PostHeaderIcon คัมภีร์มวยไท่เก๊กโดยท่านจางซานฟง

โดย จางซานฟง ศตวรรษที่ 13
เรียบเรียงและอรรถาธิบายโดย TT Liang

1. ในทุกๆ การเคลื่อนไหว ทั่วทั้งร่างกายจะต้องเบาและคล่อง ทุกส่วนของร่างกายเรียงร้อยกันดุจสร้อยไข่มุก

ทุกท่วงท่าจะต้องได้รับการฝึกฝนจนเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้กำลังฝืนและโดยปราศจากการเครียดเกร็งที่ไม่จำเป็น  จึงจะให้แขนขาและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายคล่องแคล่วปราศจากน้ำหนัก และทำให้ร่างกายตื่นตัว มีชีวิตชีวา ลื่นไหลและเป็นอิสระ  ความเบานั้นไม่ใช่ว่าว่างเปล่า หากต้องประกอบด้วยกำลังภายใน  ความคล่องนั้นไม่ใช่เพียงผิวเผิน แต่ต้องเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสดชื่น ตื่นตัว

เมื่อทั่วร่างกายมีความเบาและคล่องในทุกๆ การเคลื่อนไหว เราจึงจะสามารถเข้าใจถึงข้อความที่ว่า “ทุกส่วนของร่างกายร้อยเรียงกันดุจสร้อยไข่มุก”

นี่หมายถึงการเคลื่อนไหวจะต้องแสดงออกอย่างลื่นไหลต่อเนื่อง ดุจการไหลของแม่น้ำใหญ่  และในอีกด้านหนึ่ง ระบบโลหิตภายในกายจะต้องโคจรผ่านทั่วทั้งร่างกายโดยปราศจากการคั่งค้างติดขัดหรืออุปสรรคใดๆ  จึงจะทำให้ร่างกายมีความตื่นตัวและไวสัมผัส จนปรปักษ์ไม่สามารถหาช่องว่างเข้ามาทำอันตรายเราได้ นี่เป็นหลักที่สำคัญที่สุดของมวยไท่เก๊ก  แต่การที่จะไปให้ถึงจุดนั้น จะต้องผ่านขั้นตอนเหล่านี้

  • จิตสงบเป็นสมาธิ
  • ร่างกายผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์
  • จมชี่สู่ตันเถียน ซึ่งทำให้มีลมหายใจที่ลึกยาวและผ่อนช้า

ผู้ฝึกใหม่ย่อมจะยังไม่สามารถไปถึงระดับดังกล่าวได้ หากไม่ได้ผ่านการฝึกฝนอย่างจริงจังเป็นเวลายาวนาน

2.พลังชี่ถูกปลุกเร้า จิตสติรักษาไว้ภายใน

พลังชี่นั้นสัมพันธ์กับปริมาณออกซิเจนในร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างพลังงานในร่างกาย ปกติแล้วชี่ที่แฝงอยู่ในร่างกายนั้นไม่เพียงพอที่จะเพิ่มความสามารถในการโคจรของระบบโลหิต แต่หากชี่ได้รับการกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถสร้างพลังความร้อน และมีพลังงานเพียงพอที่จะเพิ่มระดับการไหลเวียนโลหิตในร่างกายได้โดยไม่ติดขัด หลักการนี้อาจเปรียบได้กับการเปลี่ยนน้ำให้เป็นไอในระบบกลจักรไอน้ำ  เมื่อพลังงานที่แฝงอยู่ในน้ำได้รับการกระตุ้นเพียงพอก็สามารถขับเคลื่อนเครื่องจักรไอน้ำขนาดใหญ่ได้สำเร็จ

เมื่อสามารถรักษาจิตสติให้เป็นสมาธิและคงไว้ภายใน  ใจก็จะสงบและทั่วร่างกายสามารถผ่อนคลาย ซึ่งทำให้ผู้นั้นมีความตื่นตัวและไวต่อสัมผัส ระบบร่างกายสามารถต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บและมีอายุยืนยาว  แต่หากจิตสติฟุ้งซ้านและส่งออกภายนอก จะทำให้ม่านตาขยายกว้างขึ้น และเพิ่มความเครียดในร่างกาย ส่งผลให้การโคจรโลหิตเกิดการติดขัดและสูญเสียความร้อน  นอกจากนั้น เมื่อความปรารถนาภายในถูกแสดงออกมาผ่านจิตสติ ความตั้งใจของผู้นั้นก็จะแสดงออกมาให้ปรปักษ์สังเกตพบได้ ซึ่งฝ่ายปรปักษ์สามารถฉวยโอกาสนั้นเข้ามาทำอันตรายเราได้อย่างง่ายดาย

3.ไม่ขาดไม่เกิน ไม่เว้าไม่นูน ไม่ขาดไม่ต่อ

เมื่อผู้ฝึก ฝึกฝนร่ายรำท่ามวย  ทั้งร่างกายต้องโค้งกลม การเคลื่อนไหวไม่กระตุกหรือขาดความสม่ำเสมอ บัดเดี๋ยวสูงหรือบัดเดี๋ยวต่ำ หากแต่ต้องเนิบช้า สม่ำเสมอ ราบเรียบ ปราศจากความพยายาม และมีความต่อเนื่องลื่นไหล ซึ่งทำให้เลือดลมสามารถโคจรได้โดยสะดวก ก้นกบไม่ยื่นออกมา กระดูกสันหลังตั้งตรง ซึ่งทำให้จิตสติสามารถแล่นขึ้นสู่ยอดกระหม่อม เมื่อเดินก้าวหน้าหรือถอยหลัง ร่างกายยังคงตั้งตรง การโอนเอียงไปในทิศใดทิศหนึ่งจะทำให้ผู้ฝึกเสียสมดุลย์ร่างกาย และเท่ากับเป็นการหยิบยื่นโอกาสให้กับฝ่ายปรปักษ์

4.พลังนั้นมีรากอยู่ที่เท้า สร้างขึ้นโดยขา ควบคุมโดยเอว และแสดงออกโดยนิ้ว  เท้า,ขาและเอวต้องเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียว เมื่อก้าวหน้าหรือถอยหลังจึงจะสามารถรักษาตำแหน่งที่ได้เปรียบไว้ตลอดเวลา

จากการฝึกฝนท่วงท่าอย่างยาวนาน พลังภายในซึ่งมีรากอยู่ที่ใจกลางฝ่าเท้า (บริเวณหลุมกลางฝ่าเท้า) จะสามารถพัฒนาและส่งผ่านไปยังขา เอว กระดูกสันหลัง แขน และปลายนิ้ว  เมื่อพลังนี้ถูกปลดปล่อยและกระจายไปทั่วร่างกาย ร่างกายจะถูกกระตุ้นไวคล่อง ทำให้การเคลื่อนที่หน้าหลัง ผู้ฝึกจะอยู่ใน “โอกาสที่ดี” เสมอ (เขาจะสามารถรับรู้ถึงความผิดพลาดและจุดอ่อนของปรปักษ์)และสามารถรักษา “ตำแหน่งที่ได้เปรียบ” (อยู่ในตำแหน่งหรือท่วงท่าที่ฝ่ายปรปักษ์ไม่มีโอกาสและไม่สามารถเข้าทำได้อยู่ตลอด) พลังภายในนี้ยังจะมีความแข็งแกร่งมากอย่างไม่น่าเชื่อหากสามารถปลดปล่อยออกมาจากกระดูกสันหลังในขณะที่ทั้งร่างเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียว

5.หากยังไม่สามารถอยู่ชิงความได้เปรียบ  ย่อมหมายถึงว่าร่างกายของผู้ฝึกอยู่ในสภาวะสับสน ไร้ระเบียบ หนทางเดียวในการแก้ไขคือการปรับตำแหน่งขาและเอว

หากผู้ฝึกไม่สามารถชิงโอกาสจากการรับรู้ถึงข้อผิดพลาดของฝ่ายปรปักษ์และเข้ายึดกุมตำแหน่งที่ได้เปรียบมาได้ เนื่องเพราะผู้ฝึกปรับเพียงตำแหน่งของมือแทนที่จะเป็นขาและเอว ยิ่งพยายามใช้มือแขน ยิ่งทำให้ร่างท่อนบนเกิดความงุ่มง่ามติดขัด ผลที่ตามมาคือร่างกายตกอยู่ในภาวะไร้ระเบียบและสับสน ดังนั้น เมื่อผู้ฝึกอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบและไม่สามารถรับรู้ถึงข้อผิดพลาดของอีกฝ่าย  ผู้ฝึกจะต้องให้ความสนใจกับการปรับตำแหน่งขาและเอว ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับแขนหรือมือ

6.การขึ้นลงรุกถอย เคลื่อนซ้ายย้ายขวา ล้วนอาศัยหลักการเดียวกัน การเปลี่ยนตำแหน่งทั้งปวงล้วนกำกับโดยจิตสำนึกภายในไม่แสดงเจตจำนงออกมาภายนอก

เมื่อผู้ฝึกเรียนรู้การปรับตำแหน่งขาและเอว การเคลื่อนไหวภายนอกจะคล้อยตามเจตจำนงภายใน แต่การที่จะรู้วิธีปรับตำแหน่งขาและเอวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เริ่มแรกผู้ฝึกจะต้องมีสำนึกรู้ในกระบวนวิธีของตน สามารถพิจารณาและสังเกตุฝ่ายปรปักษ์ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งทำให้สามารถปรับเคลื่อนตำแหน่งท่วงท่าของตนไปตามสถานการณ์ต่างๆ  อาจกล่าวได้ว่า ผู้ฝึกจะต้องมีภาพที่ชัดเจนของเป้าหมายและวิธีการปรับเคลื่อนที่สมบูรณ์แบบอยู่ในห้วงความคิดก่อนที่จะกระทำมันจริงๆ  ดังนั้นการปรับตำแหน่งของขาและเอวจะต้องเป็นไปตามทางที่คิดไว้อย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นก็เป็นเพียงการเคลื่อนที่ไร้ความหมายและเปล่าประโยชน์

7.เมื่อตีบน ต้องไม่ลืมล่าง เมื่อหักซ้ายไม่อาจลืมขวา เมื่อรุกหน้าต้องพิจารณาทางถอย เมื่อจะตีขึ้น ต้องเริ่มจากคิดลง เมื่อคิดจะดึงบางอย่างขึ้น ต้องเริ่มจากกดมันลง เพื่อทำให้ฐานรากเขยื้อนและวัตถุนั้นพลิกหลุดออก

เมื่ออยู่ในสถานการณ์ต่อสู้ ผู้ฝึกต้องปรับตัวในทุกสถานการณ์เพื่อสร้างโอกาสของตนเองขึ้นมา เมื่อฝ่ายปรปักษ์มองเห็นการโจมตีของฝ่ายเราในด้านหนึ่ง เขาย่อมไม่สามารถรับรู้ได้ถึงทิศทางการโจมตีที่แท้จริงของเราได้ ร่างกายของเขาก็จะอยู่ในสภาวะไร้สะเบียบและสับสน และฝ่ายเราย่อมสามารถช่วงชิงโอกาสในการเอาชัยได้  ผู้ฝึกต้องรู้จักประยุกต์หลักของการ “ให้และรับ” หรือ “ถอนและตี” เพื่อจะถอนรากของปรปักษ์ก่อน แล้วจึงจะสามารถล้มอีกฝ่ายได้โดยง่าย

8.แบ่งแยกเต็มว่างให้ชัดเจน แต่ละส่วนของร่างกายล้วนประกอบด้วยด้านเต็มและด้านว่างอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงตลอดร่างกายก็ประกอบด้วยด้านเต็มและด้านว่าง ทุกข้อในร่างกายล้วนเรียงร้อยเข้าด้วยกันโดยไม่อาจแบ่งแยกได้

เมื่อกำลังฝึกฝนร่ายรำชุดมวย หรือกำลังอยู่ในสถานการณ์ต่อสู้ก็ดี ผู้ฝึกจะต้องสามารถแบ่งแยกระหว่างความเต็มกับความว่างให้ชัดเจน ผู้ฝึกจะต้องสามารถเปลี่ยนแปลงด้านที่เต็มเป็นว่างหรือว่างเป็นเต็มได้ในทันทีในทุกๆ สถานการณ์ ดังนั้นปรปักษ์ย่อมไม่รู้เรา แต่เราต้องรู้เขาอย่างสมบูรณ์ จึงจะอยู่ในสถานะไม่แพ้พ่าย เมื่อปรปักษ์ออกแรงมายังปลายนิ้วของเรา พลันปลายนิ้วกลับกลายเป็นความว่าง และเราโจมตีกลับด้วยข้อมือ เมื่อเขาออกแรงต้านข้อมือเรา พลันข้อมือก็กลายเป็นความว่าง และเราโจมตีด้วยศอก แม้เขาจะออกแรงต้านรับศอก ศอกกลับกลายเป็นความว่าง และพลันเราโจมตีด้วยไหล่ แม้เขาสามารถต้านรับไหล่ ไหล่พลันกลายนเป็นความว่าง และเรายังสามารถใช้หัวโขก นี่เรียกว่า “การพับ” เปรียบได้กับเมื่อเราตีหัวงู มันจะตอบโต้ด้วยหาง เมื่อเราจับหาง มันจะตอบโต้ด้วยหัว แม้เมื่อเราจู่โจมกลางหลัง หัวและหางยังสามารถโต้ตอบพร้อมเพรียงกัน
หรือสามารถเปรียบอีกอย่าง แม้มีบุรุษผู้สามารถยกแท่งเหล็กหนักพันชั่ง หากเขาก็ยังไม่สามารถยกโซ่ที่หนักเพียงร้อยชั่งได้ เพราะโซ่ยาวนั้นประกอบด้วยข้อเล็กๆ ร้อยต่อกัน จึงไม่สามารถหาศูนย์ถ่วงที่แท้จริงได้ เมื่อกำลังฝึกฝนร่ายรำชุดมวยหรืออยู่ในสถานการณ์ต่อสู้ จะต้องไม่ลืมหลักการนี้

9.มวยไท่เก๊กมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “มวยยาว” เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องเป็นลำดับ สามารถเปรียบได้กับสายน้ำใหญ่ที่หลั่งไหลไร้ที่สิ้นสุด เผิง ลู่ จี่ อั่น เลียะ ไฉ่ โจ่ว โค่ว นั้นคือ เฉียน คุน ขั่น หลี ซุน เฉิน ตุ้ยและเกิ้นในอัฒลักษณ์ สี่หลักแรกคือสี่ทิศตรง (ทักษิณ อุดร ประจิม บูรพา)สี่หลักหลังคือสี่ทิศเฉียง (หรดี อิสาน อาคเนย์ พายัพ) และห้าตำแหน่งคือ รุกหน้า ถอยหลัง เหลียวซ้าย แลขวา และสมดุลย์กลาง คือ ธาตุทั้งห้า ประกอบด้วย ไฟ ทอง ไม้ น้ำ และดิน ดังนั้นมวยไท่เก๊กจึงยังมีอีกชื่อหนึ่งว่ามวยสิบสามท่า จากแปดทิศรวมกับห้าธาตุจึงนี้

นอกจากนี้ในตำราหลายๆ เล่มยังได้เอ่ยถึงหลักดังกล่าวนี้ว่า “นี่เป็นเคล็ดความที่ได้รับถ่ายทอดมาจากปรมาจารย์จางซานฟงแห่งเขาอู่ตัง ผู้ฝึกฝนเคล็ดนี้จะสามารถบรรลุถึงความมีอายุวัฒนะไม่พึงใช้เพียงแต่ในวิถีแห่งการต่อสู้เท่านั้น”

Leave a Reply