การยืนจั่นจวง

การยืนจั่นจวง หรืออาจเรียกว่ายืนจวงกง  หรือบางท่านก็เรียกว่าท่ายืนอรหันต์ก็คือสิ่งเดียวกัน   แปลตรงๆ ตัว จั่นจวงแปลว่ายืนเสา  หรือที่เรียกว่าจวงกงก็หมายถึงพลังเสา เพราะโดยรูปแบบคือการยืนนิ่งๆ เหมือนเสานั่นเอง

ส่วนมากคนจะไม่ค่อยคุ้นกับคำว่าจั่นจวง แต่อาจคุ้นเคยกับการฝึกที่เรียกว่า หม่าปู้ หรือนั่งม้า เพราะมักจะเห็นกันอยู่ตามภาพยนตร์กำลังภายใน โดยเฉพาะการฝึกมวยจีนสายวัดเส้าหลิน มักจะมีภาพการฝึกที่ดูเหมือนกับผู้ฝึกกำลังทำท่านั่งโดยไม่มีอะไรรองรับบั้นท้าย  พร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างไปข้างหน้า  บางครั้งอาจมีการวางชามใส่น้ำไว้บนต้นขาทั้งสองข้าง แขนทั้งสองข้าง และบนศรีษะ เพื่อฝึกให้สามารถนั่งนิ่งๆ โดยไม่ทำให้ชามใส่น้ำหกลงมา  หรือจุดธูปจ่อไว้ใต้ก้นที่นั่งลอยอยู่ เพื่อว่าถ้าทนไม่ไหว นั่งทับลงไปก็จะถูกธูปจี้

การยืนจั่นจวงของมวยไท่เก๊กนั้นก็คล้ายๆ ลักษณะนั้น แต่ไม่เหมือนกันทีเดียว  หากรูปแบบวิธีการคล้ายๆ กันคือต้องยืนนิ่งๆ ค้างอยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง โดยปกติก็จะไม่ต่ำกว่าสิบห้านาที หรือบางสำนักอาจให้ฝึกกันนานถึงสองชั่วโมงก็มี โดยรูปแบบที่นิยมกันมากที่สุดเรียกว่า  “ฮุ่นหยวนจวง” หรือ “ฮุ่งห่วงจวง”  คือท่วงท่ายืนตรงหย่อนก้นเล็กน้อยยื่นมือทั้งสองข้างโอบไปข้างหน้า

การฝึกจั่นจวงนี้ยังเป็นหนึ่งในการฝึกที่ก่อปัญหามากที่สุด

ที่ว่าก่อปัญหาเพราะเป็นการฝึกที่ผู้สอนอยากสอน แต่ผู้ฝึกไม่ค่อยอยากฝึก

หรือถึงอยากฝึกก็มักจะไม่ค่อยทนฝึก

บางสำนักก็เลยละเว้นไม่สอนการยืนจั่นจวง เพราะสอนไปๆ ฝึกไปๆ ไม่นานลูกศิษย์ก็หายหกตกหล่นกันไปหมด เพราะการยืนเฉยๆ นั้นค่อนข้างทรมานจิตใจมากกว่าการฝึกโหดแบบอื่นๆ หรือบางคนนึกว่าอาจารย์ให้ยืนเฉยๆ สิบห้านาทีครึ่งชั่วโมงเพราะอาจารย์อยากอู้ จะได้สอนง่ายๆ ก็มี

หรือไม่ก็มีคำถามประเภทที่ว่า ฝึกยืนเฉยๆ ไม่เห็นจะได้อะไร เพราะจะว่าฝึกกำลังขาก็ไม่ได้ยืนย่อต่ำแบบมวยเส้าหลิน แต่นี่ดูคล้ายกับยืนนิ่งๆ เฉยๆ เท่านั้น  ซึงผู้สอนก็คงไม่ค่อยจะอยากอธิบาย หรือไม่ก็ต้องใช้คำอธิบายยอดฮิตคือ ต่อไปมันจะ…  เมื่อชินแล้วมันจะ…. เมื่อถึงขั้นสูงมันจะ….  เพราะยากที่จะอธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในขณะฝึกได้

มีบางแห่งเหมือนกัน ที่เวลาอาจารย์ไม่อยากสอนเรื่องนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ผู้ฝึกก็ร่ำร้องอยากฝึก อยากเรียนพื้นฐาน อยากได้พื้นฐาน รู้ว่าสำคัญนู่นนี่นั่น  แต่พอให้ฝึกเข้าจริงๆ ยิ่งเน้นว่า ต้องกลับไปฝึกเองให้เป็นประจำทุกวัน หากน้อยคนนักที่จะทำได้เช่นนั้น

การยืนจั่นจวง นับว่าเป็นเทคนิควิธีการฝึกที่ใช้ได้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงระดับสูง  ประกอบด้วยเทคนิควิธีการมากมายซึ่งยากจะอธิบายเป็นคำพูดหรือเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือได้ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องรับรู้ด้วยร่างกาย และจะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อร่างกายมีการตอบสนองต่อการฝึก และมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องยาวนานเท่านั้น 

ท่วงท่าที่ดูเผินๆ เหมือนกับการยืนเฉยๆ นี้ กลับสามารถเปลี่ยนแปลงโครงร่าง ลักษณะกระดูก การวางจิต การโคจรเลือดลม จนถึงพลังลมปราณหรือพลังชี่  ดังนั้นแม้แวลามองไปในสำนักจะเห็นผู้ฝึกทุกคนยืนเรียงรายฝึกฝนท่าจั่นจวงพร้อมๆ กันสิบห้านาทีครึ่งชั่วโมง หากท่าทางที่ดูภายนอกเหมือนกันนั้น จริงๆ แล้วผู้ฝึกแต่ละคนมีการฝึกฝนที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับฝีมือและความเข้าใจ (ด้วยร่างกาย) ของผู้ฝึกเอง

การฝึกจั่นจวงนั้น แม้ว่าจะดูเหมือนกับสามารถฝึกฝนด้วยตนเองได้ หรือดูจากรูปอ่านจากหนังสือก็น่าจะทำได้ เพราะช่างเป็นท่าทางที่ดูเรียบง่ายเหลือเกิน  แต่กลับยากอย่างที่คิดไม่ถึง ปกติแล้วเมื่อมีอาจารย์คอยดูแล อาจารย์จะเป็นผู้จัดท่วงท่าให้เหมาะสมกับระดับฝีมือ เมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ท่าทางที่ยืนก็มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องค่อยๆ ปรับกันทีละนิดๆ นี่นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคำกล่าวที่ว่า ผิดเพียงหนึ่งนิ้วต่างนับพันลี้

การฝึกท่าจั่นจวงนี้ หากทำได้ถูกวิธี เบื้องต้นใหม่ๆ อาจจะมีความรู้สึกปวดต้นขา และเมื่อยไหล่ หรือบางท่านอาจจะเมื่อยบั้นเอว ถือเป็นเรื่องปกติ  แต่หากปวดต้นคอ ปวดหัว ปวดเข่า มือเย็น เท้าเย็น หายใจอึดอัด แน่นหน้าอกหรือรู้สึกเหมือนมีลมดันขึ้นหน้าอก นี่ผิดปกติแล้ว ควรหยุดการฝึกก่อน แล้วค่อยๆ เริ่มต้นใหม่ จัดท่วงท่าใหม่อีกครั้ง

เมื่อยืนในท่วงท่าที่ถูกต้อง แม้เป็นผู้ฝึกใหม่ ที่จะต้องรู้สึกได้เลยคือ มีความอุ่นร้อนที่บริเวณฝ่ามือทั้งสองข้าง ซึ่งจะต้องไม่ใช่ความอุ่นร้อนที่คิดไปเอง หรือใช้จิตคิดตั้งใจให้เกิด  หากแต่เป็นความร้อนขึ้นมาเฉยๆ โดยที่บางทีผู้ฝึกอาจจะแทบไม่ทันรู้สึกตัว แต่เมื่อให้ผู้อื่นมาจับจะต้องรู้สึกว่าอุ่นร้อนขึ้นจากระดับปกติ  นอกจากนี้บางทีอาจมีอาการคล้ายๆ กับมือพองโตขึ้น หรือมีความรู้สึกเหมือนกับมีอะไรวิ่งวูบๆ วาบๆ ในท่อนแขน หรือแผ่นหลัง ก็เป็นเหตุการณ์ปกติที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ฝึกใหม่ๆ ไม่ใช่ว่าจะหมายถึงสำเร็จวิชาหรือมีลมปราณแก่กล้าแต่อย่างใด ในทางกลับกันเสียอีกว่าหากไม่มีอาการเหล่านี้ภายในสองสามครั้งแรกที่เริ่มฝึก น่าจะแปลว่ามีปัญหาเรื่องท่าทาง หรือสุขภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อฝึกต่อไปสักระยะจนอาการเมื่อยไหล่หายไปแล้ว บางครั้งอาจจะรู้สึกว่าฝ่าเท้าก็ร้อน หรือมีแรงดูดน้อยๆ หรืออาการเต้นเล็กน้อยบริเวณใจกลางฝ่ามือ และใจกลางฝ่าเท้า ก็ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด

Pages: 1 2

Post a Comment

COPYRIGHT © 2007 www.fajing.net All RIGHTS RESERVED