วิชาลับ
December 8th, 2007 at 11:49 pm (Misc, Taijiquan)
ผู้ที่เข้ามาฝึกวิชามวยไท่เก๊ก หรือวิชามวยจีนแขนงใดก็ตาม หากไม่เคยรับรู้อะไรมาก่อนเลยก็แล้วกันไป ซึ่งคงหาได้ยากนัก เพราะคนที่อยู่ๆ จะมาฝึกหรือมาเรียน ย่อมจะมีภาพความคาดหวังบางอย่างอยู่ทั้งสิ้น เช่นอาจจะเคยอ่านเจอในหนังสือ อาจจะเคยได้ยินมาจากคนอื่น หรือแม้แต่อิทธิพลของภาพยนต์หรือนวนิยายก็มีส่วนที่ก่อให้เกิด “ภาพ” บางประการในมโนสำนึกของผู้ฝึก ก่อนที่จะได้เริ่มฝึกฝนกันจริงๆ
เมื่อได้พบอาจารย์ ก็มักจะมีคำถามประเภทที่ว่า มีการฝึกกำลังภายในไหม มีการฝึกลมหายใจ-ลมปราณไหม มีชี่กงไหม มีนู่นไหมมีนี่ไหม คำตอบของอาจารย์แต่ละท่านก็คงจะแตกต่างกันไป บางท่านก็อาจจะพยายามอธิบาย หรือบางท่านก็อาจจะตัดรำคาญเสียด้วยการบอกว่า “ไม่มี..อยากฝึกก็ฝึก ไม่อยากฝึกก็ไปที่อื่น”
หรือหากถามผม ผมก็คงตอบว่า “มี” แต่บางทีคนเรียน เรียนไปเป็นปีแล้วก็ยังกลับมาถามอีกว่า แล้วเมื่อไหร่จะได้ฝึกหายใจ เมื่อไหร่จะได้ฝึกลมปราณ ฯลฯ ซ้ำๆ ซากๆ ทั้งๆ ที่ เขาได้เริ่มฝึกในสิ่งที่เขาถามตั้งแต่วันแรกที่เรียนนั่นแหละ
ทั้งนี้เพราะระบบการฝึกของแต่ละสำนักนั้นมีความแตกต่างกัน บางสำนักอาจจะมีการฝึกเฉพาะทาง ตอนนี้ให้ฝึกชี่กง ตอนนั้นให้ฝึกหายใจ ตอนโน้นให้โคจรลมปราณ แต่บางสำนักอาจฝึกในแนวทางธรรมชาติหรืออาจเรียกว่าแนวทางบูรณาการ คือไม่ได้แบ่งแยกการฝึกฝนออกเป็นส่วนๆ หากแต่ใช้ระบบการฝึกฝนชุดหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้ฝึกให้เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ใช้กระบวนการฝึกฝนที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน ชักนำให้เกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องกำลังกาย การหายใจ ชี่กง การวางจิต สติ สมาธิ จนไปถึงปรัชญาการดำเนินชีวิต บางสำนักสอนสิ่งเหล่านี้ด้วย “วาจา” บางแห่งสอนด้วย “คัมภีร์” แต่บางแห่งสอนโดยการเปลี่ยนผู้ฝึกให้กลายเป็นสิ่งนั้นเอง ดังจะเห็นได้ว่าแม้ผู้ฝึกฝนมาแล้วสิบปียี่สิบปี ก็ยังสามารถฝึกฝนร่วมกับผู้ฝึกใหม่ๆ ได้ ด้วยการฝึกที่ดูจะเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะศิษย์พี่ศิษย์น้อง ถึงเวลาก็มายืนเหมือนๆ กัน รำมวยเหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่แตกต่างคือร่างกายที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากผลของการฝึกนั้นย่อมแตกต่างกัน ตามระยะเวลาหรือความขยันหมั่นเพียรของผู้ฝึก และมันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบปุบปับข้ามวันข้ามคืน หากแต่เป็นสิ่งที่ค่อยๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ สะสม ค่อยๆ พอกพูน ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า “กังฟู” ในภาษาจีน
การยืนที่เราคิดว่าก็สักแต่ยืน หรือการรำมวยที่เหมือนจะสักแต่รำนั้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทั้งในร่างกายและจิตใจ ทั้งภายนอกและภายใน แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยอาจารย์ที่มีความรู้ความชำนาญจริงๆ เป็นผู้ดูแลเพื่อนำทางผู้ฝึกไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง
วิชาลับประจำสำนัก เคล็ดสุดยอดวิชา ทั้งหมดล้วนอยู่ในบทเรียนที่เราได้ฝึกฝนกันประจำวันนั่นเอง การที่อาจารย์ได้ปรับตำแหน่งของมือไปนิดหนึ่ง ของนิ้วไปนิดหนึ่ง หรือชี้ทิศที่สายตาควรจะมอง หรือการแตะปรับตำแหน่งให้ที่เอว หรือหลัง ล้วนมีผลกระทบกระเทือนต่อพัฒนาการทั้งภายนอกและภายในของผู้ฝึกทั้งสิ้น และนั่นนำไปสู่การ “เป็น” วิชา ไม่ใช่ “ได้ยิน” วิชา
เมื่อผู้ฝึกได้ “เป็น” ตัววิชาไปสู่ระดับหนึ่ง อาจารย์ก็อาจจะมาสรุปถ่ายทอดในเชิงภาษาให้กับผู้ฝึกคนนั้นๆ เป็นการส่วนตัว หรือเฉพาะกลุ่มย่อยๆ อีกทีหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ “เป็น” ก็ย่อมสามารถเข้าใจความหมายที่แท้ของ “ภาษา” นั้นได้ในทันที เนื่องจาก “เป็น” อยู่กับตัวแล้ว แตกต่างกับผู้ที่ “ไม่เป็น” ซึ่งหากได้ฟังก็ทำได้แค่ตีความไปวุ่นวาย หรือพยายามสรรหาวิธีหรือกระบวนการฝึกเพื่อให้ไปถึงตรงนั้นแบบนั้น จนแม้แต่ไปฝึกแบบผิดๆ ซึ่งอาจเกิดผลบางอย่างที่ดูด้วยสายตาของตนแล้ว “คลับคล้าย” กับเคล็ดความที่เป็น “ภาษา” หรือแลคลับคล้ายกับที่อาจารย์แสดงให้ดู ก็เข้าใจเอาเองว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ตนเองได้บรรลุถึงเคล็ดนั้นๆ แล้ว แม้ว่าจริงๆ เราไม่อาจกล่าวได้ว่า คนทุกคนได้ยินเรื่องนี้แล้วจะตีความผิดไปหมด แต่หากนึกถึงโอกาสหนึ่งในหมื่นที่จะมีอัจฉริยะสักคน แปลว่าคนอีกเก้าพันกว่าคนที่ได้ยินเคล็ดนี้พร้อมๆ กัน ก็มีโอกาสที่จะตีความผิดพลาด ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้วิชาที่จะตกทอดต่อไปผิดเพี้ยนไป หรืออย่างร้ายกว่านั้นก็คือเป็นโทษต่อตัวผู้ฝึกเอง โดยเฉพาะผู้ฝึกส่วนมากมักจะเข้าข้างตัวเองว่าตนเองมีโอกาสเป็นอัจฉริยะหนึ่งในหมื่นหนึ่งในล้านคนนั้น
ทั้งนี้อาจารย์ผู้สอน ผู้ได้รับการถ่ายทอดวิชามาอย่างถูกต้องก็ย่อมไม่ต้องการส่งผ่านวิชาที่ผิดเพี้ยนหรือเป็นโทษเป็นอันตรายไปสู่คนรุ่นหลัง ทั้งยังมีภาระในความเป็นอาจารย์ที่จะต้องตกทอดวิชาที่สมบูรณ์ที่สุดไปสู่รุ่นต่อไป ก็เลยเป็นที่มาของวิชาลับ เคล็ดลับประจำสำนัก ซึ่งจะถ่ายทอดเป็น “ภาษา” ก็ต่อเมื่อ ศิษย์คนนั้นๆ บรรลุ ถึงขอบเขตของตัว “ภาษา” นั้นๆ แล้วเท่านั้น
สำหรับผู้ฝึกที่พยายามแสวงหาวิชาลับ เคล็ดลับทั้งหลายนั้น มันไม่มีอะไรมากไปกว่าบทเรียนเรียนที่เรากำลังฝึกกำลังเรียนอยู่ในขณะนั้นๆ หากเพียงลืมตาดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็จะได้พบ ไม่ใช่กลายเป็นสละใกล้แสวงไกล หรือใกล้เกลือกินด่าง เพียรฝึกฝนสิ่งที่อยู่ตรงหน้าซึ่งอาจารย์กำลังถ่ายทอดให้ในขณะนั้นตอนนั้น เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดแล้ว
มีเรื่องเล่าถึงวาระสุดท้ายของท่านซุนลู่ถัง ปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลซุน ท่านได้ถ่ายทอดถ้อยคำที่เป็นความลับสุดยอดของสำนักให้แก่ศิษย์ผู้หนึ่งก่อนที่จะเสียชีวิตไป เป็นคำสั้นๆ คำเดียว คือ “ฝึก”


oozing said,
April 23, 2008 at 8:00 pm
เห็นด้วย
twon said,
May 18, 2008 at 2:59 am
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ