ข้อควรปฏิบัติในการฝึกมวยไท่เก๊ก
September 3rd, 2007 at 11:31 am (Practice, Taijiquan)
ในการฝึกมวยไท่เก๊ก แม้จะบอกว่าสามารถฝึกได้แบบสบายๆ แต่ก็มีบางเรื่องที่ควรใส่ใจ ดังนี้
1. สถานที่
ควรเลือกสถานที่ที่โปร่ง โล่ง ที่กลางแจ้งที่อากาศถ่ายเทดี เช่นในสวนสาธารณะ จะดีกว่าในโรงฝึกมิดชิด ควรเลือกบริเวณที่พื้นราบเรียบ ไม่ขรุขระหรือลาดชัน หากสามารถหาได้ พื้นดินหรือพื้นหญ้าเป็นทางเลือกที่ดี แต่ไม่ควรฝึกในสถานที่ที่ลมแรงหรือแดดร้อนเกินไป เวลาที่ฝนตกหนักไม่ควรฝึกกลางฝน เวลาที่เหมาะสมคือตอนเช้าตรู่ หรือตอนหัวค่ำ ซึ่งก็ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัว เพียงแต่กลางวันหากฝึกกลางแจ้งท่ามกลางแดดร้อนจัดนั้นยากที่จะผ่อนคลายได้ดี เพราะคงมัวแต่หยีตาสู้แดด ควรฝึกฝนในสถานที่เดิม และหันหน้าในทิศทางเดิมเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยไม่ให้หลงทิศสำหรับผู้ที่ฝึกมาใหม่ๆ การฝึกสามารถทำท่ามกลางอากาศหนาวเย็นได้ จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นเพียงแต่ต้องแต่งกายให้มิดชิดอย่าให้ร่างกายกระทบความเย็นโดยตรง
2. การแต่งกาย
ไม่มีข้อกำหนดตายตัวในเรื่องการแต่งกาย แต่ก็ควรแต่งกายด้วยชุดที่หลวม โปร่งสบาย และซับเหงื่อได้ดี ไม่ควรใช้ชุดที่อบจนเกินไปเช่นชุดวอร์มสำหรับนักมวยหรือชุดแนบเนื้อ หรือชุดที่รัดแน่นเกินไป ปกติเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับการฝึกคือชุดผ้าฝ้ายแขนยาว กางเกงขายาว เพื่อไม่ให้ร่างกายถูกลม แต่หากอากาศไม่เย็น หรือลมไม่พัดโกรกจนเกินไปอาจใช้เสื้อแขนสั้นได้ รองเท้าควรเป็นรองเท้าพื้นบางไม่มีส้น พื้นรองเท้าควรเรียบ ไม่ลาดเท หรือตะปุ่มตะป่ำหรือมีส่วนโค้งนูนผิดปกติขึ้นมา ไม่ควรถอดเสื้อ หรือถอดรองเท้าฝึก โดยทั่วไปแล้วผู้ฝึกมักนิยมชุดจีนแขนยาวที่ตัดจากผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม และรองเท้าผ้าพื้นบางแบบจีน
3. สภาพร่างกาย
ไม่ควรอิ่มเกินไปหรือหิวเกินไปก่อนการฝึก ควรรับประทานอาหารก่อนฝึกไม่น้อยกว่า 30 นาที และทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนการฝึก หากมีอาการป่วยเช่นปวดหัวตัวร้อน หรือเคล็ดขัดยอกที่ไม่หนักหนาเกินไป สามารถฝึกได้ จะช่วยให้อาการป่วยทุเลาลงได้ แต่หากป่วยหนักก็ไม่ควรฝืนฝึก สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังหรือมีโรคประจำตัว ควรฝึกด้วยความระมัดระวัง ควรปรึกษาแพทย์และแจ้งให้อาจารย์ผู้สอนทราบถึงอาการของโรคก่อนรับการฝึก ในการฝึกอาจจะมีบางอย่างที่ไม่สามารถฝึกร่วมกับผู้อื่น หรือฝึกตามระบบปกติได้ อาจต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป แต่โดยปกติแล้วผู้ป่วยเกือบทุกประเภทสามารถฝึกฝนได้ แต่ควรจะต้องบอกให้อาจารย์ผู้สอนทราบเกี่ยวกับสภาพร่างกายและอาการป่วยก่อนรับการฝึก
4. ก่อนการฝึก
ควรมาถึงสถานที่ฝึกก่อนเวลาสักเล็กน้อย หรือเมื่อมาถึงใหม่ๆ ไม่ควรเริ่มการฝึกในทันที ควรพักให้หายเหนื่อยทั้งกายและใจ ให้ร่างกายตนเองรู้สึกผ่อนคลายจากความเหนื่อยหรือความเครียดที่ได้จากการงานเสียก่อน ช่วงก่อนการฝึกยังเป็นช่วงสนทนาปราศรัย บางสำนักอาจมีการคุยหยอกล้อกันเพื่อช่วยให้เกิดบรรยากาศผ่อนคลาย ระหว่างนั้นอาจใช้เวลาในการเตรียมสถานที่ เตรียมน้ำชา หรือคุยกันด้วยเรื่องทั่วๆ ไป จนพร้อมกันทุกคนทั้งร่างกายและจิตใจแล้วจึงเริ่มการฝึก
5. ระหว่างการฝึก
ระหว่างการฝึก ไม่ควรดื่มน้ำเย็น โดยปกติจะใช้น้ำชาร้อนหรือน้ำเก๊กฮวยร้อนจิบระหว่างฝึก หรืออย่างน้อยก็ใช้น้ำดื่มที่อุณหภูมิปกติ เมื่อฝึกฝนเสร็จช่วงหนึ่งๆ ไม่ควรนั่งพักทันที ควรเดินไปเดินมาประมาณ 1-2 นาที จนร่างกายกลับสู่สภาวะปกติก่อนจึงค่อยนั่งลง ความจริงข้อนี้ไม่เฉพาะกับการฝึกมวยไท่เก๊ก แต่เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติสำหรับการฝึกฝนออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาทุกประเภท ซึ่งจะช่วยลดอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บภายในได้ การที่ไม่นั่งลงทันทีหลักฝึกเสร็จในแต่ละช่วงยังมีผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้ไม่เกิดอารมณ์ท้อถอยหรือหมดแรงเอาดื้อๆ ระหว่างฝึก การรักษากฎนี้อย่างเคร่งครัด เมื่อผ่านการฝึกฝนจนเป็นนิสัย สามารถช่วยให้ผู้ฝึกสามารถรักษาสติและสมาธิได้ แม้ในเวลาที่คิดว่าร่างกายหรือจิตใจมาถึงขีดสุดแล้ว
ในระหว่างการฝึก บางสำนักอาจจะมีขนมขบเคี้ยวเล็กๆ น้อยๆ สำหรับรับประทานร่วมกับน้ำชา รวมทั้งในระหว่างพักช่วงการฝึก สามารถดื่มชาสนทนาปราศรัยกัน ช่วยให้บรรยากาศการฝึกไม่เคร่งเครียดจนเกินไป และช่วยกระชับสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมฝึกด้วยกันได้เป็นอย่างดี
6. หลังการฝึก
ไม่ควรอาบน้ำทันที หรือเข้าไปอยู่ในห้องปรับอากาศทันที ควรรอให้เหงื่อแห้งและอุณหภูมิในร่างลดลงก่อน อย่างน้อย 15-30 นาที หากเสื้อที่สวมใส่ในการฝึกเปียกเหงื่อมาก ควรผลัดเปลี่ยนเป็นเสื้อแห้งเสียก่อน ไม่ควรจัดตารางเวลาให้แน่นเกินไปเช่นฝึกเสร็จต้องทำอย่างอื่นต่อ หรือต้องไปนั่นไปนี่ต่อทันที ถ้าเช่นนั้นควรจัดสรรเวลาเผื่อหลังฝึกประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้มีความรู้สึกผ่อนคลายกับตารางงานหรือตารางเวลาด้วย
7. ดนตรีประกอบ
บางสำนักมีการใช้ดนตรีประกอบในการฝึก หรือใช้การเปิดเสียงเพื่อขานชื่อท่าและให้จังหวะในการฝึก ซึ่งทำให้การฝึกฝนเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงกันและรำจบชุดในเวลาที่กำหนดได้ง่าย ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร แต่หากเป็นไปได้ควรฝึกภายใต้สภาพแวดล้อมเสียงแบบธรรมชาติ หรือค่อนข้างเงียบสงบเพื่อให้จิตสงบมีสมาธิ สามารถฝึกการใช้จิตนำชี่ได้อย่างเต็มที่ โดยจิตใจไม่ได้ไปผูกพันหรือจดจ่ออยู่กับเสียงดนตรีหรือเสียงขานจังหวะ สามารถฝึกฝนการรับรู้จังหวะจากร่างกายของตนเอง โดยไม่ได้พึ่งการให้จังหวะจากภายนอก

