<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Fajing DotNet &#187; วิทยายุทธ์</title>
	<atom:link href="http://www.fajing.net/thai/category/taijiquan/taijiquan-fighting/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.fajing.net/thai</link>
	<description>The Journey of My Life</description>
	<lastBuildDate>Sun, 08 May 2011 15:23:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>มวยภายนอกหรือมวยภายใน</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/internal-external-boxing/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/internal-external-boxing/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Aug 2007 21:42:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยายุทธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=47</guid>
		<description><![CDATA[ในตำราหลายๆ เล่ม หรือแม้แต่อาจารย์หลายๆ ท่านจะแบ่งมวยจีนออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ มวยภายนอก (ว่ายเจียเฉวียน) และมวยภายใน (เน่ยเจียเฉวียน) ที่เรียกว่ามวยภายนอกนั้นมักจะอ้างอิงถึงมวยที่ถือกำเนิดจากวัดเส้าหลินเป็นหลัก ซึ่งมักมีลักษณะแข็งแกร่ง ดุดัน ในขณะที่มวยภายในจะเน้นที่ความสงบนิ่ง นุ่มนวล ไม่ใช้กำลัง ซึ่งมักอ้างอิงไปถึงวิทยายุทธ์ของสำนักบู๊ตึ๊ง (อู่ตัง) ซึ่งยึดแนวทางเต๋า เป็นหลัก เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีคำกล่าวแต่โบราณว่า &#8220;ใต้แผ่นฟ้า มวยจีนแบ่งกันใช้&#8221; น่าเสียดายที่ผมจำประโยคภาษาจีนมาไม่ได้ ท่านว่า อันว่ามวยจีนนี้ ไม่ว่าจะที่ใดสำนักใดย่อมใช้หลักการเดียวกัน พื้นฐานเดียวกัน คนฝึกมวยจีนด้วยกันมองท่ามวยของแต่ละฝ่ายก็รู้ว่าเป็นมวยจีน ไม่สามารถเข้าใจไปว่าเป็นมวยไทย มวยญี่ปุ่น มวยเกาหลี หรือมวยชาติอื่นๆ ได้ หากการแบ่งแยกเป็นมวยภายนอกหรือมวยภายในนั้นเป็นเพียงการแบ่งตามลักษณะการฝึกฝน แต่เป้าหมายนั้นคือสิ่งเดียวกัน มวยจีนนั้นแต่โบราณพูดกันว่าฝึกเพื่อบำรุงสุขภาพ และใช้ป้องกันตัว ผู้ฝึกมวยจะแสวงหาความเป็นเลิศในเชิงมวยของตน เป็นสิ่งเฉพาะตัว และเป็นศิลปะ ที่เรียกว่ามวยภายนอก (ว่ายเจียเฉวียน) นั้น เมื่อมองที่ลักษณะของมวยแล้วมักจะมีการเคลื่อนไหวทีรวดเร็ว มีเคลื่อน มีหยุด ใช้พละกำลังหรือความคล่องแคล่วว่องไวประกอบกับเทคนิคท่วงท่าในการเข้ากระทำกับคู่ต่อสู้ ดังนั้นจึงมักจะมีทิศทางการเข้าตีเป็นเส้นตรงเพื่อให้สามารถส่งพลังเข้าไปได้สูงสุดในระยะทางสั้นที่สุด เน้นหนักในการรุกหรือเข้าตี ขณะเข้าตีจิตใจะอยู่กับเป้าหมายหรือฝ่ายตรงข้าม จนมักจะเห็นความมุ่งมั่นออกมาได้อย่างชัดเจนจากสีหน้าท่าทาง และเนื่องจากการร่ายรำมวยหรือการออกหมัดเข้าตีจะใช้แรงใช้กำลังมาก จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ฝึกในขณะรำมวยหรือขณะประมือกับผู้คน หัวใจจะเต้นแร็วขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Finternal-external-boxing%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="มวยภายนอกหรือมวยภายใน" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/internal-external-boxing/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>ในตำราหลายๆ เล่ม หรือแม้แต่อาจารย์หลายๆ ท่าน</strong>จะแบ่งมวยจีนออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ <strong>มวยภายนอก</strong> (ว่ายเจียเฉวียน) และ<strong>มวยภายใน</strong> (เน่ยเจียเฉวียน) ที่เรียกว่ามวยภายนอกนั้นมักจะอ้างอิงถึงมวยที่ถือกำเนิดจากวัดเส้าหลินเป็นหลัก ซึ่งมักมีลักษณะแข็งแกร่ง ดุดัน ในขณะที่มวยภายในจะเน้นที่ความสงบนิ่ง นุ่มนวล ไม่ใช้กำลัง ซึ่งมักอ้างอิงไปถึงวิทยายุทธ์ของสำนักบู๊ตึ๊ง (อู่ตัง) ซึ่งยึดแนวทางเต๋า เป็นหลัก</p>
<p>เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีคำกล่าวแต่โบราณว่า <strong>&#8220;ใต้แผ่นฟ้า มวยจีนแบ่งกันใช้&#8221;</strong><span id="more-46"></span> น่าเสียดายที่ผมจำประโยคภาษาจีนมาไม่ได้ ท่านว่า อันว่ามวยจีนนี้ ไม่ว่าจะที่ใดสำนักใดย่อมใช้หลักการเดียวกัน พื้นฐานเดียวกัน คนฝึกมวยจีนด้วยกันมองท่ามวยของแต่ละฝ่ายก็รู้ว่าเป็นมวยจีน ไม่สามารถเข้าใจไปว่าเป็นมวยไทย มวยญี่ปุ่น มวยเกาหลี หรือมวยชาติอื่นๆ ได้ หากการแบ่งแยกเป็นมวยภายนอกหรือมวยภายในนั้นเป็นเพียงการแบ่งตามลักษณะการฝึกฝน แต่เป้าหมายนั้นคือสิ่งเดียวกัน มวยจีนนั้นแต่โบราณพูดกันว่าฝึกเพื่อบำรุงสุขภาพ และใช้ป้องกันตัว ผู้ฝึกมวยจะแสวงหาความเป็นเลิศในเชิงมวยของตน เป็นสิ่งเฉพาะตัว และเป็นศิลปะ</p>
<p>ที่เรียกว่า<strong>มวยภายนอก</strong> (ว่ายเจียเฉวียน) นั้น เมื่อมองที่ลักษณะของมวยแล้วมักจะมีการเคลื่อนไหวทีรวดเร็ว มีเคลื่อน มีหยุด ใช้พละกำลังหรือความคล่องแคล่วว่องไวประกอบกับเทคนิคท่วงท่าในการเข้ากระทำกับคู่ต่อสู้ ดังนั้นจึงมักจะมีทิศทางการเข้าตีเป็นเส้นตรงเพื่อให้สามารถส่งพลังเข้าไปได้สูงสุดในระยะทางสั้นที่สุด เน้นหนักในการรุกหรือเข้าตี ขณะเข้าตีจิตใจะอยู่กับเป้าหมายหรือฝ่ายตรงข้าม จนมักจะเห็นความมุ่งมั่นออกมาได้อย่างชัดเจนจากสีหน้าท่าทาง และเนื่องจากการร่ายรำมวยหรือการออกหมัดเข้าตีจะใช้แรงใช้กำลังมาก จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ฝึกในขณะรำมวยหรือขณะประมือกับผู้คน หัวใจจะเต้นแร็วขึ้น ลมหายใจจะกระชั้นขึ้น อาจมีการหอบหายใจ เช่นเดียวกับการฝึกแบบแอโรบิค การฝึกฝนจึงต้องฝึกความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อร่างกาย ฝึกความอดทนและความแข็งแรงในระดับสูงมาก เช่นการฝึกวิ่งระยะไกล ฝึกยกน้ำหนัก ฝึกยืนย่อขาต่ำมากๆ ทั้งยังต้องมีการฝึกเปลี่ยนจังหวะหายใจเพื่อลดอาการเหนื่อยหอบ ซึ่งนักกรีฑาระยะไกลทุกท่านย่อมต้องเคยฝึกฝนมาบ้าง</p>
<p>มวยภายนอกมีข้อดีตรงที่สามารถฝึกได้เร็ว นำไปใช้จริงได้เร็ว บางท่านฝึกเพียงระยะสั้นๆ ไม่กี่เดือนก็สามารถนำไปใช้ต่อสู้จริงอย่างได้ผล หรือหากฝึกอย่างเข้มงวดเพียงไม่กี่ปีก็สามารถเป็นผู้มีฝีมือสูงได้แล้ว ลักษณะมวยภายนอกอาจจะกล่าวได้ว่าคล้ายกับการกีฬาของทางชาติตะวันตก ซึ่งจะเห็นได้ว่านักกีฬาที่มีฝีมือสูงๆ หรือระดับแชมเปียน ส่วนมากมักจะเป็นผู้ที่มีอายุน้อยๆ จนถึงวัยฉกรรจ์เท่านั้น แต่พออายุเกิน 30 ปีเศษๆ ไปแล้ว ก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แม้จะเรียกว่ามวยภายนอก แต่จากลักษณะเฉพาะของมวยจีน ย่อมต้องมีการฝึกฝนภายในรวมอยู่ด้วย มีคำกล่าวที่ว่า <strong>&#8220;ฝึกมวยไม่ฝึกพลัง เมื่อแก่เฒ่ามีแต่ความว่างเปล่า&#8221;</strong> แม้เป็นมวยภายนอกก็ย่อมมีรูปแบบวิธีการฝึกสำหรับผู้ที่อายุเกิน 30 ปีไปแล้ว จนถึงอายุ 60-70 ปีก็ยังจะต้องฝึกฝนได้อยู่ หากแต่ว่ายุคที่ดีที่สุดนั้นได้ผ่านไปแล้วไม่สามารถออกท่าทางได้เหมือนเมื่อตอนยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ที่เคยกระโดดโลดเต้น ตีลังกาออกท่าทางอย่างหนักหน่วงย่อมทำไม่ได้อีกต่อไปด้วยว่าฝืนกับสภาพชราเสียแล้ว หรือถึงทำได้ก็คงไม่เหมาะสมและเสี่ยงกับอาการบาดเจ็บจากความเสื่อมของกล้ามเนื้อเส้นเอ็น และข้อกระดูกต่างๆ และหากบาดเจ็บยังจะฟื้นตัวได้ยากกว่าในวัยหนุ่มสาวหรืออาจไม่สามารถฟื้นฟูได้อีกเลย</p>
<p>การฝึกฝนภายในสำหรับมวยภายนอกนั้น ยังต้องฝึกตั้งแต่อายุยังน้อย ยากที่มาเริ่มฝึกเอาเมื่ออายุมากแล้วแล้วจะประสบผลสำเร็จ อีกทั้งกระบวนการฝึกภายในนั้นจะค่อนข้างน่าเบื่อ เชื่องช้า และแทบไม่เห็นผลเอาเลยในระยะเวลาสั้นๆ จึงมักจะขัดกับความรู้สึกของผู้ฝึกมวยภายนอกที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วเหลือเกิน ผู้ฝึกมวยภายนอกหลายๆ ท่านจึงมักจะไม่สามารถฝึกฝนวิชาฝ่ายภายในของมวยภายนอกได้สำเร็จ และพบกับความว่างเปล่าในวัยชรา บางท่านถึงกับออกมาปรามาสว่ากำลังภายในนั้นไม่มีอยู่จริง หรือสิ่งที่เรียกว่าพลังภายในเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้หากคิดดูให้ดีแล้วก็คงจะไม่กล่าวเช่นนี้ออกมาได้ ด้วยว่าในวิทยายุทธ์จีนนั้น ไม่ว่าจะเป็นค่ายไหน สำนักใดก็ล้วนกล่าวถึงกำลังภายในไว้มากมายเหลือเกิน ท่านอาจารย์รุ่นก่อนหรือปราชญ์โบราณเหล่านั้นคงไม่ได้รวมหัวกันมาหลอกลวงคนรุ่นหลังกระมัง</p>
<p>มวยที่สังกัดมวยภายนอกมีเยอะแยะครับ แต่เด่นๆ ที่เรารู้จักกันมักจะเป็นมวยที่มีต้นกำเนิดจากวัดเส้าหลิน ซึ่งมีบางสายที่ถ่ายทอดไปจนถึงประเทศญี่ปุ่น กลายเป็นต้นกำเนิดของวิชาคาราเต้ไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/internal-external-boxing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนมวยไท่เก๊กใช้ป้องกันตัวไม่ได้</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taiji-selfdefense/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taiji-selfdefense/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Aug 2007 04:41:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยายุทธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=43</guid>
		<description><![CDATA[หลายท่านที่เพิ่งมาฝึกมวยไท่เก๊กได้ไม่นาน โดยเฉพาะขาบู๊จะเริ่มรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองอ่อนแอลง กล้ามเนื้อก็ไม่ให้ใช้ ไม่ให้ฝึก ท่วงท่าก็เนิบช้า จะเตะๆ ต่อยๆ กันก็ไม่มี ก็เลยชักหวั่นใจ กลัวว่าระหว่างนั้นหากไปมีเรื่องกับใครแล้วจะกลายเป็นไปขึ้นเขียงให้เขาเชือด ก็เลยเริ่มจะยุกยิก อยากฝึกวิชาที่เป็นแนวบู๊ควบคู่ไปด้วย แต่ทางหนึ่งก็ห่วงว่าฝึกวิชาอื่นพร้อมกับมวยไท่เก๊กแล้วจะกลายเป็นไม่ได้ดี ห่วงพี่เสียดายน้อง ก็พยายามสรรหาวิชาที่ดูจะพอฝึกขนานไปกันได้  แล้วก็เลยเป็นปัญหาว่าจะทำอย่างไรดี ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวของผม คือคุณควรประเมินความเสี่ยงในการถูกทำร้ายและในการที่จะต้องใช้วิชาป้องกั นตัวเสียก่อน ถ้าคุณมีความเสี่ยงระดับคนเดินถนนทั่วๆ ไป ปกติไม่ค่อยมีเรื่องกับใคร นอกจากนานๆ อาจดวงซวยเจอโจรกระจอกหรือนักเลงข้างถนนบ้าง ก็เลือกเรียนมวยแนวบู๊อะไรก็ได้ครับ ถ้าขยันฝึกภายในสามเดือน คุณน่าจะมีฝีมือพอจะจัดการพวกโจรกระจอกข้างถนนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาอีกฝ่ายไม่ทันนึกว่าคุณจะสู้ เอาพอให้มีพื้นพอไปวัดไปวาได้บ้าง จากนั้นถ้าอยากมาเรียนมวยไท่เก๊กก็มาฝึกมวยไท่เก๊กให้เป็นเรื่องเป็นราว ถ้าระหว่างนั้นมีเรื่องแล้วยังใช้มวยไท่เก๊กไม่ได้ ก็ยังมีของเก่าให้ใช้ แต่ไม่แนะนำให้ฝึกไปพร้อมๆ กัน แต่ถ้ามีความเสี่ยงสูงกว่านั้น เช่นเป็นตำรวจ ทหาร นักสู้อะไรสักอย่าง ต้องบู๊อยู่ตลอด การฝึกมวยไท่เก๊กคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะยังมีศิลปะยุทธ์อีกหลายประเภทที่สามารถฝึกฝนได้เร็วกว่า และใช้งานได้ง่ายกว่าอยู่อีกมาก ระหว่างนั้นอาจจะฝึกมวยไท่เก๊กควบคู่ไปด้วยได้ แต่คงหวังผลจากมวยไท่เก๊กไม่ได้มากนัก ฝีมือทางด้านมวยไท่เก๊กก็ยากที่จะก้าวหน้า ทีนี้หลังจากประเมินความเสี่ยงที่ว่าแล้ว ตีเสียว่าคุณอยู่ระดับมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่ระดับนักบู๊  ก็ลองมาคิดดูอีกทีว่าคุณอยาก master ศาสตร์อะไร เพราะทุกศาสตร์ถ้าจะเรียนให้ลึกซึ้งไม่ว่าจะมวยไทย มวยจีน คาราเต้ ล้วนกินเวลานับสิบปีทั้งสิ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Ftaiji-selfdefense%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="เรียนมวยไท่เก๊กใช้ป้องกันตัวไม่ได้" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/taiji-selfdefense/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>หลายท่านที่เพิ่งมาฝึกมวยไท่เก๊กได้ไม่นาน</strong> โดยเฉพาะขาบู๊จะเริ่มรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองอ่อนแอลง กล้ามเนื้อก็ไม่ให้ใช้ ไม่ให้ฝึก ท่วงท่าก็เนิบช้า จะเตะๆ ต่อยๆ กันก็ไม่มี ก็เลยชักหวั่นใจ กลัวว่าระหว่างนั้นหากไปมีเรื่องกับใครแล้วจะกลายเป็นไปขึ้นเขียงให้เขาเชือด ก็เลยเริ่มจะยุกยิก อยากฝึกวิชาที่เป็นแนวบู๊ควบคู่ไปด้วย แต่ทางหนึ่งก็ห่วงว่าฝึกวิชาอื่นพร้อมกับมวยไท่เก๊กแล้วจะกลายเป็นไม่ได้ดี ห่วงพี่เสียดายน้อง ก็พยายามสรรหาวิชาที่ดูจะพอฝึกขนานไปกันได้  แล้วก็เลยเป็นปัญหาว่าจะทำอย่างไรดี<span id="more-42"></span></p>
<p>ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวของผม คือคุณควรประเมินความเสี่ยงในการถูกทำร้ายและในการที่จะต้องใช้วิชาป้องกั นตัวเสียก่อน</p>
<p>ถ้าคุณมีความเสี่ยงระดับคนเดินถนนทั่วๆ ไป ปกติไม่ค่อยมีเรื่องกับใคร นอกจากนานๆ อาจดวงซวยเจอโจรกระจอกหรือนักเลงข้างถนนบ้าง ก็เลือกเรียนมวยแนวบู๊อะไรก็ได้ครับ ถ้าขยันฝึกภายในสามเดือน คุณน่าจะมีฝีมือพอจะจัดการพวกโจรกระจอกข้างถนนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาอีกฝ่ายไม่ทันนึกว่าคุณจะสู้ เอาพอให้มีพื้นพอไปวัดไปวาได้บ้าง จากนั้นถ้าอยากมาเรียนมวยไท่เก๊กก็มาฝึกมวยไท่เก๊กให้เป็นเรื่องเป็นราว ถ้าระหว่างนั้นมีเรื่องแล้วยังใช้มวยไท่เก๊กไม่ได้ ก็ยังมีของเก่าให้ใช้ แต่ไม่แนะนำให้ฝึกไปพร้อมๆ กัน</p>
<p>แต่ถ้ามีความเสี่ยงสูงกว่านั้น เช่นเป็นตำรวจ ทหาร นักสู้อะไรสักอย่าง ต้องบู๊อยู่ตลอด การฝึกมวยไท่เก๊กคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะยังมีศิลปะยุทธ์อีกหลายประเภทที่สามารถฝึกฝนได้เร็วกว่า และใช้งานได้ง่ายกว่าอยู่อีกมาก ระหว่างนั้นอาจจะฝึกมวยไท่เก๊กควบคู่ไปด้วยได้ แต่คงหวังผลจากมวยไท่เก๊กไม่ได้มากนัก ฝีมือทางด้านมวยไท่เก๊กก็ยากที่จะก้าวหน้า</p>
<p>ทีนี้หลังจากประเมินความเสี่ยงที่ว่าแล้ว ตีเสียว่าคุณอยู่ระดับมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่ระดับนักบู๊ </p>
<p>ก็ลองมาคิดดูอีกทีว่าคุณอยาก master ศาสตร์อะไร เพราะทุกศาสตร์ถ้าจะเรียนให้ลึกซึ้งไม่ว่าจะมวยไทย มวยจีน คาราเต้ ล้วนกินเวลานับสิบปีทั้งสิ้น ก็เลือกเอาสักอันครับ มุ่งมั่นกันไปเลย ถ้าขยันพอภายในสามปีห้าปีคุณจะมีฝีมือในศาสตร์นั้นระดับหนึ่ง ตอนนั้นค่อยประเมินอีกทีว่าจะต่อแขนงเดิม หรืออยากเปลี่ยนแขนงหาประสบการณ์ แต่ถ้ามุ่งมั่นเรียนศาสตร์เดิมต่อ ภายในแปดปีสิบปีคุณก็มีโอกาสเดินเข้าชั้นสูงของศาสตร์ได้ ที่เคยอ่านตำรา อ่านคัมภีร์แล้วสงสัย ก็จะค่อยๆ แจ้งขึ้นเอง</p>
<p>หรืออีกทีหนึ่งคือคุณอยากเรียนรู้มันหลายๆ เรื่อง ก็อีกนั่นแหละ มาแนวนี้ใครพูดอะไรก็ไม่ฟังอยู่แล้ว คุณก็เลือกที่ชอบเรียนๆ ไปเหอะ อาจจะให้มันคลับคล้ายคลับคลาใกล้ๆ กันบ้าง อย่างเช่นมวยตระกูลแข็งด้วยกัน หรือตระกูลอ่อนด้วยกันอะไรเทือกนี้ แนวนี้ในที่สุดแล้วถ้าคุณไม่เบื่อหรือเข้ารกเข้าพงไปเสียก่อน ภายในสิบปียี่สิบปี ร่างกาย สไตล์ ฝีมือ สติปัญญาของคุณก็จะตอบรับความหลากหลายที่คุณเรียนมาได้เองแหละ ก็จะกลายเป็นมวยสไตล์ของคุณไป คุณอาจจะบุ๋งๆ จนสร้างสรรแนวทางที่ลึกซึ้งของตัวเองขึ้นมาได้ โดยทั่วไปมักเกิดปัญญาประมาณว่า &#8220;อ๋อ..ที่แท้มันเป็นอย่างนี้&#8221; (ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่) เพราะมาแนวนี้คงยากที่คุณจะเข้าถึงระดับสูงของศาสตร์แต่ละแขนงได้ แต่อาจจะกลายเป็นระดับสูงของศาสตร์ส่วนตัวของคุณเอง</p>
<p>ทุกแนวทางที่ว่านี้ก็สามารถเก่งได้ทั้งนั้นครับ เพียงแต่มันคนละแนวกัน ก็เลือกเอาตามชอบ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taiji-selfdefense/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กีฬา ศิลปะยุทธ์ กับการต่อสู้</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/sport-martialart-fighting/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/sport-martialart-fighting/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Aug 2007 04:25:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยายุทธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=42</guid>
		<description><![CDATA[หลายท่านพยายามจะเปรียบเทียบระหว่างวิชาศิลปะยุทธ์หลายๆ สาย ประมาณว่ามวยไหนเก่งกว่ามวยไหน หรือบางทีก็ว่ากันไปว่าวิชามวยต่างๆ นี้เอาไปใช้จริงไม่ได้ เจอนักเลงหัวไม้ข้างถนนก็จอดหมด หรือไม่ก็เก่งอย่างไรก็แพ้ลูกปืนเหมือนๆ กัน ซึ่งหลายๆ ท่านที่มาเปรียบเทียบแนวนี้ ผมว่าท่านสับสนระหว่าง กีฬา,การต่อสู้ และวิชามวย เราอาจจะแยกแยะอย่างนี้ กีฬา มันต้องมีกรอบกติกา เพื่อให้ผู้เล่นกีฬา เล่นกันได้ ศัพท์ที่ใช้กับกีฬา ภาษาไทยก็ใช้เล่น ภาษาอังกฤษก็ใช้ play จะชาติไหนๆ ก็สื่อความหมายเดียวกันคือ เล่น ไม่ได้ทำจริง กรอบของกีฬานั้นจำกัดอยู่ที่กติกา นั่นคือเราทำอะไรก็ได้ภายใต้กรอบกติกา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้เล่น บางคนเล่นเอาสนุก บางคนอยากเอาชนะ บางคนอยากได้เงิน บางครั้งทำจนกลายเป็นการแสดง อย่างการแข่งมวยปล้ำโชว์ เช่นที่รู้ๆ กันอยู่ การต่อสู้ มันมีวัตถุประสงค์เดียวแหละครับ คือต้องทำลายอีกฝ่ายลงให้ได้ บางคนอาจเสริมว่าต้องเอาตัวรอดกลับมาได้ด้วย แต่บางคนก็ยอมเสียน้อยรักษาส่วนใหญ่ก็แล้วแต่กันไป การต่อสู้น่ะมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ ครับ จนปัจจุบันเขาสู้กันด้วยสนามการค้ามากกว่าสนามรบแล้ว ไม่ค่อยมีแล้วที่โกรธกันก็มาชกกัน เขาทำกันอย่างอื่นแล้ว อย่างเลวก็ยิงกัน อย่างเก่งก็ทำให้อีกฝ่ายล่มจมล้มละลายขายตัวผูกคอตายทั้งตระกูล ไม่ต้องมาชกให้เจ็บมือ วิชามวย ภาษาไทยเรียกเป็นศิลปะ ภาษาอังกฤษก็ว่าเป็นอาร์ต ภาษาจีนเป็นกังฟู ล้วนแต่สื่อไปในทางการปฏิบัติต่อตนเองมากกว่าที่จะมุ่งไปด้านนอก ศิลปะการต่อสู้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Fsport-martialart-fighting%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="กีฬา ศิลปะยุทธ์ กับการต่อสู้" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/sport-martialart-fighting/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>หลายท่านพยายามจะเปรียบเทียบระหว่างวิชาศิลปะยุทธ์</strong>หลายๆ สาย ประมาณว่ามวยไหนเก่งกว่ามวยไหน หรือบางทีก็ว่ากันไปว่าวิชามวยต่างๆ นี้เอาไปใช้จริงไม่ได้ เจอนักเลงหัวไม้ข้างถนนก็จอดหมด หรือไม่ก็เก่งอย่างไรก็แพ้ลูกปืนเหมือนๆ กัน</p>
<p>ซึ่งหลายๆ ท่านที่มาเปรียบเทียบแนวนี้ ผมว่าท่านสับสนระหว่าง กีฬา,การต่อสู้ และวิชามวย<span id="more-41"></span></p>
<p>เราอาจจะแยกแยะอย่างนี้</p>
<p>กีฬา มันต้องมีกรอบกติกา เพื่อให้ผู้เล่นกีฬา เล่นกันได้ ศัพท์ที่ใช้กับกีฬา ภาษาไทยก็ใช้เล่น ภาษาอังกฤษก็ใช้ play จะชาติไหนๆ ก็สื่อความหมายเดียวกันคือ เล่น ไม่ได้ทำจริง กรอบของกีฬานั้นจำกัดอยู่ที่กติกา นั่นคือเราทำอะไรก็ได้ภายใต้กรอบกติกา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้เล่น บางคนเล่นเอาสนุก บางคนอยากเอาชนะ บางคนอยากได้เงิน บางครั้งทำจนกลายเป็นการแสดง อย่างการแข่งมวยปล้ำโชว์ เช่นที่รู้ๆ กันอยู่</p>
<p>การต่อสู้ มันมีวัตถุประสงค์เดียวแหละครับ คือต้องทำลายอีกฝ่ายลงให้ได้ บางคนอาจเสริมว่าต้องเอาตัวรอดกลับมาได้ด้วย แต่บางคนก็ยอมเสียน้อยรักษาส่วนใหญ่ก็แล้วแต่กันไป การต่อสู้น่ะมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ ครับ จนปัจจุบันเขาสู้กันด้วยสนามการค้ามากกว่าสนามรบแล้ว ไม่ค่อยมีแล้วที่โกรธกันก็มาชกกัน เขาทำกันอย่างอื่นแล้ว อย่างเลวก็ยิงกัน อย่างเก่งก็ทำให้อีกฝ่ายล่มจมล้มละลายขายตัวผูกคอตายทั้งตระกูล ไม่ต้องมาชกให้เจ็บมือ</p>
<p>วิชามวย ภาษาไทยเรียกเป็นศิลปะ ภาษาอังกฤษก็ว่าเป็นอาร์ต ภาษาจีนเป็นกังฟู ล้วนแต่สื่อไปในทางการปฏิบัติต่อตนเองมากกว่าที่จะมุ่งไปด้านนอก ศิลปะการต่อสู้ ไม่ใช่การต่อสู้ martial art ก็ไม่ใช่ fighting มันเป็นแนวทางของการปฏิบัติ การฝึกฝนตนเอง ผมฝึกมวยไท่เก๊กก็ไม่ได้หมายความว่าเวลาต่อสู้ต้องสู้ด้วยมวยไท่เก๊ก การฝึกฝนก็คือการฝึกฝน การต่อสู้ก็คือการต่อสู้ มันคนละเรื่องกัน ยิ่งไปเปรียบกับกีฬายิ่งกลายเป็นคนละเรื่อง นักมวยไท่เก๊กถ้าจะไปแข่งยกน้ำหนัก ไม่มีใครเขาสนหรอกว่าเราจะเบาจะซงได้หรือเปล่า เขาสนแต่ว่าคุณยกลูกเหล็กได้หนักกี่กิโลฯ ถ้าไปแข่งฟุตบอลเขาก็สนแค่ว่าคุณเตะลูกบอลกลมๆ นั่นเข้าประตูอีกฝ่ายได้หรือเปล่า จะออกแรงไม่ออกแรง กำลังภายในกำลังภายนอก จะวิ่งจนซี่โครงบาน เหนื่อยจนหายใจไม่ทัน ไม่มีใครสนใจหรอกตราบที่ชนะมาได้ แต่ศิลปะน่ะแตกต่างกัน ศิลปะคือการฝึกฝนในแนวทางของตัวเองเท่านั้น</p>
<p>การต่อสู้น่ะมีหลายปัจจัยครับ เช่นเราบังเอิญไปเจอคู่แค้นในระยะห่างสักห้าเมตร ต่างฝ่ายต่างมีปืนพกคนละกระบอก ฝ่ายเราเป็นนักมวยแชมป์โลก ฝ่ายเขาเป็นนักกีฬายิงปืนประเภทเกรดรองๆ ไม่เคยได้เหรียญ แต่ด้วยเงื่อนไขนี้ คิดว่าใครชนะครับ หรือต่างฝ่ายต่างมือเปล่า เราเป็นนักมวยแชมป์โลก อีกฝ่ายเป็นแค่กุ๊ย แต่บังเอิญวันนั้นเราเป็นไข้หวัดใหญ่ ทั้งเวียนหัว ทั้งปวดไปทั้งตัว สู้กันคิดว่าใครชนะครับ นี่อาจเป็นปัจจัยที่ดูจะสุดขั้วเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน แต่ในความเป็นจริง ปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ มากมายที่มีผลต่อการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการเอาชนะ หรือการเอาตัวรอด</p>
<p>คนฝึกวิทยายุทธ์ หรือศิลปะการต่อสู้ ก็เพียงแต่ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ คนชอบมวยจีนก็ฝึกมวยจีน คนชอบมวยไทยก็ฝึกมวยไทย คนชอบเป่าปี่ก็ฝึกเป่าปี่ คนชอบตีกลองก็ฝึกตีกลอง ถ้าจำเป็นต้องสู้กันมันก็อีกเรื่อง (เป่าปี่เก่งสุดครับ ขนาดยักษ์ผีเสื้อสมุทรยังอกแตกตายเลย)</p>
<p>บางท่านอาจจะให้เครดิตกับมวยประเภทที่เกิดจากสนามรบ หรือมวยทหาร มวยสำหรับการสังหาร ว่าน่าจะเป็นสุดยอดมวย สุดยอดวิชา</p>
<p>ซึ่งหากเรามามองในอีกมุมหนึ่ง การฆ่ากันเป็นปัจจัยที่จะเปรียบเทียบว่าวิชานั้นดีกว่า หรือวิชานั้นจะชนะถ้าสู้กับวิชาที่ไม่ฆ่าหรือครับ</p>
<p>ที่ตลกคือในวิชามวยจีนมีแนวคิดที่ว่า การสู้กันต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บถือเป็นความสำเร็จขั้นต่ำ, เขาเจ็บเราไม่เจ็บถือเป็นขั้นกลาง, เขาไม่เจ็บเราไม่เจ็บเป็นขั้นสูง, ชนะโดยไม่ต้องสู้ถือเป็นความสำเร็จขั้นสูงสุด ปรัชญามวยจีนหรือญี่ปุ่นก็ล้วนอาศัยแนวคิดนี้ในการพัฒนาวิชาต่อสู้ ซึ่งเหล่าผู้ฝึกศิลปะยุทธทั้งหลายก็ควรระลึกไว้เสมอไม่ใช่คิดแต่จะฆ่ากันอย่างเดียว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/sport-martialart-fighting/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตีฝ่าอากาศ</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taiji-no-touch-hit/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taiji-no-touch-hit/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Aug 2007 03:59:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยายุทธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=41</guid>
		<description><![CDATA[บางคนอาจจะเคยเห็นอาจารย์มวยจีนบางท่านแสดงการตีหรือผลักลูกศิษย์ฝ่าอากาศ คือตีไม่โดน แต่คนโดนตีกระเด็นออกไปหรืออย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินตำนานเล่าขานมาในลักษณะนี้  ซึ่งบางคนก็เชื่อมั่นและใฝ่ฝันที่จะฝึกฝนตนเองให้ทำเช่นนั้นให้ได้ หรือบางคนก็มองว่านี่เป็นเรื่องโกหกหลอกลวง หรือไม่ก็เป็นการสะกดจิต หรือผลทางจิตวิทยาที่ลูกศิษย์มักจะกลัวอาจารย์เลยล้มตัวไปก่อนที่จะโดนตี ทีนี้เรื่องจริงเป็นอย่างไร แล้วเราควรมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ ก็อยากจะบอกว่าของอย่างนี้มันมีทั้งจริงและไม่จริงครับ โดยทั่วๆ ไปแล้วไม่เชื่อไว้ก่อนก็ดูจะเป็นความเห็นที่ดี ซึ่งทั้งนี้ก็ไม่จำเป็น ต้องพูดจาหรือเขียนถีงในเชิงดูถูกดูแคลน โดยส่วนตัวผมคิดว่า สำหรับคนทั่วๆ ไป หรืออาจเรียกว่าคนนอกวงการแล้ว ความเห็นแบบ ไม่เชื่อแต่ไม่ลบหลู่ หรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งดูจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และเหลือทางไปให้กับตัวเองได้ ส่วนคนที่เป็นคนใน หรือคิดจะเป็นคนใน อาจต้องเปลี่ยนท่าทีความคิดบ้าง เพราะความคิดเห็นแบบไม่เชื่อ หรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งนั้นจะเป็นตัวขัดขวางความก้าวหน้าในการฝึกฝนค รับ สำหรับผู้ฝึกแล้วผมกลับคิดว่าถ้าอยากทำให้ได้ไปให้ถึง ก็ต้องเชื่อว่ามันทำได้ มีศรัทธาในวิชาและครูอาจารย์ มีความวิริยะในการฝึกฝน มีสติสมาธิปัญญาให้ถึงพร้อม มันถึงจะไปได้ คือจะว่าเชื่อก็ไม่ใช่สักแต่เชื่อตะพึดตะพือ เชื่อแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่ แล้วก็นำมาคิดวิเคราะห์ ตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามอาจารย์หรือผู้รู้จะดีกว่าฝึกไปโดยมีแต่ความระแวงสงส ัยไม่เชื่อถือครับ ซึ่งทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เชื่องมงายไร้สาระฝันเฟื่องไปวันๆ ครับ การเชื่อนั้นเหมือนกับการตั้งเป้าให้กับตัวเอง ส่วนหน้าที่ของเราคือฝึกฝนในวันนี้ให้ดีที่สุดก็เท่านั้น มันก็เป็นวิธีคิดแบบเดียวกับคนที่บอกว่าโลกกลม คนที่สร้างเครื่องบิน คนที่สร้างหลอดไฟ คนที่สร้าง ฯลฯ จนไปถึงเรื่องชาตินี้ชาติหน้าหรือนิพพานนั่นแหละครับ มันมีทั้งคนที่ไม่เชื่อ คนที่ดูถูกดูแคลน คนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งหรือรู้สึกเฉยๆ คนที่เชื่อแบบงมงายจนเข้ารกเข้าพง คนที่มีความเชื่อแล้วก็อุตสาหะขวนขวายจนประสบผลสำเร็จหรือสร้างแนวทางให้ก ับผู้อื่นได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Ftaiji-no-touch-hit%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="ตีฝ่าอากาศ" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/taiji-no-touch-hit/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>บางคนอาจจะเคยเห็นอาจารย์มวยจีนบางท่าน</strong>แสดงการตีหรือผลักลูกศิษย์ฝ่าอากาศ คือตีไม่โดน แต่คนโดนตีกระเด็นออกไปหรืออย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินตำนานเล่าขานมาในลักษณะนี้  ซึ่งบางคนก็เชื่อมั่นและใฝ่ฝันที่จะฝึกฝนตนเองให้ทำเช่นนั้นให้ได้ หรือบางคนก็มองว่านี่เป็นเรื่องโกหกหลอกลวง หรือไม่ก็เป็นการสะกดจิต หรือผลทางจิตวิทยาที่ลูกศิษย์มักจะกลัวอาจารย์เลยล้มตัวไปก่อนที่จะโดนตี</p>
<p>ทีนี้เรื่องจริงเป็นอย่างไร แล้วเราควรมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้<span id="more-40"></span></p>
<p>ก็อยากจะบอกว่าของอย่างนี้มันมีทั้งจริงและไม่จริงครับ โดยทั่วๆ ไปแล้วไม่เชื่อไว้ก่อนก็ดูจะเป็นความเห็นที่ดี ซึ่งทั้งนี้ก็ไม่จำเป็น ต้องพูดจาหรือเขียนถีงในเชิงดูถูกดูแคลน โดยส่วนตัวผมคิดว่า สำหรับคนทั่วๆ ไป หรืออาจเรียกว่าคนนอกวงการแล้ว ความเห็นแบบ ไม่เชื่อแต่ไม่ลบหลู่ หรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งดูจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และเหลือทางไปให้กับตัวเองได้</p>
<p>ส่วนคนที่เป็นคนใน หรือคิดจะเป็นคนใน อาจต้องเปลี่ยนท่าทีความคิดบ้าง เพราะความคิดเห็นแบบไม่เชื่อ หรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งนั้นจะเป็นตัวขัดขวางความก้าวหน้าในการฝึกฝนค รับ สำหรับผู้ฝึกแล้วผมกลับคิดว่าถ้าอยากทำให้ได้ไปให้ถึง ก็ต้องเชื่อว่ามันทำได้ มีศรัทธาในวิชาและครูอาจารย์ มีความวิริยะในการฝึกฝน มีสติสมาธิปัญญาให้ถึงพร้อม มันถึงจะไปได้ คือจะว่าเชื่อก็ไม่ใช่สักแต่เชื่อตะพึดตะพือ เชื่อแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่ แล้วก็นำมาคิดวิเคราะห์ ตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามอาจารย์หรือผู้รู้จะดีกว่าฝึกไปโดยมีแต่ความระแวงสงส ัยไม่เชื่อถือครับ ซึ่งทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เชื่องมงายไร้สาระฝันเฟื่องไปวันๆ ครับ การเชื่อนั้นเหมือนกับการตั้งเป้าให้กับตัวเอง ส่วนหน้าที่ของเราคือฝึกฝนในวันนี้ให้ดีที่สุดก็เท่านั้น</p>
<p>มันก็เป็นวิธีคิดแบบเดียวกับคนที่บอกว่าโลกกลม คนที่สร้างเครื่องบิน คนที่สร้างหลอดไฟ คนที่สร้าง ฯลฯ จนไปถึงเรื่องชาตินี้ชาติหน้าหรือนิพพานนั่นแหละครับ มันมีทั้งคนที่ไม่เชื่อ คนที่ดูถูกดูแคลน คนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งหรือรู้สึกเฉยๆ คนที่เชื่อแบบงมงายจนเข้ารกเข้าพง คนที่มีความเชื่อแล้วก็อุตสาหะขวนขวายจนประสบผลสำเร็จหรือสร้างแนวทางให้ก ับผู้อื่นได้ ประวัติศาสตร์ในอดีตก็น่าจะทำให้เราได้เห็นผลของความเชื่อแบบต่างๆ นี้แล้วก็เลือกได้ว่าจะเป็นคนประเภทไหนนะครับ</p>
<p>บางท่านอาจจะแย้งออกมาเลยว่า การผลักคนโดยไม่สัมผัสนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะขัดกับหลัก วิทยาศาสตร์</p>
<p>ก็อยากจะบอกว่าอย่าเพิ่งตีความว่าอะไรขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ ถามตัวเองเรารู้มากแค่ไหนครับเรื่องหลักวิทยาศาสตร์ แล้วเราเอาอะไรมาตัดสินว่าขัดหรือไม่ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ ไม่งั้นหากวันไหนคุณคิดจะฝึกมวยไท่เก๊กจริงๆ &#8220;ขัดหลักวิทยาศาสตร์&#8221; นี่มันก็จะตามมาหลอกหลอนตั้งแต่บทเรียนแรกๆ แล้วครับ เคยมีครับคนมาเรียนที่สำนัก พูดแต่ว่ามันขัดหลักวิทยาศาสตร์ ไอ้นั่นก็ขัด ไอ้นี่ก็ขัด สรุปว่าเลยเรียนไม่ได้ถึงไหน ไม่นานก็เลิกไป</p>
<p>เอาแม่เหล็กมาแท่งหนึ่งแกว่งๆ ใกล้ๆขดลวด ก็เกิดกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวดเฉยๆ ซะงั้น หรือเอาไฟฟ้าผ่านไปในขดลวดขดหนึ่งแล้วเอาไปวางไว้ใกล้ๆ ขดลวดอีกขด อีกขดก็เกิดมีกระแสไฟฟ้าผ่านไปด้วยโดยที่ทั้งสองขดไม่ได้แตะต้องกันเลย วิทยาศาสตร์อธิบายได้แค่ผลของมันคือถ้าเราทำอย่างนี้ก็จะเกิดผลอย่างนี้ คำนวณได้อย่างนี้ แต่ &#8220;เหตุ&#8221; นั้นไม่สามารถอธิบายได้ครับว่า ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น เวลาเราโยนก้อนหินทีไรมันตกพื้นทุกที นั่นก็เป็นแค่ผล แต่ทำไมมันเป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้ ทุกวันนี้ก็ยังหาวิธีอธิบายกันอยู่ ยิ่งวันคำอธิบายก็ยิ่งประหลาดสุดๆ หรือแนวคิดเรื่องแสงเป็นทั้งคลื่นและอนุภาค แนวคิดเรื่องสับอนุภาคซึ่งตอบสนองต่อผู้สังเกต เรื่องวิทยาศาตร์เหล่านี้พิสดารและดูขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ในความเห็นของค นทั่วไปครับ</p>
<p>แถมในปรัชญาวิทยาศาสตร์นั้นเรียกผลการทดลองพวกนี้ว่า การอนุมานด้วยซ้ำไป หมายความว่าเรารู้จากประสบการณ์ว่าโยนหินร้อยครั้งตกร้อยครั้ง อนุมานว่าครั้งที่ร้อยหนึ่ง &#8220;น่าจะ&#8221; ตกด้วย น่าจะ ไม่ได้แปลว่า จำเป็นต้อง ยิ่งการอธิบายแนวคิดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทั้งหลายล้วนใช้ความ &#8220;น่าจะเป็น&#8221; ทั้งนั้นครับ</p>
<p>วิชาของไทยเช่นพวกคงกระพัน เอามีฟันไม่เข้า หรือเอามือจุ่มน้ำเดือด เอามือจับเหล็กเผาไฟ สะเดาะกุญแจ เหล่านี้คนที่เคยฝึกเคยมีประสบการณ์ล้วนแต่รู้ว่ามีจริง แม้จะมีพวกหลอกลวงเสียเยอะ แต่ของจริงนั้นก็มีอยู่ ส่วนคนที่คิดว่ามันเป็นเรื่องงมงายไร้สาระมักจะไม่เคยได้มีโอกาสเข้าไปพิส ูจน์ หรือไม่ก็เจอแต่ของปลอมครับ หรือถ้าคิดว่าข้อเขียนลอยๆ ของผมเชื่อถือไม่ได้ เมื่อไม่กี่วันนี้ก็เพิ่งมีงานศพขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นข่าวใหญ่ลงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับมั้ง ลองหาอ่านประวัติของท่านดูสิครับ นั่นเรื่องของคนจริงๆ มีคนจริงๆ เป็นพยานยืนยัน ก็ยังพิสดารสุดๆ ชนิดที่ไม่อาจเอาหลักวิทยาศาสตร์ใดๆ มาวัดได้เลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taiji-no-touch-hit/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การฝึกกระบี่</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/sword-learning/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/sword-learning/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Aug 2007 03:06:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยายุทธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=38</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ยากหรอกครับ หาซื้อกระบี่มาสักเล่มหนึ่ง เลือกน้ำหนักให้เหมาะมือ ไม่หนักไป ไม่เบาไป อันนี้อยู่ที่กำลังของแต่ละคน ถ้าแรงดีเลือกที่หนักหน่อยก็ได้ ความยาวของใบปกติแล้วจะทดสอบโดยเอามือกุมบริเวณโกร่งกระบี่ ที่ต่อกับด้ามน่ะครับ วางแขนลงข้างลำตัวให้ปลายกระบี่ชี้ขึ้น ปลายกระบี่ควรสูงประมาณติ่งหูผู้ถือพอดีครับ แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็เอาที่ใกล้เคียงก็พอไหว  ใบกระบี่นิยมให้อ่อนพริ้วเล็กน้อยไม่แข็งตันจนเกินไป แต่ก็ไม่อ่อนจนเกินไปเหมือนกัน กระบี่เป็นอาวุธที่เน้นการแทง และปาด ดังนั้นการฝึกจะเน้นไปที่การแทงเป็นหลัก อาจฝึกโดยจุดเทียนเข้าสักเล่ม หรือหาอะไรเล็กๆ ผูกเชือกแขวนลงมาจากเพดานก็ได้ ให้ความสูงของเป้าอยู่ที่ประมาณระดับคอหอย แล้วก็ฝึกแทงครับ แทง ดึงกลับ แทงดึงกลับ การแทงให้เล็งเป้าด้วยลำตัว ไม่ใช่เล็งด้วยปลายกระบี่  รอบหนึ่งอาจจะแทงสักร้อยครั้ง จะฝึกได้วันละกี่รอบก็แล้วแต่กันไป หากอยากเก่งก็ฝึกให้เยอะหน่อย มีการฝึกอีกอย่างคือ ปาด ก็ฝึกปาดซ้ายที ขวาทีแหละครับ ถ้าถือกระบี่ด้วยมือขวา เวลาปาดมาทางขวา ก็ให้คว่ำมือลง แล้วลากปลายกระบี่ไปทางขวา ในทางกลับกันเวลาปาดซ้าย ก็หงายมือขึ้นแล้วลากปลายกระบี่ไปทางซ้าย ก็ฝึกอย่างนี้ไป อันนี้เป็นการฝึกพื้นฐานสำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้เรียนกระบี่เป็นเรื่องเป็นราวครับ กระบี่จีนส่วนมากเขาจะสอนกันหลังจากเรียนมวยจนมีฝีมือระดับหนี่งแล้ว  ในตำราบางเล่มถึงกับเขียนว่า เมื่อเรียนมวยไปได้สักปีหนึ่ง ถ้าว่างก็ให้เรียนกระบี่ เพื่อไม่ให้เบื่อหน่ายกับการฝึกซ้อม  นั่นคืออาจารย์ผู้แต่งตำราท่านยังไม่เห็นว่าในระดับนั้นจะได้อะไรจากการฝึกกระบี่นอกจากแก้เซ็ง  จนกว่าพื้นฐานมวยจะมั่นคง กำลังอยู่ตัวนั่นแหละครับ ถึงจะได้รับการถ่ายทอดเคล็ดกระบี่ที่แท้จริง  บางคนเข้าใจว่าเรียนท่ากระบี่จบก็คือจบแล้ว แต่นั่นยังขาดเคล็ดวิธีใช้ ซึ่งกว่าจะได้เรียนก็มักจะเป็นอีกหลายปีให้หลังครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Fsword-learning%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="การฝึกกระบี่" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/sword-learning/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>ไม่ยากหรอกครับ หาซื้อกระบี่มาสักเล่มหนึ่ง</strong> เลือกน้ำหนักให้เหมาะมือ ไม่หนักไป ไม่เบาไป อันนี้อยู่ที่กำลังของแต่ละคน ถ้าแรงดีเลือกที่หนักหน่อยก็ได้ ความยาวของใบปกติแล้วจะทดสอบโดยเอามือกุมบริเวณโกร่งกระบี่ ที่ต่อกับด้ามน่ะครับ วางแขนลงข้างลำตัวให้ปลายกระบี่ชี้ขึ้น ปลายกระบี่ควรสูงประมาณติ่งหูผู้ถือพอดีครับ แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็เอาที่ใกล้เคียงก็พอไหว  ใบกระบี่นิยมให้อ่อนพริ้วเล็กน้อยไม่แข็งตันจนเกินไป แต่ก็ไม่อ่อนจนเกินไปเหมือนกัน<span id="more-37"></span></p>
<p>กระบี่เป็นอาวุธที่เน้นการแทง และปาด ดังนั้นการฝึกจะเน้นไปที่การแทงเป็นหลัก อาจฝึกโดยจุดเทียนเข้าสักเล่ม หรือหาอะไรเล็กๆ ผูกเชือกแขวนลงมาจากเพดานก็ได้ ให้ความสูงของเป้าอยู่ที่ประมาณระดับคอหอย แล้วก็ฝึกแทงครับ แทง ดึงกลับ แทงดึงกลับ การแทงให้เล็งเป้าด้วยลำตัว ไม่ใช่เล็งด้วยปลายกระบี่  รอบหนึ่งอาจจะแทงสักร้อยครั้ง จะฝึกได้วันละกี่รอบก็แล้วแต่กันไป หากอยากเก่งก็ฝึกให้เยอะหน่อย</p>
<p>มีการฝึกอีกอย่างคือ ปาด ก็ฝึกปาดซ้ายที ขวาทีแหละครับ ถ้าถือกระบี่ด้วยมือขวา เวลาปาดมาทางขวา ก็ให้คว่ำมือลง แล้วลากปลายกระบี่ไปทางขวา ในทางกลับกันเวลาปาดซ้าย ก็หงายมือขึ้นแล้วลากปลายกระบี่ไปทางซ้าย ก็ฝึกอย่างนี้ไป</p>
<p>อันนี้เป็นการฝึกพื้นฐานสำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้เรียนกระบี่เป็นเรื่องเป็นราวครับ กระบี่จีนส่วนมากเขาจะสอนกันหลังจากเรียนมวยจนมีฝีมือระดับหนี่งแล้ว  ในตำราบางเล่มถึงกับเขียนว่า เมื่อเรียนมวยไปได้สักปีหนึ่ง ถ้าว่างก็ให้เรียนกระบี่ เพื่อไม่ให้เบื่อหน่ายกับการฝึกซ้อม  นั่นคืออาจารย์ผู้แต่งตำราท่านยังไม่เห็นว่าในระดับนั้นจะได้อะไรจากการฝึกกระบี่นอกจากแก้เซ็ง  จนกว่าพื้นฐานมวยจะมั่นคง กำลังอยู่ตัวนั่นแหละครับ ถึงจะได้รับการถ่ายทอดเคล็ดกระบี่ที่แท้จริง  บางคนเข้าใจว่าเรียนท่ากระบี่จบก็คือจบแล้ว แต่นั่นยังขาดเคล็ดวิธีใช้ ซึ่งกว่าจะได้เรียนก็มักจะเป็นอีกหลายปีให้หลังครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/sword-learning/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

