PostHeaderIcon มวยไท่เก๊กกับการออกกำลังกาย

ก่อนอื่น ต้องตั้งความเข้าใจให้ถูกต้องเรื่องหนึ่งก่อน  เวลาพูดถึงมวยไท่เก๊กหรืออ่านเจอเรื่องของมวยไท่เก๊ก หลายแห่งมักจะเขียนไว้ทำนองว่า “มวยไท่เก๊ก เป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่งของจีน” บ้างก็ใช้คำว่า “ศิลปะการเคลื่อนไหว” บ้างพยายามหลีกเลี่ยงคำว่า “มวย” แต่เรียกลอยๆ เป็นไท่เก๊ก หรือไท้เก๊ก หรือเป็นวิชาไท่เก๊ก  คำว่าไท่เก๊กที่ไม่มีอะไรนำหน้า ไม่มีอะไรต่อท้ายนั้นหมายถึงสภาวะทวิลักษณ์ (อิน หยาง) เป็นภาวะที่จากความไม่มีเปลี่ยนเป็นความมี  มีสัญลักษณ์เป็นรูปกลมๆที่มีรูปปลาขาวดำอยู่ข้างใน ในสีดำมีจุดขาว ในสีขาวมีจุดดำ  นั้นละครับที่เรียกว่าไท่เก๊ก ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่เคลื่อนไหว ออกกำลังกาย ศิลปะอะไรทั้งนั้น  หรือบางคนนำไปสับสนกับวิชา “ชี่กง” ซึ่งเป็นการฝึกกำลังภายในและการหายใจเพื่อสุขภาพไปแล้ว

ซึ่งเราเองก็คงจะรู้สึกไม่ชอบใจเช่นกัน  หากต่อไปมีใครเขียนลงหนังสือว่า “วิชามวยไทย เป็นศิลปะการเคลื่อนไหว  สำหรับออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ” หรือ “วิชาดาบไทย เป็นนาฏลีลาแขนงหนึ่ง ขณะร่ายรำใช้ดาบเป็นเครื่องประกอบ รำเพื่อความสวยงาม นิยมรำเป็นคู่โดยสมมติว่าสู้กัน” อะไรทำนองนี้

มวยไท่เก๊ก ภาษาจีนเรืยก ไท่จี๋เฉวียน หรือไท่เก๊กคุ้ง  เป็น “มวย” เป็นชื่อวิทยายุทธ์จีนแขนงหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับมาแต่โบราณ  นักมวยไท่เก๊กที่มีชื่อเสียง มักจะมีชื่อเสียงในด้านความเก่งกาจในการต่อสู้  ไม่ใช่เป็นผู้นำการออกกำลังกายตอนเช้า  แม้ว่าวิชามวยจีนทุกชนิดมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง  แต่อีกนัยหนึ่งก็เพื่อใช้ป้องกันตัวได้ด้วย  แต่ไหนแต่ไรมวยไท่เก๊กไม่เคยมีรูปแบบของการออกกำลังกายลอยๆ โดยไร้จุดมุ่งหมาย  ทุกท่วงท่า ทุกเทคนิคนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้ต่อสู้ป้องกันตัวได้ ซึ่งการผิดเพี้ยนในเชิงความหมายเช่นนี้  เมื่อเรียนมวยก็จะไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของเนื้อหาวิชาที่เรียน ไม่เข้าใจความหมายของท่วงท่า  เมื่อไม่เข้าใจก็เกิดความผิดเพี้ยนสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ  จนทำให้คุณค่าและคุณประโยชน์ที่แท้จริงของมวยไท่เก๊ก รวมทั้งภูมิปัญญาโบราณที่คิดค้นวิทยายุทธ์แขนงนี้สูญหายไปอย่างน่าเสียดาย

ซึ่งความเข้าใจผิดนี้เกิดจากการที่มวยไท่เก๊กมีลักษณะที่แตกต่างจากศิลปะการต่อสู้ชนิดอื่นๆ  นั่นคือการปฏิเสธที่จะใช้แรง การใช้อ่อนสยบแข็ง  ไม่มีรูปแบบที่รวดเร็วรุนแรงเหมือนวิทยายุทธ์ประเภทอื่นๆ อีกทั้งยังสามารถฝึกได้ทุกเพศทุกวัย มากน้อยอย่างไรก็ยังได้คุณค่าอยู่  นอกจากนี้การเรียนรู้ให้ได้ตามมาตรฐานเดิมจนถึงขั้นนำไปใช้ในการต่อสู้ได้นั้นค่อนข้างยากลำบากและกินเวลานานมาก จากประวัติของครูมวยที่มีชื่อเสียงในยุคก่อน ท่านเล่าไว้ว่าต้องฝึกฝนกันแทบเลือดตากระเด็น บางท่านถึงกับคิดหนีออกจากบ้านไปบวชเป็นหลวงจีน บางท่านถึงกับคิดฆ่าตัวตาย ฝึกกันจนเหงื่อที่อยู่ในรองเท้าสามารถเทออกมาเป็นน้ำได้ 

ดังนั้นผู้ที่มีโอกาสได้ฝึกมวยไท่เก๊กเพียงครึ่งๆ กลางๆ หรือในระยะเวลาสั้นๆ หรือได้รับการถ่ายทอดแบบผิดๆ ย่อมไม่สามารถเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงได้  แต่การฝึกฝนรำมวยอย่างต่อเนื่องก็ยังช่วยให้ผู้ฝึกได้ผลลัพธ์หรือคุณค่าในเชิงการบริหารสุขภาพอยู่บ้าง และที่ว่าได้ผลอยู่บ้างนั้นเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ แล้ว  ยิ่งถือว่าได้มากจนน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุ ซึ่งร่างกายไม่เหมาะสมที่จะออกกำลังกายประเภทแอโรบิค หรือประเภทที่ต้องใช้กล้ามเนื้อ หรือที่เป็นความดันโลหิต โรคหัวใจ หรือหอบหืด โรคข้อเสื่อม กระดูกผุ ทั้งหลายอันมักจะเกิดแก่ผู้สูงอายุและมักเป็นอุปสรรคในการออกกำลังกาย  ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กแต่อย่างใด  ยังสามารถฝึกอย่างต่อเนื่องวันหนึ่งๆ นานนับชั่วโมงได้หากตั้งใจจะทำ  ซึ่งหากออกกำลังกายประเภทอื่นคงทำได้ไม่เกินสิบนาที  ผลทางด้านสุขภาพจึงสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

ในการฝึกมวยไท่เก๊กนั้น มีรูปแบบการฝึกที่เน้นความผ่อนคลายของทั้งร่างกายและจิตใจ   ในขณะเดียวกันก็เป็นการบริหารเส้นเอ็นข้อต่อ บริหารอวัยวะภายใน  เรียนรู้วิธีการยืนการเดินที่จะไม่ทำให้ข้อต่อหัวเข่า สะโพก และข้อต่ออื่นๆ ต้องรับภาระ ผู้ที่ฝึกมวยไท่เก๊กอย่างต่อเนื่องแม้เมื่ออายุมากแล้วจึงมักจะยังเดินเหินได้เป็นปกติโดยแทบไม่ต้องพึ่งไม้เท้า  ในประวัติครูมวยบางท่าน ทั้งสามีภรรยาสามารถเดินได้เองจนถึงวันสิ้นอายุขัยและเสียชีวิตในวัย 105-107 ปี ทั้งๆ ที่ตอนเป็นเด็กท่านเป็นเด็กอ่อนแอ เจ็บป่วยสารพัดโรคด้วยซ้ำ  อีกทั้งผู้ฝึกมวยไท่เก๊กยังจะมีสมดุลที่ดี ยากที่จะหกล้มหรือบาดเจ็บจากการกระทบกระแทก ซึ่งลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บถาวรในผู้สูงอายุไปได้มาก

นอกจากนี้การฝึกฝนมวยไท่เก๊กยังให้ผลทางด้านจิตใจ  เนื่องจากในการฝึกหรือการร่ายรำชุดมวยนั้นจะเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการเดินจงกรม หรือการฝึกสติปัฎฐานในพุทธศาสนา  ผู้รำมวยไท่เก๊กหนึ่งรอบจะต้องมีสมาธิต่อเนื่องอย่างน้อยยี่สิบนาที ระหว่างนั้นทั้งร่างกายและจิตใจจะสงบและผ่อนคลายอย่างมาก ตัดภาระหน้าที่การงาน ความเครียดทั้งหลายออกไป ซึ่งมีผลช่วยในการรักษาอาการโรคไม่มีเชื้อ หรือโรคอันเกิดจากความเครียดทั้งหลายได้เป็นอย่างดี

นอกจากในประเทศจีนแล้ว ทั้งอเมริกา รัสเซียและในอีกหลายๆ ประเทศ ทราบว่ามีการวิจัยผลของการฝึกมวยไท่เก๊กกับสุขภาพกันอย่างเป็นรูปธรรม มีการทดลองต่างๆ มากมาย เช่นการตรวจวัดคลื่นหัวใจ คลื่นสมองของผู้ฝึก ซึ่งพบว่าขณะรำจะมีลักษณะคลื่นสมองเช่นเดียวกับคนทำสมาธิ หรืออยู่ในสภาวะหลับลึก  นอกจากนี้ยังมีการทดลองนำไปใช้ในการลดอาการก้าวร้าว ลดอาการลงแดงจากยาเสพติด หรือนำไปช่วยในการฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยในหลายๆ โรค

Leave a Reply