จากประสบการณ์ของอาจารย์ต่งอิงเจี๋ย
September 20th, 2007 at 4:12 am (From Master, Taijiquan)
- มวยไท่เก๊ก เป็นวิทยายุทธ์สายมวยภายใน ความแข็งแรงถูกสร้างขึ้นในกระดูก พลังสะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ มันไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องมีหนังหนา หรือกล้ามเนื้อใหญ่โต หากแต่จะต้องมีกระดูกที่แข็งแรง และชี่ที่จมลึก ซึ่งทำให้ผู้ฝึกจะไม่ต้องทนทรมานกับการบิดกระดูก ยืดกล้ามเนื้อ หรือเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกกระโดดไปมา เพียงแต่ต้องเรียนรู้ที่จะเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ และค้นหาศักยภาพของพลังต้นกำเนิด และมวยไท่เก๊กเป็นการฝึกฝนที่จะพัฒนาพลังต้นกำเนิดชนิดนี้นั่นเอง
มีจุดสำคัญอยู่สามประการซึ่งต้องมีอยู่เสมอในการฝึกครั้งหนึ่ง ควรฝึกให้ได้สามรอบ รอบแรกยืดขยายเส้นเอ็น รอบที่สองปรับความถูกต้องของท่วงท่า รอบที่สามเพิ่มการใช้จิต หลังจากที่มีความชำนาญแล้ว ในการออกท่วงท่าจะมีจิตและท่าทางประกอบด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วคือ สติ, จิต และท่วงท่า หากท่วงท่าถูกต้อง จะต้องมีสติและจิตอยู่ที่นั่น ซึ่งทำให้ผู้ฝึกจะมีพัฒนาการที่ดีในการฝึก และรู้สึกแตกต่างในทุกๆ วันที่ฝึกฝน และผู้ฝึกควรตั้งใจสังเกตความรู้แตกต่างเหล่านี้ให้ดี- หากท่วงท่าไม่ถูกต้อง สติและจิตจะไม่อยู่ที่นั่นด้วย ผลนั้นย่อมไม่แตกต่างกับการเอาหม้อเปล่าตั้งไฟ แม้จะผ่านการฝึกฝนยาวนานหลายปีก็ไม่ก่อให้เกิดสัมฤทธิผลอันใดเลย มีคำกล่าวกันว่า “ฝึกมวยไท่เก๊กสิบปียังสู้ฝึกมวยภายนอกเพียงสามปีไม่ได้” ทั้งนี้เนื่องจาก ประการแรก การฝึกมวยไท่เก๊กต้องการความอุตสาหะอย่างยิ่ง ประการที่สอง ผู้ฝึกต้องมีสติปัญญาความเข้าใจที่ดี ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับสติปัญญา หากแต่การฝึกฝนอย่างหนักก็ยังพอสามารถส่งเสริมผู้ฝึกที่ด้อยสติได้ ดังนั้นผู้ฝึกควรเตือนตัวเองอยู่เสมอให้ฝึกฝนให้มากยิ่งๆ ขึ้น
- การหายใจ ให้หายใจเป็นธรรมชาติ อย่าฝืนบังคับลมหายใจให้ลึกยาว เมื่อผู้ฝึกได้ผ่านการฝึกฝนยาวนานหลายปี สิ่งนี้จะค่อยๆ เกิดขึ้นเอง ลมหายใจจะค่อยๆ ปรับตัวอย่างเป็นธรรมชาติ
- หลักมวยสิบสามท่าดั้งเดิม (เผิง ลู่ จี่ อั่น ไฉ่ เลียะ โจ่ว โค่ว เดินหน้า ถอยหลัง เหลียวซ้าย แลขวา ตั้งมั่นตรงกลาง) เป็นแนวกระบวนการฝึกฝน “ชี่” ที่ว่า “แนวกระบวนการ” หมายถึง ระหว่างการฝึก มันจะส่งผลต่อการโคจรของชี่และระบบโลหิต และหากผู้ฝึกฝนหมั่นเพียรฝึกฝนตาม “แนวกระบวนการ” เหล่านี้ ชี่และระบบโลหิตจะมีความสมดุล ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย หากแต่ผู้ฝึกไม่ควรเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “แนวกระบวนการ” และพยายามสรรหาวิธีมุ่งเป้าไปสู่ปลายทางแห่งความสมดุลโดยตรง หากผู้ฝึกได้ฝึกฝนโดยเป็นธรรมชาติและ ฝึกหนักเพียงพอ ย่อมจะไปถึงปลายทางได้เองเมื่อถึงเวลา
- การผ่อนคลายไหล่ และถ่วงศอก หมายถึง ไม่ใช้กำลังที่หัวไหล่ ไม่พยายามทำแขนให้หนัก แต่เคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบานิ่มนวล
- การแขวนยอดศรีษะ และเก็บก้น การแขวนยอดศรีษะนั้น ต้องตั้งศรีษะให้ตรงอย่างเป็นธรรมชาติ และเมื่อรู้จักเก็บก้นกบ ชี่ก็จะไหลเวียนขึ้นได้เอง ในการถอนกำลัง ต้องปล่อยให้ทรวงอกว่างเปล่า แต่ไม่กลั้นลมหายใจหรือโก่งหลัง
- ทุกๆ ครั้งที่ทำการฝึกฝนท่ารำ มีอย่างน้อยสามสิ่งที่ผู้ฝึกต้องกระทำ หนึ่งคือ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ สองคือปรับท่วงท่าให้ถูกต้อง และสามคือใส่ใจเรื่องการวางจิตและสติ เมื่อผู้ฝึกมีความเชี่ยวชาญในท่วงท่าการเคลื่อนไหว ขณะร่ายรำมวยรูปลักษณ์ของจิตสติต้องปรากฏชัดเจน เมื่อทำได้ดังนี้ ผลการฝึกจะยิ่งก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
- การฟังและเข้าใจแรง การจะฝึกฝนในเรื่องนี้ ผู้ฝึกจะต้องได้รับการฝึกฝนการผลักมือ ซึ่งผู้ฝึกจะมีโอกาสได้ฝึกฝนการเกาะ ยึด สัมผัส และตาม หากผู้ฝึกไม่มีคู่ฝึก ผู้ฝึกอาจจะสามารถฝึกฝนเพียงลำพัง และใช้แขนทั้งคู่ช่วยในการฟังแรง โดยจินตนาการว่ามีปรปักษ์กำลังเข้ามากระทำ และหนทางที่เราใช้ในการควบคุมอีกฝ่าย หากผู้ฝึกมีความอุตสาหะพากเพียรในระยะเวลาเพียงพอ ก็ย่อมประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
- ขณะฝึกผลักมือ สิ่งสำคัญคือการฝึกฝนการฟังแรง ไม่ใช่การพยายามล้มอีกฝ่าย พยายามป้องกันไม่ให้ปรปักษ์ค้นพบศูนย์กลางของเรา และพยายามเข้าควบคุมศูนย์กลางของอีกฝ่าย
- ผู้ฝึกยังสามารถฝึกฝนมวยไท่เก๊กขณะเดิน ยืน นั่ง หรือนอน โดยการใช้จิตโคจรชี่ และสังเกตความรู้สึก ตัวอย่างเช่น รับรู้ความแตกต่างขณะยกถ้วยชาโดยใช้และไม่ใช้กำลัง สังเกตความรู้สึกขณะก้าวเท้าแบบหนักและแบบเบา หรือเมื่อยืนนิ่งๆ สังเกตความแตกต่างของความรู้สึกระหว่างการเหยียดขาตรงกับการงอขา หรือการวางน้ำหนักบนพื้นอยู่บนขาเดียวหรือสองขา
- ในช่วงแรกๆ ของการฝึกฝน ผู้ฝึกอาจรู้สึกปวดกล้ามเนื้อ ไม่ต้องกังวลมากไป เมื่อเวลาผ่านไปจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
- ก้าวพื้นฐานในการฝึกผลักมือ คือการรู้จักพลัง ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่น พลังเกาะ พลังตาม พลังภายใน พลังแขวน พลังเสียดสี พลังนิ่มนวล พลังตรึง พลังยึด พลังสัมผัส และพลังผลัก และยังมีหลายประเภท เช่น พลังแทรกซึมเข้ากระดูก พลังเขย่า พลังกระเทือน พลังสั้น พลังหุน พลังยิงศร และพลังเสมอ พลังเหล่านี้สามารถเรียนรู้จากความรู้สึกระหว่างการฝึกฝน ยากที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แต่จะง่ายกว่าถ้าฝึกเป็นคู่ เพราะคู่ฝึกนั้นเป็นคนมีชีวิต นอกจากนี้ผู้ฝึกยังสามารถปรับความรู้สึกเมื่อออกพลัง และแน่นอนว่าพลังทุกรูปแบบสามารถเรียนรู้และค้นพบได้จากการฝึกฝนท่ามวย ซึ่งหากไม่มีคู่ฝึก ก็ยังสามารถฝึกได้จากอากาศ
- หลักมวยไท่เก๊ก รากอยู่ที่เท้า ออกพลังผ่านขา ควบคุมโดยเอว และแสดงออกโดยนิ้ว นี่คือหลักการออกพลัง ไม่ปล่อยให้เข่ายื่นเลยปลายเท้า ไม่ยื่นแขนล้ำแนวจมูกและไม่สูงเกินคิ้ว และไม่กดต่ำกว่ากลางอก นี่เป็นหลักที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งหากไม่กระทำตามนี้ พลังที่ออกไปจะไม่สมบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงนั้นควบคุมโดยเอว ตัวอย่างเช่น หากเราผลักอีกฝ่ายไปข้างๆ ทางซ้ายด้วยมือขวา แล้วปล่อยให้มือขวาล้ำแนวจมูก (ไปทางซ้าย -ผู้แปล) มันก็จะไม่มีพลัง แต่หากเราถอนอกซ้ายให้ถอยไปสักเล็กน้อย และหมุนเอวไปทางซ้ายสักเล็กน้อย ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่มีพลังอีกครั้ง (ซึ่งเมื่อร่างกายหมุนไปทางซ้าย มือขวาก็จะกลายเป็นไม่ล้ำแนวจมูก เนื่องจากแนวเดินเคลื่อนไปทางซ้ายแล้ว -ผู้แปล) ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นที่อก และควบคุมโดยเอว และในที่สุดแสดงออกที่มือ (มือขวา -ผู้แปล) หากทั่วร่างกายผ่อนคลายและไวสัมผัส พลังย่อมแสดงออกมาทางนิ้วมือ
- มนุษย์ก็คือสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ตัวอย่างเช่น หากเราชกใครสักคนหนึ่ง แน่นอนว่าอีกฝ่ายจะต้องใช้มือป้องกันหรือเคลื่อนหลบเพื่อไม่ให้ถูกชก นี่คือปฏิกริยาตามธรรมชาติทั่วๆ ไป แต่ในวัตถุสิ่งของนั้นแตกต่าง ตัวอย่างเช่น กระสอบทรายที่แขวนอยู่ เมื่อเราชกไป มันก็ย่อมแกว่งไปในทิศทางที่แน่นอน เมื่อเราชกซ้ายมันก็ต้องแกว่งไปทางขวา เป็นปฏิกริยาปกติของวัตถุ แต่มนุษย์นั้นแตกต่าง เราสามารถมีปฏิกริยาตอบโต้การชกได้หลากหลาย มีสามคำสำหรับนักสู้คือ มั่นคง แม่นยำ และเด็ดขาด หากไม่มีสามคำนี้ ย่อมไม่สามารถปล่อยพลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากยึดสามคำนี้ พลังที่ออกไปย่อมทรงพลังร้ายกาจ ดังนั้น จะบรรลุหลักมั่นคง แม่นยำ เด็ดขาดได้อย่างไร ประการแรก เราจะต้องมีสติสัมปชัญญะ จะมีสติสัมปชัญญะได้อย่างไร นั่นคือการไม่เคลื่อนเมื่อคู่ต่อสู้ไม่เคลื่อนไหว หากอีกฝ่ายเคลื่อน เราตามและไปถึงที่นั่นก่อน นั่นคือเราต้องลงมือและจบในชั่วพริบตา จึงจะไร้ผู้ต่อต้าน
- ก่อนฝึกมวยไท่เก๊ก กำลังที่ใช้จะยังเป็นแรงทื่อด้าน หลังฝึกมวยไท่เก๊ก ทั่วทั้งร่างผ่อนคลาย ชี่และโลหิตโคจรปรุโปร่ง แต่ผู้ฝึกยังจะต้องกำจัดความประหม่าตึงเครียด และยังคงต้องรักษาแรงทื่อด้านไว้ เพราะเมื่อผู้ฝึกผ่อนคลายได้ดี แรงทื่อด้านจะเปลี่ยนเป็นพลังที่แท้จริง ตัวอย่างของแรงทื่อด้านคือสิ่งที่เราเรียกว่าพลังไหล่ แรงยังใช้ออกจากหัวไหล่ ซึ่งไม่ได้ควบคุมด้วยเอวแสดงออกด้วยนิ้ว ดังนั้นจึงยังเป็นแรงทื่อด้านอยู่ แต่วิธีการยังอยู่ที่การผ่อนคลาย ถ้าเรารู้วิธีการ แม้ทุนเพียงเล็กน้อยก็ยังสำเร็จการใหญ่ได้ แต่หากไม่เข้าใจวิธีการ แม้มีทุนมากมายก็ยังล้มเหลว นั่นคือเหตุที่ว่าหากเราเข้าใจหลักมวยไท่เก๊กแล้ว ก็สามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ได้กับกีฬาทุกประเภท

