รำมวยต้องให้มีความต่อเนื่อง

ในการฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กนั้น มีหลักพื้นฐานบางประการที่ต้องคำนึงถึงตั้งแต่บทเรียนแรกๆ เลยคือ เบา กลม ช้า และต่อเนื่อง

ในที่นี้จะมาว่ากันเรื่องความต่อเนื่อง

สำหรับผู้ฝึกมวยไท่เก๊กใหม่ๆ คำว่าต่อเนื่องนี้ย่อมหมายถึงการรำมวยทั้งชุดให้ลื่นไหลต่อเนื่องกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่รำสะดุดๆ หยุดเป็นท่าๆ ไม่ใช่เดี๋ยวหยุดเดี๋ยวเริ่มใหม่ ในท่ามวยแต่ละท่านั้นถูกออกแบบร้อยเรียงกันให้มีความต่อเนื่องกันอยู่แล้ว โดยไม่ต้องหยุดเพื่อเปลี่ยนท่าหรือหาลีลาพิสดารมาเชื่อมระหว่างท่าเข้าด้วยกัน รำไปตามปกติ ท่าต่อท่า มันก็ต่อเนื่องกันเอง ขณะต่อเนื่องนั้นก็ต้องร่ายรำให้ช้าให้ละเอียด ซึ่งตรงนี้สำหรับคนฝึกใหม่ๆ หากช้าเกินไปจะกลายเป็นการเคลื่อนไหวแบบกระตุก ควรให้ช้าแบบเป็นธรรมชาติ คือร่างกายขยับเคลื่อนที่ได้โดยไม่สะดุด และไม่ร้อนรนหรือเร็วเกินไป บางครั้งหากรู้สึกว่ารำช้าๆ ไม่ค่อยได้อาจเป็นเพราะเก็บรายละเอียดของท่วงท่าไม่ครบ ทำให้จบท่าเร็วเกินไป หรือระหว่างท่ากลายเป็นกระโดดไม่ต่อเนื่องกัน

เมื่อฝึกฝนได้ระยะหนึ่ง อาจารย์จะสอนเรื่องความต่อเนื่องของจิต นั่นคือขณะที่รำมวย จิตต้องรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เพียงรับรู้ ไม่ใช่เอาจิตไปจับหรือไปสังกัดอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่ใช่การหดจิตให้แคบลง แต่ต้องขยายการรับรู้ให้กว้างออก

เราสามารถฝึกฝนเรื่องความต่อเนื่องของจิตได้จากการฝึกท่าเดี่ยวที่ไม่ซับซ้อนมาก เช่นชุดฝึกชี่กงยกแขนขึ้นยกแขนลง หรือท่ามวยเช่นหวินโส่ว หรือชุดเผิง-ลู่ในท่าหลันเชี่ยะเว่ย ฝึกฝนด้วยท่วงท่าที่ง่ายๆ และเราชำนาญมากที่สุด เพื่อจะไม่ต้องพะวงกับท่วงท่า จากนั้นก็ขยับรำท่าเดิมไปซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ต่อไปก็เอาจิตไปรับรู้ถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ ให้รู้ตัวอยู่ตลอดว่ากำลังทำอะไร ด้วยท่วงท่าที่ไม่ซับซ้อน เราจะสามารถรู้ตัวได้ทันทีเมื่อจิตเกิดขาดช่วง หรือเกิดเหม่อลอย หรือแม้แต่กระด้าง เพ่งเอามากเกินไป แรกเริ่มอาจทดลองฝึกด้วยความเร็วสูงกว่าปกติบ้าง แต่อย่าให้กลายเป็นเร็วเกินไปจนจิตจับไม่ทัน แต่ให้เร็วกว่าปกติสักเล็กน้อย เพื่อจะได้มีชีวิตชีวา แล้วค่อยๆ ลดความเร็วลงให้กลายเป็นช้าเท่ากับที่ฝึกอยู่ตามปกติ หรืออาจลดลงให้ช้ากว่าปกติ โดยที่ต้องรักษาความมีชีวิตชีวาที่เคยเป็นตอนฝึกเร็วไว้ ไม่ให้กลายเป็นเนือยหน่วงเหมือนคนนอนหลับ หรือรำไปตามความเคยชินโดยที่จิตไม่ได้รู้เรื่องด้วย หรือคิดเรื่องอื่นวุ่นวายฟุ้งซ่านไปเสีย

ดังนั้นการฝึกฝนแบบนี้จะไร้ผลโดยสิ้นเชิง หากว่าผู้ฝึก ฝึกไปแล้วดูโทรทัศน์ไปด้วย หรือพยายามฟังเพลงไปด้วย หรือคิดเรื่องอาหารเย็นไปด้วย บางคนอาจจะชินกับการเปิดดนตรีประกอบระหว่างการฝึก แต่เมื่อฝึกฝนเรื่องจิต แม้มีเสียงดนตรี จิตต้องไม่จดจ่ออยู่กับเสียงดนตรี หรือพูดได้ว่าไม่ฟังเสียงดนตรี เสียงเพียงแต่เข้าหูแล้วก็ผ่านไป รับรู้ว่ามีเสียงผ่านเข้ามา แต่ความรับรู้ที่แท้อยู่ที่ว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่  และแม้ที่ว่ารู้ตัวก็ไม่ใช่การจับจ้องอยู่แต่กับท่วงท่าจนตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน กลายเป็นตกภวังค์ไป หากแต่เป็นสภาวะปกติเป็นธรรมชาติ ตามองเห็น หูได้ยินตามปกติ ใครอะไรเดินผ่านมาก็รับรู้ ใครเรียกก็ได้ยิน ใครมาแตะสัมผัสตัวก็รับรู้ทุกอย่าง หากแต่ขณะนั้นเรากำลังรำมวยอยู่ ก็ต้องรู้เหมือนกันว่ากำลังรำมวยอยู่ และเนื่องจากเรากำลังรำมวยอยู่อย่างต่อเนื่องก็ต้องรับรู้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน อาจเรียกอีกอย่างว่าการฝึกฝนอยู่กับปัจจุบันขณะ ก็ว่าได้

Post a Comment

COPYRIGHT © 2007 www.fajing.net All RIGHTS RESERVED