PostHeaderIcon การซงในมวยไท่เก๊ก

สิ่งหนึ่งซึ่งผู้ฝึกมวยไท่เก๊กจะต้องได้ยินอยู่ตลอดเวลาคือ “ซง” หรือบางสำนักพูดกันเป็นภาษาไทยก็จะได้ยินแต่เสียงอาจารย์หรือศิษย์พี่บอกให้ “ผ่อนๆๆๆ”  จนบางครั้งแทบจะตะโกนออกไปว่า “ผ่อนจนหมดตัวแล้ว จะไม่ให้เหลือเก็บบ้างหรือไง”

ซง นี้ถ้าแปลตรงๆ ตัวก็แปล่าผ่อนคลาย แต่ในวิชามวยไท่เก๊กดูจะเป็นคำที่มีความหมายลึกล้ำไม่สิ้นสุด ฝึกฝนกันอยู่หลายปีอาจารย์ก็ยังพร่ำบอกให้ซงๆๆ แม้จะรู้สึกว่าซงจนไม่รู้จะซงอย่างไรแล้ว แต่พอฝึกๆ ไปก็ดูเหมือนว่าจะยังสามารถซงได้อีก

คำว่าซงนั้นหมายถึง สภาวะที่ทั้งร่างกายและจิตใจมีการผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ผ่อนคลายจนทรุดเหมือนไม่มีกระดูกกระเดี้ยว  ใหม่ๆ ต้องคอยตรวจสอบตนเองอยู่เสมอว่าส่วนไหนเกร็งหรือติดขัดก็ให้ผ่อนคลายลง เช่นบริเวณต้นคอ หัวไหล่ ข้อมือ สะโพก เริ่มจากจุดหลักๆ ต่อมาก็ขยายไปทั่วทั้งร่างกาย ฝึกจนเป็นนิสัย จนผ่อนคลายได้อย่างเป็นธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา แรกๆ อาจจะซงได้เฉพาะตอนอยู่ในท่ายืนนิ่งๆ แต่ต่อไปก็ต้องฝึกให้ซงได้แม้ในสภาวะที่เคลื่อนไหวอยู่  ต่อมาเมื่อคิดว่าซงได้ดีแล้ว ก็ค่อยๆ ตรวจสอบร่างกาย แสวงหาส่วนที่ยังติดขัดซึ่งยังสามารถซงได้อีก โดยปกติกระบวนการนี้จะวนซ้ำรอบแล้วรอบเล่าไม่สิ้นสุดเช่นกัน

ในหนังสือของอาจารย์หวังเฟ่ยเซิงซึ่งเป็นยอดยุทธ์มวยไท่เก๊กสกุลอู๋ ได้บันทึกคำกล่าวของอาจารย์ของท่านที่มีชื่อว่าท่านหยางอวี๋ถิง ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า

“มันจะไม่เหมือนมวยไท่เก๊ก และไม่ใช่วิชามวยไท่เก๊กหากปราศจากหลังซง ร่างกายที่ซง และดวงจิตที่สงบนิ่ง เป็นสาระสำคัญที่สุดที่ทำให้วิชามวยไท่เก๊กเป็นระบบที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายและจิตใจ และทำให้วิชานี้กลายเป็นศิลปยุทธ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างยิ่ง”

บางคนบอกว่าซงหรือผ่อนคลายเป็นเรื่องง่าย ก็แค่ไม่เกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งสำหรับเบื้องต้นมันก็ใช่ละครับ แต่หากยังอยากไปไกลกว่านั้น มันก็ต้องอาศัยการฝึกฝนทำความเข้าใจ เฉพาะเรื่องซงนี่ก็เรียนกันหลายปี กว่าจะพอจับทางได้ว่าอย่างไรถึงเรียกว่าซง จากนั้นถึงจะเข้าสู่กระบวนการฝึกฝนที่แท้จริง ซึ่งจะพบว่าเราสามารถซงได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ขึ้นอยู่กับกำลังฝีมือในการฝึกฝน ตั้งแต่การคลาย ยืดขยายข้อต่อต่างๆ ทุกข้อ มัดกล้ามเนื้อแต่ละมัด เส้นเอ็นแต่ละเส้น จนถึงตำแหน่งการวางจิตใจเพื่อให้แม้แต่ในจิตใจก็ต้องปลอดโปร่งเบาสบาย 

มีคำถามอยู่บ่อยๆ สำหรับผู้ฝึก คือรำมวยอย่างไรถึงจะซงได้  ซึ่งตรงนี้อาจารย์จะบอกว่าให้ฝึกฝนให้มาก ขณะฝึกก็ให้หัดคิดวิเคราะห์ อย่างเช่นในท่าเดียวกันก็ลองฝึกหลายๆ รูปแบบ ทดลองพิจารณาเน้นไปทีละส่วนๆ  ทั้งท่วงท่า ลักษณะ การวางน้ำหนัก การวางจิต ฯลฯ เปรียบเทียบกับเมื่อมีอาจารย์คอยจัดท่าให้ แล้วก็คอยพิจารณาให้ทัน รู้ให้ทัน

ทีนี้บางคนถามต่อว่า ถ้าซงแล้วมันจะเป็นอย่างไร มีอาการอย่างไรให้รู้ได้ ก็อย่างที่บอกไปแล้วครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อซงได้ดีคือข้อต่อต่างๆ มีการยืดขยายออกเบาๆ เป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนยืดโดยการไปสเตรทช์มันนะครับ ฝ่ามือฝ่าเท้าก็มักจะอุ่นขึ้นมาจนรู้สึกได้ หรือเมื่อคนอื่นมาจับก็ยังรู้สึกได้ ซึ่งนี่ก็ต้องเกิดขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ไปเร่งเร้าพลังให้มันอุ่นร้อนขึ้นมา อาการอุ่นปกติจะเกิดขึ้นเองเมื่อร่างกายผ่อนคลายได้ดีซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกไม่ติดขัด บางคนบริเวณฝ่ามือจะมีสีแดงเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด  จากนั้นจะรู้สึกว่าสามารถยืนบนพื้นได้เต็มฝ่าเท้า สามารถวางน้ำหนักลงไปได้หมด ลำตัวตั้งตรง ไม่คดไปมา หรือเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง

สำหรับผู้ฝึกใหม่ๆ การซงนั้นเน้นไปที่การผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกาย ให้รู้สึกว่าตัวเราะหมือนหุ่นกระบอกที่ถูกเชือกดึงแขวนรั้งไว้จากข้างบน แล้วร่างกายทุกส่วนก็ถูกปล่อยให้ห้อยแขวนอยู่กับเชือกนี้ทั้งหมด อันนี้บางสำนักก็เรียกว่า “ฟางซง”  หลังจากฝึกฟางซงได้ระยะหนึ่ง ก็จะเปลี่ยนเป็น “ซงไค” คือนอกจากผ่อนคลายแล้วยังต้องมีการเปิดขยายภายในออกมา ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝนอยู่บ้าง

อาจจะสรุปได้คร่าวๆ ว่า การซงคือ

  1. ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อไม่รัดเกร็งตัว
  2. กล้ามเนื้อเส้นเอ็นยืดขยายออกอย่างเป็นธรรมชาติ
  3. ไม่ปล่อยให้โครงสร้างร่างกายหย่อนคล้อยจนกลายเป็นการกดทับ
  4. จิตสติตื่นตัว สดชื่น มีชีวิตชีวา เคลื่อนไหวคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง ไม่เหี่ยวเฉา

การจะดูว่าใครซงหรือไม่ซง สำหรับผู้ที่ฝึกใหม่ๆ อาจจะยาก แต่ถ้าดูว่าอย่างไรคือไม่ซงอาจจะง่ายกว่า

เช่น กล้ามขึ้น เอ็นโป่ง อกเบ่ง อัดลมหายใจ ข้อต่อแข็งฝืด อย่างนี้คือไม่ซงแน่ๆ หรืออีกแนวหนึ่งคือ ตัวอ่อนปวกเปียก ไร้กระดูก เอวหย่อน หลังแอ่น พักพุง  คอตก แข้งขาดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรง นี่ก็ไม่ซง

ส่วนประเภทที่ดูยากขึ้นก็เช่น แนวที่แผ่รังสีอำมหิต หรือมีจิตสังหารรุนแรงแกร่งกร้าว หรือกลับกันคือดูลอยๆ เหมือนไร้วิญญาณก็มักจะไม่ค่อยซง แต่ลักษณะนี้อาจไม่แน่เสมอไป เพราะเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างจะดูยากแล้ว

Leave a Reply