เกี่ยวกับการฝึกมวยไท่เก๊ก โดยอาจารย์หยางเฉินฟู่

บรรยายโดย อาจารย์หยางเฉินฟู่

บันทึกโดย จางหงขุย

มีสำนักมวยจีนมากมายซึ่งมีพื้นฐานจากปรัชญาดั้งเดิม  ตั้งแต่อดีตมามีผู้คนมากมายที่ใช้เวลาและพลังงานทั้งชีวิตเฝ้าสังเกตธรรมชาติ แสวงหาแก่นแท้ของวิทยายุทธ์ และพยายามยกระดับฝืมือตนเอง หากน้อยคนนักที่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามผู้ฝึกสามารถเพิ่มพูนระดับฝีมือโดยการขยันหมั่นฝึกฝน และในที่สุดก็จะสามารถบรรลุระดับยอดฝีมือได้ ดังคำโบราณกล่าวว่า “น้ำหยดทุกวัน แม้หินยังกร่อน

มวยไท่เก๊กเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวจีน เป็นศิลปะซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวที่ช้าและนิ่มนวลกลายเป็นพลัง ดังคำกล่าวโบราณว่า “สำลีซ่อนเข็ม“  ไม่ว่าทางกายภาพ เทคนิค หรือกลไกต่างๆ ล้วนวางอยู่บนพื้นฐานของหลักปรัชญาโบราณ  ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกที่จะต้องได้คำแนะนำของอาจารย์ที่ดี และมีการฝึกซ้อมแลกเปลี่ยนความรู้ฝีมือระหว่างผู้ฝึกด้วยกัน หากสิ่งที่สำคัญที่สุดยังเป็นการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องไม่ย่อท้อ  จริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรที่เหมือนกับการฝึกมวยไท่เก๊ก และผู้ฝึกไม่ว่าชาย หญิง เด็กหรือชรา ย่อมได้รับผลที่ดี หากผ่านการฝึกฝนเป็นเวลานานปี

หลายปีมานี้ มีผู้ฝึกมวยไท่เก๊กเพิ่มขึ้นมากมาย นี่ย่อมเป็นเครื่องชี้วัดที่ดีสำหรับความนิยมในวิทยายุทธ์  ผู้ฝึกมากมายฝึกฝนด้วยความตั้งใจและขยันหมั่นเพียร ซึ่งย่อมจะได้รับผลตอบแทนในระดับสูง   ยังสามารถกล่าวได้ว่ามีแนวคิดผิดๆ สองประการที่ต้องกำจัดออกไป  หนึ่งคือ ผู้เยาว์ที่เฉลียวฉลาดและมีทักษะฝีมือสูง มักจะเข้าใจว่าตนเองได้เรียนรู้พอเพียงแล้ว และหยุดการเรียนไปกลางคัน บุคคลประเภทนี้ย่อมไม่สามารถประสบผลสำเร็จในระดับสูง  สองคือ ผู้ฝึกบางคนกระตือรือร้นเกินไป คาดหวังที่จะสำเร็จอย่างรวดเร็ว หรือหวังผลแบบสำเร็จรูป ต้องการเรียนทุกอย่างในเวลาอันสั้น ตั้งแต่ท่ามวย ดาบ กระบบี่ ทวน และอื่นๆ พวกนี้รู้ทุกอย่างเพียงผิวเผิน แต่ไม่สามารถยึดกุมแก่นแท้ และในสายตาของผู้รู้แล้ว ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของพวกเหล่านี้ยังมีจุดบกพร่องอยู่มากมาย ซึ่งยากที่จะแก้ไข จริงๆ แล้วคือต้องแก้ไขทั้งหมดตั้งแต่ต้น บ่อยครั้งที่ อาจารย์แก้ไขให้ในตอนเช้า แต่เขาก็กลับไปเป็นอย่างเดิมในตอนเย็น ดังมีคำกล่าวในหมู่ผู้ฝึกวิทยายุทธ์ว่า “เรียนมวยง่าย แต่แก้ไขท่ามวยนั้นยาก“  หรือกล่าวได้ว่า “ยิ่งรีบกลับยิ่งช้า“  และยิ่งผู้ฝึกเหล่านี้ได้ส่งต่อความผิดพลาดต่างๆ นี้ต่อไปยังรุ่นต่อๆ ไปยิ่งเป็นอันตรายใหญ่หลวง

ในการฝึกมวยไท่เก๊ก ผู้ฝึกควรเริ่มฝึกจากชุดมวยสำหรับฝึก ผู้ฝึกควรจะฝึกฝนตามแนวทางที่อาจารย์ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด และใส่ใจกับทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหว ระหว่างนั้นเขาควรให้ความใส่ใจกับ “เน่ย” “ว่าย” “ซ่าง” และ “เซี่ย” 

“เน่ย” คือการใช้จิตไม่ใช้แรง “ว่าย” คือการผ่อนคลายอวัยวะแขนขา ไหล่ศอก เคลื่อนไหวจากเท้าสู่ขาสู่เอวและต่อเนื่องกัน “ซ่าง” คือยกศรีษะตั้งตรง “เซี่ย” และคือ การจมชี่สู่ตันเถียน

สำหรับผู้ฝึกใหม่ สิ่งที่ได้กล่าวมานี้คือจุดสำคัญที่สุดที่จะต้องระลึกไว้เสมอ ยึดกุมแก่นแท้ หมั่นฝึกฝนท่วงท่าให้ถูกต้องอยู่เสมอ ไม่แสวงหาหนทางลัดหรือวิธีการสำเร็จรูป คำแนะนำคือ พึงก้าวหน้าอย่างช้าๆ แต่มั่นคง ซึ่งการนี้ย่อมกินเวลาอันยาวนาน ในการฝึกฝนมวยไท่เก๊ก จำเป็นมากที่จะต้องรักษาข้อต่อในร่างกายให้ผ่อนคลาย เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติและลื่นไหลไม่หยุดยั้ง ไม่กลั้นลมหายใจ (ซึ่งจะทำให้หายใจหอบ) และไม่ใช้แรงกระด้างในการยกแขนขา เอวหรือร่างกาย หากพยายามเคลื่อนไหวอย่างนิ่มนวลและต่อเนื่อง จริงๆ แล้วสองประการนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปอยู่แล้วในหมู่ผู้ฝึกวิทยายุทธ์ หากผู้สอนหลายคนพบอุปสรรคในการนำมันไปใช้ในการฝึก

มีสิ่งที่ผู้ฝึกฝนพึงระลึกไว้ ดังนี้:

  1. ตั้งศรีษะให้ตรง ไม่ยื่นออกไปข้างหน้าหรือเอนไปข้างหลัง เช่นที่กล่าวกันว่า “เหมือนมีของวางอยู่บนศรีษะ และเราต้องระวังไม่ให้มันหล่นลงมา” หากไม่ใช่การตรึงศรีษะจนไม่เคลื่อนไหว สายตามองตรงไปเบื้องหน้า ติดตามการเคลื่อนไหวของอวัยวะแขนขาร่างกาย แม้สายตาจะเหมือนเพียงมองไปยังที่ว่าง แต่นับเป็นส่วนที่สำคัญมากสำหรับการเคลื่อนไหว ริมฝีปากกึ่งปิดกึ่งเปิด หายใจเข้kออกอย่างเป็นธรรมชาติ หากมีน้ำลายให้กลืนลงไป
  2. รักษาร่างกายและกระดูกสันหลังให้ตั้งตรง เชิงกรานเป็นอิสระ ขณะเคลื่อนไหว ผ่อนคลายช่วงอกเล็กน้อยซึ่งจะทำให้หลังยกขึ้น ผู้ฝึกใหม่ต้องระลึกสิ่งนี้ไว้เสมอ ไม่เช่นนั้นการเคลื่อนไหวจะแข็งและทื่อด้าน และไม่สามารถก้าวหน้าได้แม้จะผ่านการฝึกหลายปี
  3. ผ่อนคลายข้อต่อแขนทั้งสองข้าง ผ่อนคลายหัวไหล่ และปล่อยให้ศอกทั้งคู่โค้งเป็นธรรมชาติ ฝ่ามือยืดออกเล็กน้อย และนิ้วมือโค้งเล็กน้อย เคลื่อนแขนด้วยจิตสติ และปล่อยชี่ให้ไปถึงปลายนิ้ว ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ไว้ย่อมประสบความสำเร็จ
  4. ก้าวย่างให้นิ่มนวลเหมือนแมวเดิน เมื่อเท้าข้างหนึ่งวางบนพื้นได้อย่างมั่นคง อีกข้างต้องว่างเปล่า เมื่อถ่ายน้ำหนักไปยังขาซ้าย ขาซ้ายต้องวางมั่นคงบนพื้นขณะที่ขาขวาว่างเปล่า หรือในทางกลับกันกับขาอีกข้าง และเมื่อขาว่างเปล่า จึงพร้อมจะเคลื่อนไหว  หรือขาที่วางอย่างมั่นคง ไม่ได้หมายความว่าออกแรงลงไปบนขาข้างนั้น ซึ่งหากทำเช่นนั้น ร่างกายจะเอนไปด้านหน้า และทำให้เสียสมดุล
  5. ท่วงท่าการใช้ขา สามารถแบ่งเป็นเตะขึ้นและเตะลง เมื่อเตะขึ้น ให้ความสนใจกับปลายนิ้วเท้า เมื่อเตะลง ให้ความสนใจกับใจฝ่าเท้า ใช้จิตสติตามด้วยชี่ และชี่ตามด้วยกำลัง เมื่อกระทำได้ดังนี้ ผู้ฝึกจะสามารถผ่อนคลายข้อต่อและหลีกเลี่ยงความกระด้าง

ในการฝึกมวยไท่เก๊ก ผู้ฝึกควรฝึกฝนตามกรอบปฏิบัติข้างต้นให้เชี่ยวชาญ โดยเริ่มจากชุดมวยช้า (ชุดการฝึก) และ ชุดมวยยาว (ชุดการใช้) หลังจากนั้นจึงฝึกฝนการผลักมือด้วยมือข้างเดียว, การผลักมืออยู่กับที่, การผลักมือขณะเคลื่อนที่ จนถึงการฝึกต่อสู้แบบอิสระ และเมื่อผ่านช่วงเวลาหนึ่ง ผู้ฝึกจะสามารถฝึกฝนอาวุธเช่นกระบี่ ดาบ และทวนต่อไป

ผู้ฝึกฝนควรใช้เวลาฝึกฝนประจำวันในช่วงเช้า หรือก่อนเข้านอน และจะดีมากหากสามารถฝึกได้อีกเจ็ดหรือแปดรอบในระหว่างวัน หรือหากมีเวลาจำกัด อย่างน้อยที่สุดควรฝึกรอบหนึ่งตอนเช้า และอีกรอบในตอนค่ำ ไม่ควรทำการฝึกหลังอาหารหรือหลังการดื่ม สถานที่ที่เหมาะสมคือในสวนหรือสวนสาธารณะ ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์และบรรยากาศที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ควรฝึกในวันที่ลมแรงหรือในสถานที่สกปรก เนื่องจากขณะทำการฝึก ผู้ฝึกอาจหายใจเอาฝุ่นควันหรือสิ่งสกปรกเข้าไป แนะนำให้ใช้ชุดลำลองสบายๆ กับรองเท้าผ้าหรือพื้นยาง หากมีเหงื่อออก ไม่ควรถอดเสื้อหรือเช็ดเหงื่อด้วยผ้าเย็น ซึ่งจะทำให้เจ็บป่วยเป็นหวัดได้

Post a Comment

COPYRIGHT © 2007 www.fajing.net All RIGHTS RESERVED