การสอนวิชา

ในสมัยโบราณจะเคร่งครัดมากเรื่องการนำวิชาไปสอนให้กับผู้อื่น โดยแทบทุกสำนักมักจะมีเป็นกฎเลยว่า “ห้ามนำวิชาที่เรียนไปสอนให้กับผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอาจารย์”  บางแห่งอาจจะผ่อนปรนยกเว้นบ้าง เช่น ยกเว้นให้สอนได้เฉพาะกับคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด  แต่โดยมากแล้วเรื่องนี้ค่อนข้างเคร่งครัด 

ซึ่งเรื่องนี้คนยุคใหม่มักจะมองว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผล หรืออาจารย์หวงวิชา แต่หากมองให้ลึกซึ้ง เรื่องนี้ก็นับว่ามีเหตุผลที่แท้จริงแฝงเร้นอยู่  เนื่องจากผู้ที่ฝึกใหม่ๆ หรือบางทีอาจจะฝึกมานาน 5 ปี 10 ปี ก็เข้าใจว่าตนเองมีฝีมือแก่กล้า หรือมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือยิ่งไปกว่านั้นคือเข้าใจเอาว่าตนเองได้เรียนวิชาจากอาจารย์มาจนครบถ้วนหมดสิ้นกระบวนความแล้ว  แล้วก็ได้เอาสิ่งที่ตนเองคิดว่ารู้แล้วนั้นไปสอนผู้อื่น หรือแม้แต่นำไปเปิดเป็นสำนักของตนเองขึ้นมาใหม่  ซึ่งปัญหาก็คือหากเขาผู้นั้นยังไม่ได้รู้ซึ้งถึงความพิสดารที่แท้จริง การนำไปสอนต่อย่อมทำให้เกิดความเข้าใจผิดเพี้ยนในหมู่ผู้ฝึกรุ่นต่อๆ ไปได้ หรือจนถึงกับทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของวิชาหรือของอาจารย์ที่เป็นผู้สอนแต่ดั้งเดิม  ดังจะเห็นได้จากในปัจจุบันมีผู้ที่เรียนมาเพียงสามเดือนหกเดือนแล้วมาตั้งตนเป็นอาจารย์อยู่มากมาย ซึ่งทำให้ผู้ที่ฝึกรุ่นหลังๆ มีความเข้าใจผิดเพี้ยนไขว้เขวไป หรือยิ่งไปกว่านั้นมีกระทั่งคิดว่าตนเองมีฝีมือแก่กล้า มีความเข้าใจที่ถูกต้องไม่คร่ำครึ ถึงกับพูดจาให้ร้ายสำนักอาจารย์เดิมก็มี

โดยปกตินั้น เมื่อผู้ฝึกฝึกฝนไปได้ระดับหนึ่ง อาจารย์อาจจะเริ่มมอบหมายให้ดูแลหรือให้ฝึกสอนให้กับศิษย์รุ่นน้อง ซึ่งระหว่างนั้นทางหนึ่งเท่ากับฝึกฝนการเป็นอาจารย์ ทางหนึ่งเท่ากับได้ทบทวนตนเอง ได้เห็นภาพสะท้อนของตนเองซึ่งแสดงออกมาโดยศิษย์รุ่นน้อง เพื่อให้ตนเองได้มองเห็นข้อบกพร่องในตัวเองและพัฒนาต่อไปได้ สิ่งหนึ่งที่อาจารย์มักจะกล่าวถึงในการสอนศิษย์น้องก็คือ “เห็นเขาเป็นอย่างไร ก็ให้รู้ว่าเราก็เคยเป็นอย่างนั้น” และ “เมื่อเห็นข้อผิดพลาดของเขา ก็ให้ย้อนกลับมาดูตนเองว่ายังมีความผิดพลาดเช่นนั้นอยู่หรือไม่ ไม่ใช่มัวแต่ไปหัวเราะเยาะเขา”  ในระหว่างนั้น อาจารย์ก็จะถ่ายทอดวิธีสอน วิธีดูและแก้ปัญหาจุดผิดพลาด วิธีปรับสภาพร่างกายผู้ฝึก เรียกว่าต้องเรียนวิชาการสอนด้วย ไม่ใช่ว่าแค่รู้วิชาแบบผู้ฝึกแล้วจะรู้วิธีสอน  ในระหว่างนี้เมื่อผู้ฝึกได้เห็นปัญหาจากการฝึกสอน ก็จะนำมาปรึกษากับอาจารย์ได้โดยง่าย โดยหลักการทั่วไปก็จะคล้ายกับในการเรียนการสอนในโรงเรียน ซึ่งเหล่าครูจะต้องนำปัญหาในห้องเรียนมาประชุมแลกเปลี่ยนกันในที่ประชุมครู ไม่ใช่แต่เพียงว่าคนเดียวก็สามารถทำการสอนได้

เมื่อมีความชำนาญในระดับหนึ่งแล้ว อาจารย์อาจจะอนุญาตให้สอนผู้อื่นภายนอกที่ไม่อยู่ในสายตาอาจารย์ได้ หากแต่มักจะต้องกำกับว่า “ใช้เท่ากับที่ตัวเองมี สอนเท่ากับที่ตัวเองรู้” นั่นหมายถึงว่าเรายังไม่มีความสามารถที่จะตีความเองวุ่นวาย หากจะฝึกหรือจะสอนก็ทำเฉพาะเท่ากับที่ตนเองได้เรียนได้รู้มา ไม่ใช่ว่าสอนในสิ่งที่คิดขึ้นเองว่าถูกต้อง หรือตีความขึ้นเองว่าถูกต้อง เพราะเรายังไม่ได้มีความสามารถระดับนั้น ในระดับนี้อาจารย์บอกว่า แม้เรายังไม่ได้ฝึกวิชาจนครบถ้วนกระบวนความ แต่หากเราสอนขั้นอนุบาลก็ต้องสอนวิชาของชั้นอนุบาล ไม่มีประโยชน์ที่จะนำเอาวิชาในระดับมหาวิทยาลัยไปสอน ไม่เช่นนั้นสอนเด็กอนุบาลนับเลข ต้องเอาศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์มาสอน ก็คงไม่มีอาจารย์พอให้สอนกันแล้ว

จนเมื่อถึงจุดที่อาจารย์อนุญาตเต็มที่แล้ว เมื่อถึงจุดที่อาจารย์ได้บอกกับเราว่า “ได้ถ่ายทอดวิชาให้หมดสิ้นแล้ว” และผู้ฝึกอยู่ในจุดที่เรียกว่า “ปลอดภัยแล้ว” คือแม้จะอยู่ห่างสายตาอาจารย์ก็ไม่ได้ทำให้วิชาที่ได้ร่ำเรียนมาผิดเพี้ยนไป หรือการนำไปสอนก็ไม่ได้จะทำให้เกิดความผิดเพี้ยนในการสอน ไม่เป็นที่เสื่อมเสียของสำนักอาจารย์ นั่นจึงเป็นจุดที่ผู้ฝึกก้าวสู่การเป็นอาจารย์เต็มตัวได้  ซึ่งโดยปกติจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝนนับสิบๆ ปี

แต่เช่นที่ได้กล่าวไปแล้วว่าในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แม้แต่ความคิดที่ว่าผิดเพี้ยนก็ไม่ได้มองว่าเป็นสาระ  รวมทั้งมีความผิดเพี้ยนมากมายจนเกินพรรณนาอยู่แล้ว บางสำนักอาจารย์จึงอาจจะไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป  คนในสังคมก็ไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องโบร่ำโบราณเช่นนี้ ไม่ได้มองเป็นการอนุรักษ์ศิลปะ ถึงกับพูดกันว่า “แค่ขยับแข้งขยับขาเท่ากับออกกำลังกาย”  เห็นใครสอนให้ขยับแข้งขยับขาก็ให้คุณค่าเท่าเทียมกันไปหมด ไม่ได้แยกแยะความแตกต่างระหว่างถ้วยเบญจรงค์ กับชามพลาสติก ด้วยเห็นว่าก็ใส่ข้าวกินได้เหมือนๆ กัน หนำซ้ำชามพลาสติกยังไม่ต้องดูแลรักษามาก แตกหักเสียหายก็ซื้อหาใหม่ได้ง่ายๆ

Post a Comment

COPYRIGHT © 2007 www.fajing.net All RIGHTS RESERVED