ง่ายกว่า ไม่รู้สึกฝืนมาก นี่ก็ขึ้นอยู่กับสำนักของผู้ฝึกเองแล้ว
ส่วนมือข้างขวา จะงุ้มเป็นรูปตะขอ จะรู้สึกว่าแขนข้างนี้ผ่อนคลายได้ไม่ยาก และไม่มีปัญหากับการผ่อนอก และเปิดแผ่นหลัง สามารถเลื่อนกระดูกสะบักออกไปด้านข้างได้ง่าย แต่ในทางกลับกัน ในแขนข้างขวา ผุ้ฝึกมักจะมีปัญหากับการยกไหล่ และไม่ถ่วงศอก เนื่องจากการงอมือเป็นตะขอจะไปรั้งให้ศอกลอยขึ้น และศอกที่ลอยขึ้นก็จะไปรั้งให้ไหล่ข้างขวายกขึ้นตามไปด้วย ผู้ฝึกจึงต้องใส่ใจกับการผ่อนคลายหัวไหล่ และถ่วงศอกขวามากเป็นพิเศษ
นอกจากนี้เมื่อตีมือซ้ายออก มือขวาก็ต้องขยับออกไปพร้อมเพรียงสัมพันธ์กัน โดยที่แขนแต่ละข้างมีจุดปัญหาที่ต้องสนใจกระทำแตกต่างกัน จึงเป็นการฝึกแยกแยะปรับเปลี่ยนรูปแบบต่างๆ ในเวลาเดียวกันทั้งยังต้องต่อเนื่องสัมพันธ์เรียงร้อยกันเป็นกระบวนท่าที่ไม่แตกแยกเพียงกระบวนท่าเดียว

