<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Fajing DotNet &#187; คำสอนอาจารย์</title>
	<atom:link href="http://www.fajing.net/thai/category/taijiquan/taijiquan-from-master/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.fajing.net/thai</link>
	<description>The Journey of My Life</description>
	<lastBuildDate>Tue, 13 Jul 2010 19:04:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>จากประสบการณ์ของอาจารย์ต่งอิงเจี๋ย</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/words-of-experience-by-tung-ying-chieh/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/words-of-experience-by-tung-ying-chieh/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Sep 2007 21:12:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=123</guid>
		<description><![CDATA[มวยไท่เก๊ก เป็นวิทยายุทธ์สายมวยภายใน ความแข็งแรงถูกสร้างขึ้นในกระดูก พลังสะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ มันไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องมีหนังหนา หรือกล้ามเนื้อใหญ่โต หากแต่จะต้องมีกระดูกที่แข็งแรง และชี่ที่จมลึก ซึ่งทำให้ผู้ฝึกจะไม่ต้องทนทรมานกับการบิดกระดูก ยืดกล้ามเนื้อ หรือเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกกระโดดไปมา เพียงแต่ต้องเรียนรู้ที่จะเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ และค้นหาศักยภาพของพลังต้นกำเนิด และมวยไท่เก๊กเป็นการฝึกฝนที่จะพัฒนาพลังต้นกำเนิดชนิดนี้นั่นเอง มีจุดสำคัญอยู่สามประการซึ่งต้องมีอยู่เสมอ ในการฝึกครั้งหนึ่ง ควรฝึกให้ได้สามรอบ รอบแรกยืดขยายเส้นเอ็น รอบที่สองปรับความถูกต้องของท่วงท่า รอบที่สามเพิ่มการใช้จิต หลังจากที่มีความชำนาญแล้ว ในการออกท่วงท่าจะมีจิตและท่าทางประกอบด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว คือ สติ, จิต และท่วงท่า  หากท่วงท่าถูกต้อง จะต้องมีสติและจิตอยู่ที่นั่น ซึ่งทำให้ผู้ฝึกจะมีพัฒนาการที่ดีในการฝึก และรู้สึกแตกต่างในทุกๆ วันที่ฝึกฝน  และผู้ฝึกควรตั้งใจสังเกตความรู้แตกต่างเหล่านี้ให้ดี หากท่วงท่าไม่ถูกต้อง สติและจิตจะไม่อยู่ที่นั่นด้วย ผลนั้นย่อมไม่แตกต่างกับการเอาหม้อเปล่าตั้งไฟ แม้จะผ่านการฝึกฝนยาวนานหลายปีก็ไม่ก่อให้เกิดสัมฤทธิผลอันใดเลย มีคำกล่าวกันว่า &#8220;ฝึกมวยไท่เก๊กสิบปียังสู้ฝึกมวยภายนอกเพียงสามปีไม่ได้&#8221; ทั้งนี้เนื่องจาก ประการแรก การฝึกมวยไท่เก๊กต้องการความอุตสาหะอย่างยิ่ง ประการที่สอง ผู้ฝึกต้องมีสติปัญญาความเข้าใจที่ดี ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับสติปัญญา หากแต่การฝึกฝนอย่างหนักก็ยังพอสามารถส่งเสริมผู้ฝึกที่ด้อยสติได้ ดังนั้นผู้ฝึกควรเตือนตัวเองอยู่เสมอให้ฝึกฝนให้มากยิ่งๆ ขึ้น การหายใจ ให้หายใจเป็นธรรมชาติ อย่าฝืนบังคับลมหายใจให้ลึกยาว เมื่อผู้ฝึกได้ผ่านการฝึกฝนยาวนานหลายปี สิ่งนี้จะค่อยๆ เกิดขึ้นเอง ลมหายใจจะค่อยๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<ol>
<li><strong>มวยไท่เก๊ก เป็นวิทยายุทธ์สายมวยภายใน</strong> ความแข็งแรงถูกสร้างขึ้นในกระดูก พลังสะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ มันไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องมีหนังหนา หรือกล้ามเนื้อใหญ่โต หากแต่จะต้องมีกระดูกที่แข็งแรง และชี่ที่จมลึก ซึ่งทำให้ผู้ฝึกจะไม่ต้องทนทรมานกับการบิดกระดูก ยืดกล้ามเนื้อ หรือเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกกระโดดไปมา เพียงแต่ต้องเรียนรู้ที่จะเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ และค้นหาศักยภาพของพลังต้นกำเนิด และมวยไท่เก๊กเป็นการฝึกฝนที่จะพัฒนาพลังต้นกำเนิดชนิดนี้นั่นเอง<span id="more-95"></span></li>
<li><strike>มีจุดสำคัญอยู่สามประการซึ่งต้องมีอยู่เสมอ</strike> <strong>ในการฝึกครั้งหนึ่ง ควรฝึกให้ได้สามรอบ</strong> รอบแรกยืดขยายเส้นเอ็น รอบที่สองปรับความถูกต้องของท่วงท่า รอบที่สามเพิ่มการใช้จิต หลังจากที่มีความชำนาญแล้ว ในการออกท่วงท่าจะมีจิตและท่าทางประกอบด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว <strike>คือ สติ, จิต และท่วงท่า  หากท่วงท่าถูกต้อง จะต้องมีสติและจิตอยู่ที่นั่น ซึ่งทำให้ผู้ฝึกจะมีพัฒนาการที่ดีในการฝึก และรู้สึกแตกต่างในทุกๆ วันที่ฝึกฝน  และผู้ฝึกควรตั้งใจสังเกตความรู้แตกต่างเหล่านี้ให้ดี</strike></li>
<li><strong>หากท่วงท่าไม่ถูกต้อง สติและจิตจะไม่อยู่ที่นั่นด้วย</strong> ผลนั้นย่อมไม่แตกต่างกับการเอาหม้อเปล่าตั้งไฟ แม้จะผ่านการฝึกฝนยาวนานหลายปีก็ไม่ก่อให้เกิดสัมฤทธิผลอันใดเลย มีคำกล่าวกันว่า <strong>&#8220;ฝึกมวยไท่เก๊กสิบปียังสู้ฝึกมวยภายนอกเพียงสามปีไม่ได้&#8221;</strong> ทั้งนี้เนื่องจาก ประการแรก การฝึกมวยไท่เก๊กต้องการความอุตสาหะอย่างยิ่ง ประการที่สอง ผู้ฝึกต้องมีสติปัญญาความเข้าใจที่ดี ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับสติปัญญา หากแต่การฝึกฝนอย่างหนักก็ยังพอสามารถส่งเสริมผู้ฝึกที่ด้อยสติได้ ดังนั้นผู้ฝึกควรเตือนตัวเองอยู่เสมอให้ฝึกฝนให้มากยิ่งๆ ขึ้น</li>
<li><strong>การหายใจ ให้หายใจเป็นธรรมชาติ</strong> อย่าฝืนบังคับลมหายใจให้ลึกยาว เมื่อผู้ฝึกได้ผ่านการฝึกฝนยาวนานหลายปี สิ่งนี้จะค่อยๆ เกิดขึ้นเอง ลมหายใจจะค่อยๆ ปรับตัวอย่างเป็นธรรมชาติ</li>
<li><strong>หลักมวยสิบสามท่าดั้งเดิม</strong> (เผิง ลู่ จี่ อั่น ไฉ่ เลียะ โจ่ว โค่ว เดินหน้า ถอยหลัง เหลียวซ้าย แลขวา ตั้งมั่นตรงกลาง) เป็นแนวกระบวนการฝึกฝน <strong>&#8220;ชี่&#8221;</strong> ที่ว่า <strong>&#8220;แนวกระบวนการ&#8221;</strong> หมายถึง ระหว่างการฝึก มันจะส่งผลต่อการโคจรของชี่และระบบโลหิต และหากผู้ฝึกฝนหมั่นเพียรฝึกฝนตาม <strong>&#8220;แนวกระบวนการ&#8221;</strong> เหล่านี้ ชี่และระบบโลหิตจะมีความสมดุล ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย  หากแต่ผู้ฝึกไม่ควรเข้าใจผิดเกี่ยวกับ <strong>&#8220;แนวกระบวนการ&#8221;</strong> และพยายามสรรหาวิธีมุ่งเป้าไปสู่ปลายทางแห่งความสมดุลโดยตรง  หากผู้ฝึกได้ฝึกฝนโดยเป็นธรรมชาติและ ฝึกหนักเพียงพอ ย่อมจะไปถึงปลายทางได้เองเมื่อถึงเวลา</li>
<li><strong>การผ่อนคลายไหล่ และถ่วงศอก</strong> หมายถึง ไม่ใช้กำลังที่หัวไหล่ ไม่พยายามทำแขนให้หนัก แต่เคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบานิ่มนวล</li>
<li><strong>การแขวนยอดศรีษะ และเก็บก้น</strong>  การแขวนยอดศรีษะนั้น ต้องตั้งศรีษะให้ตรงอย่างเป็นธรรมชาติ และเมื่อรู้จักเก็บก้นกบ ชี่ก็จะไหลเวียนขึ้นได้เอง  ในการถอนกำลัง ต้องปล่อยให้ทรวงอกว่างเปล่า แต่ไม่กลั้นลมหายใจหรือโก่งหลัง</li>
<li><strong>ทุกๆ ครั้งที่ทำการฝึกฝนท่ารำ มีอย่างน้อยสามสิ่งที่ผู้ฝึกต้องกระทำ</strong> หนึ่งคือ <strong>ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ</strong> สองคือ<strong>ปรับท่วงท่าให้ถูกต้อง</strong> และสามคือ<strong>ใส่ใจเรื่องการวางจิตและสติ</strong> เมื่อผู้ฝึกมีความเชี่ยวชาญในท่วงท่าการเคลื่อนไหว ขณะร่ายรำมวยรูปลักษณ์ของจิตสติต้องปรากฏชัดเจน เมื่อทำได้ดังนี้ ผลการฝึกจะยิ่งก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว</li>
<li><strong>การฟังและเข้าใจแรง</strong>  การจะฝึกฝนในเรื่องนี้ ผู้ฝึกจะต้องได้รับการฝึกฝนการผลักมือ ซึ่งผู้ฝึกจะมีโอกาสได้ฝึกฝนการ<strong>เกาะ ยึด สัมผัส และตาม</strong> หากผู้ฝึกไม่มีคู่ฝึก ผู้ฝึกอาจจะสามารถฝึกฝนเพียงลำพัง และใช้แขนทั้งคู่ช่วยในการฟังแรง โดยจินตนาการว่ามีปรปักษ์กำลังเข้ามากระทำ และหนทางที่เราใช้ในการควบคุมอีกฝ่าย หากผู้ฝึกมีความอุตสาหะพากเพียรในระยะเวลาเพียงพอ ก็ย่อมประสบความสำเร็จได้เช่นกัน</li>
<li><strong>ขณะฝึกผลักมือ สิ่งสำคัญคือการฝึกฝนการฟังแรง</strong> ไม่ใช่การพยายามล้มอีกฝ่าย พยายามป้องกันไม่ให้ปรปักษ์ค้นพบศูนย์กลางของเรา และพยายามเข้าควบคุมศูนย์กลางของอีกฝ่าย</li>
<li><strong>ผู้ฝึกยังสามารถฝึกฝนมวยไท่เก๊กขณะเดิน ยืน นั่ง หรือนอน</strong> โดยการใช้<strong>จิตโคจรชี่</strong> และสังเกตความรู้สึก ตัวอย่างเช่น รับรู้ความแตกต่างขณะยกถ้วยชาโดยใช้และไม่ใช้กำลัง สังเกตความรู้สึกขณะก้าวเท้าแบบหนักและแบบเบา หรือเมื่อยืนนิ่งๆ สังเกตความแตกต่างของความรู้สึกระหว่างการเหยียดขาตรงกับการงอขา หรือการวางน้ำหนักบนพื้นอยู่บนขาเดียวหรือสองขา</li>
<li><strong>ในช่วงแรกๆ ของการฝึกฝน ผู้ฝึกอาจรู้สึกปวดกล้ามเนื้อ</strong> ไม่ต้องกังวลมากไป เมื่อเวลาผ่านไปจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง</li>
<li><strong>ก้าวพื้นฐานในการฝึกผลักมือ คือการรู้จักพลัง</strong> ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่น พลังเกาะ พลังตาม พลังภายใน พลังแขวน พลังเสียดสี พลังนิ่มนวล พลังตรึง พลังยึด พลังสัมผัส และพลังผลัก และยังมีหลายประเภท เช่น พลังแทรกซึมเข้ากระดูก พลังเขย่า พลังกระเทือน พลังสั้น พลังหุน พลังยิงศร  และพลังเสมอ พลังเหล่านี้สามารถเรียนรู้จากความรู้สึกระหว่างการฝึกฝน ยากที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แต่จะง่ายกว่าถ้าฝึกเป็นคู่ เพราะคู่ฝึกนั้นเป็นคนมีชีวิต นอกจากนี้ผู้ฝึกยังสามารถปรับความรู้สึกเมื่อออกพลัง  และแน่นอนว่าพลังทุกรูปแบบสามารถเรียนรู้และค้นพบได้จากการฝึกฝนท่ามวย ซึ่งหากไม่มีคู่ฝึก ก็ยังสามารถฝึกได้จากอากาศ</li>
<li><strong>หลักมวยไท่เก๊ก รากอยู่ที่เท้า ออกพลังผ่านขา ควบคุมโดยเอว และแสดงออกโดยนิ้ว</strong> นี่คือหลักการออกพลัง ไม่ปล่อยให้เข่ายื่นเลยปลายเท้า ไม่ยื่นแขนล้ำแนวจมูกและไม่สูงเกินคิ้ว และไม่กดต่ำกว่ากลางอก นี่เป็นหลักที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งหากไม่กระทำตามนี้ พลังที่ออกไปจะไม่สมบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงนั้นควบคุมโดยเอว ตัวอย่างเช่น หากเราผลักอีกฝ่ายไปข้างๆ ทางซ้ายด้วยมือขวา แล้วปล่อยให้มือขวาล้ำแนวจมูก (ไปทางซ้าย -ผู้แปล) มันก็จะไม่มีพลัง แต่หากเราถอนอกซ้ายให้ถอยไปสักเล็กน้อย และหมุนเอวไปทางซ้ายสักเล็กน้อย ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่มีพลังอีกครั้ง (ซึ่งเมื่อร่างกายหมุนไปทางซ้าย มือขวาก็จะกลายเป็นไม่ล้ำแนวจมูก เนื่องจากแนวเดินเคลื่อนไปทางซ้ายแล้ว -ผู้แปล) ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นที่อก และควบคุมโดยเอว และในที่สุดแสดงออกที่มือ (มือขวา -ผู้แปล) หากทั่วร่างกายผ่อนคลายและไวสัมผัส พลังย่อมแสดงออกมาทางนิ้วมือ</li>
<li><strong>มนุษย์ก็คือสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ</strong> ตัวอย่างเช่น หากเราชกใครสักคนหนึ่ง แน่นอนว่าอีกฝ่ายจะต้องใช้มือป้องกันหรือเคลื่อนหลบเพื่อไม่ให้ถูกชก นี่คือปฏิกริยาตามธรรมชาติทั่วๆ ไป แต่ในวัตถุสิ่งของนั้นแตกต่าง ตัวอย่างเช่น กระสอบทรายที่แขวนอยู่ เมื่อเราชกไป มันก็ย่อมแกว่งไปในทิศทางที่แน่นอน เมื่อเราชกซ้ายมันก็ต้องแกว่งไปทางขวา เป็นปฏิกริยาปกติของวัตถุ แต่มนุษย์นั้นแตกต่าง เราสามารถมีปฏิกริยาตอบโต้การชกได้หลากหลาย มีสามคำสำหรับนักสู้คือ มั่นคง แม่นยำ และเด็ดขาด หากไม่มีสามคำนี้ ย่อมไม่สามารถปล่อยพลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากยึดสามคำนี้ พลังที่ออกไปย่อมทรงพลังร้ายกาจ ดังนั้น จะบรรลุหลักมั่นคง แม่นยำ เด็ดขาดได้อย่างไร ประการแรก เราจะต้องมีสติสัมปชัญญะ จะมีสติสัมปชัญญะได้อย่างไร นั่นคือการไม่เคลื่อนเมื่อคู่ต่อสู้ไม่เคลื่อนไหว หากอีกฝ่ายเคลื่อน เราตามและไปถึงที่นั่นก่อน นั่นคือเราต้องลงมือและจบในชั่วพริบตา จึงจะไร้ผู้ต่อต้าน</li>
<li><strong>ก่อนฝึกมวยไท่เก๊ก กำลังที่ใช้จะยังเป็นแรงทื่อด้าน หลังฝึกมวยไท่เก๊ก ทั่วทั้งร่างผ่อนคลาย ชี่และโลหิตโคจรปรุโปร่ง</strong> แต่ผู้ฝึกยังจะต้องกำจัดความประหม่าตึงเครียด และยังคงต้องรักษาแรงทื่อด้านไว้ เพราะเมื่อผู้ฝึกผ่อนคลายได้ดี แรงทื่อด้านจะเปลี่ยนเป็นพลังที่แท้จริง ตัวอย่างของแรงทื่อด้านคือสิ่งที่เราเรียกว่าพลังไหล่ แรงยังใช้ออกจากหัวไหล่ ซึ่งไม่ได้ควบคุมด้วยเอวแสดงออกด้วยนิ้ว ดังนั้นจึงยังเป็นแรงทื่อด้านอยู่ แต่วิธีการยังอยู่ที่การผ่อนคลาย ถ้าเรารู้วิธีการ แม้ทุนเพียงเล็กน้อยก็ยังสำเร็จการใหญ่ได้ แต่หากไม่เข้าใจวิธีการ แม้มีทุนมากมายก็ยังล้มเหลว นั่นคือเหตุที่ว่าหากเราเข้าใจหลักมวยไท่เก๊กแล้ว ก็สามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ได้กับกีฬาทุกประเภท</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/words-of-experience-by-tung-ying-chieh/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เกี่ยวกับการฝึกมวยไท่เก๊ก โดยอาจารย์หยางเฉินฟู่</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/yang-cheng-fu-talks-on-the-practice-of-taijiquan/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/yang-cheng-fu-talks-on-the-practice-of-taijiquan/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Sep 2007 19:02:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=122</guid>
		<description><![CDATA[บรรยายโดย อาจารย์หยางเฉินฟู่ บันทึกโดย จางหงขุย มีสำนักมวยจีนมากมายซึ่งมีพื้นฐานจากปรัชญาดั้งเดิม  ตั้งแต่อดีตมามีผู้คนมากมายที่ใช้เวลาและพลังงานทั้งชีวิตเฝ้าสังเกตธรรมชาติ แสวงหาแก่นแท้ของวิทยายุทธ์ และพยายามยกระดับฝืมือตนเอง หากน้อยคนนักที่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามผู้ฝึกสามารถเพิ่มพูนระดับฝีมือโดยการขยันหมั่นฝึกฝน และในที่สุดก็จะสามารถบรรลุระดับยอดฝีมือได้ ดังคำโบราณกล่าวว่า &#8220;น้ำหยดทุกวัน แม้หินยังกร่อน&#8220; มวยไท่เก๊กเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวจีน เป็นศิลปะซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวที่ช้าและนิ่มนวลกลายเป็นพลัง ดังคำกล่าวโบราณว่า &#8220;สำลีซ่อนเข็ม&#8220;  ไม่ว่าทางกายภาพ เทคนิค หรือกลไกต่างๆ ล้วนวางอยู่บนพื้นฐานของหลักปรัชญาโบราณ  ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกที่จะต้องได้คำแนะนำของอาจารย์ที่ดี และมีการฝึกซ้อมแลกเปลี่ยนความรู้ฝีมือระหว่างผู้ฝึกด้วยกัน หากสิ่งที่สำคัญที่สุดยังเป็นการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องไม่ย่อท้อ  จริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรที่เหมือนกับการฝึกมวยไท่เก๊ก และผู้ฝึกไม่ว่าชาย หญิง เด็กหรือชรา ย่อมได้รับผลที่ดี หากผ่านการฝึกฝนเป็นเวลานานปี หลายปีมานี้ มีผู้ฝึกมวยไท่เก๊กเพิ่มขึ้นมากมาย นี่ย่อมเป็นเครื่องชี้วัดที่ดีสำหรับความนิยมในวิทยายุทธ์  ผู้ฝึกมากมายฝึกฝนด้วยความตั้งใจและขยันหมั่นเพียร ซึ่งย่อมจะได้รับผลตอบแทนในระดับสูง   ยังสามารถกล่าวได้ว่ามีแนวคิดผิดๆ สองประการที่ต้องกำจัดออกไป  หนึ่งคือ ผู้เยาว์ที่เฉลียวฉลาดและมีทักษะฝีมือสูง มักจะเข้าใจว่าตนเองได้เรียนรู้พอเพียงแล้ว และหยุดการเรียนไปกลางคัน บุคคลประเภทนี้ย่อมไม่สามารถประสบผลสำเร็จในระดับสูง  สองคือ ผู้ฝึกบางคนกระตือรือร้นเกินไป คาดหวังที่จะสำเร็จอย่างรวดเร็ว หรือหวังผลแบบสำเร็จรูป ต้องการเรียนทุกอย่างในเวลาอันสั้น ตั้งแต่ท่ามวย ดาบ กระบบี่ ทวน และอื่นๆ พวกนี้รู้ทุกอย่างเพียงผิวเผิน แต่ไม่สามารถยึดกุมแก่นแท้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บรรยายโดย อาจารย์หยางเฉินฟู่</strong></p>
<p><strong>บันทึกโดย จางหงขุย</strong></p>
<p><strong>มีสำนักมวยจีนมากมายซึ่งมีพื้นฐานจากปรัชญาดั้งเดิม</strong>  ตั้งแต่อดีตมามีผู้คนมากมายที่ใช้เวลาและพลังงานทั้งชีวิตเฝ้าสังเกตธรรมชาติ แสวงหาแก่นแท้ของวิทยายุทธ์ และพยายามยกระดับฝืมือตนเอง หากน้อยคนนักที่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามผู้ฝึกสามารถเพิ่มพูนระดับฝีมือโดยการขยันหมั่นฝึกฝน และในที่สุดก็จะสามารถบรรลุระดับยอดฝีมือได้ ดังคำโบราณกล่าวว่า &#8220;<strong>น้ำหยดทุกวัน แม้หินยังกร่อน</strong>&#8220;<span id="more-94"></span></p>
<p><strong>มวยไท่เก๊กเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวจีน</strong> เป็นศิลปะซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวที่ช้าและนิ่มนวลกลายเป็นพลัง ดังคำกล่าวโบราณว่า &#8220;<strong>สำลีซ่อนเข็ม</strong>&#8220;  ไม่ว่าทางกายภาพ เทคนิค หรือกลไกต่างๆ ล้วนวางอยู่บนพื้นฐานของหลักปรัชญาโบราณ  ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกที่จะต้องได้คำแนะนำของอาจารย์ที่ดี และมีการฝึกซ้อมแลกเปลี่ยนความรู้ฝีมือระหว่างผู้ฝึกด้วยกัน หากสิ่งที่สำคัญที่สุดยังเป็นการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องไม่ย่อท้อ  จริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรที่เหมือนกับการฝึกมวยไท่เก๊ก และผู้ฝึกไม่ว่าชาย หญิง เด็กหรือชรา ย่อมได้รับผลที่ดี หากผ่านการฝึกฝนเป็นเวลานานปี</p>
<p>หลายปีมานี้ มีผู้ฝึกมวยไท่เก๊กเพิ่มขึ้นมากมาย นี่ย่อมเป็นเครื่องชี้วัดที่ดีสำหรับความนิยมในวิทยายุทธ์  ผู้ฝึกมากมายฝึกฝนด้วยความตั้งใจและขยันหมั่นเพียร ซึ่งย่อมจะได้รับผลตอบแทนในระดับสูง   ยังสามารถกล่าวได้ว่ามีแนวคิดผิดๆ สองประการที่ต้องกำจัดออกไป  หนึ่งคือ <strong>ผู้เยาว์ที่เฉลียวฉลาดและมีทักษะฝีมือสูง</strong> มักจะเข้าใจว่าตนเองได้เรียนรู้พอเพียงแล้ว และหยุดการเรียนไปกลางคัน บุคคลประเภทนี้ย่อมไม่สามารถประสบผลสำเร็จในระดับสูง  สองคือ <strong>ผู้ฝึกบางคนกระตือรือร้นเกินไป</strong> คาดหวังที่จะสำเร็จอย่างรวดเร็ว หรือหวังผลแบบสำเร็จรูป ต้องการเรียนทุกอย่างในเวลาอันสั้น ตั้งแต่ท่ามวย ดาบ กระบบี่ ทวน และอื่นๆ พวกนี้รู้ทุกอย่างเพียงผิวเผิน แต่ไม่สามารถยึดกุมแก่นแท้ และในสายตาของผู้รู้แล้ว ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของพวกเหล่านี้ยังมีจุดบกพร่องอยู่มากมาย ซึ่งยากที่จะแก้ไข จริงๆ แล้วคือต้องแก้ไขทั้งหมดตั้งแต่ต้น บ่อยครั้งที่ อาจารย์แก้ไขให้ในตอนเช้า แต่เขาก็กลับไปเป็นอย่างเดิมในตอนเย็น ดังมีคำกล่าวในหมู่ผู้ฝึกวิทยายุทธ์ว่า &#8220;<strong>เรียนมวยง่าย แต่แก้ไขท่ามวยนั้นยาก</strong>&#8220;  หรือกล่าวได้ว่า &#8220;<strong>ยิ่งรีบกลับยิ่งช้า</strong>&#8220;  และยิ่งผู้ฝึกเหล่านี้ได้ส่งต่อความผิดพลาดต่างๆ นี้ต่อไปยังรุ่นต่อๆ ไปยิ่งเป็นอันตรายใหญ่หลวง</p>
<p>ในการฝึกมวยไท่เก๊ก ผู้ฝึกควรเริ่มฝึกจากชุดมวยสำหรับฝึก ผู้ฝึกควรจะฝึกฝนตามแนวทางที่อาจารย์ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด และใส่ใจกับทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหว ระหว่างนั้นเขาควรให้ความใส่ใจกับ <strong>&#8220;เน่ย&#8221; &#8220;ว่าย&#8221; &#8220;ซ่าง&#8221;</strong> และ <strong>&#8220;เซี่ย&#8221;</strong> </p>
<p><strong>&#8220;เน่ย&#8221;</strong> คือการใช้จิตไม่ใช้แรง <strong>&#8220;ว่าย&#8221;</strong> คือการผ่อนคลายอวัยวะแขนขา ไหล่ศอก เคลื่อนไหวจากเท้าสู่ขาสู่เอวและต่อเนื่องกัน <strong>&#8220;ซ่าง&#8221;</strong> คือยกศรีษะตั้งตรง <strong>&#8220;เซี่ย&#8221;</strong> และคือ การจมชี่สู่ตันเถียน</p>
<p><strong>สำหรับผู้ฝึกใหม่</strong> สิ่งที่ได้กล่าวมานี้คือจุดสำคัญที่สุดที่จะต้องระลึกไว้เสมอ ยึดกุมแก่นแท้ หมั่นฝึกฝนท่วงท่าให้ถูกต้องอยู่เสมอ ไม่แสวงหาหนทางลัดหรือวิธีการสำเร็จรูป คำแนะนำคือ พึงก้าวหน้าอย่างช้าๆ แต่มั่นคง ซึ่งการนี้ย่อมกินเวลาอันยาวนาน ในการฝึกฝนมวยไท่เก๊ก จำเป็นมากที่จะต้องรักษาข้อต่อในร่างกายให้ผ่อนคลาย เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติและลื่นไหลไม่หยุดยั้ง ไม่กลั้นลมหายใจ (ซึ่งจะทำให้หายใจหอบ) และไม่ใช้แรงกระด้างในการยกแขนขา เอวหรือร่างกาย หากพยายามเคลื่อนไหวอย่างนิ่มนวลและต่อเนื่อง จริงๆ แล้วสองประการนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปอยู่แล้วในหมู่ผู้ฝึกวิทยายุทธ์ หากผู้สอนหลายคนพบอุปสรรคในการนำมันไปใช้ในการฝึก</p>
<p><strong>มีสิ่งที่ผู้ฝึกฝนพึงระลึกไว้ ดังนี้:</strong></p>
<ol>
<li><strong>ตั้งศรีษะให้ตรง</strong> ไม่ยื่นออกไปข้างหน้าหรือเอนไปข้างหลัง เช่นที่กล่าวกันว่า &#8220;<strong>เหมือนมีของวางอยู่บนศรีษะ และเราต้องระวังไม่ให้มันหล่นลงมา</strong>&#8221; หากไม่ใช่การตรึงศรีษะจนไม่เคลื่อนไหว สายตามองตรงไปเบื้องหน้า ติดตามการเคลื่อนไหวของอวัยวะแขนขาร่างกาย แม้สายตาจะเหมือนเพียงมองไปยังที่ว่าง แต่นับเป็นส่วนที่สำคัญมากสำหรับการเคลื่อนไหว ริมฝีปากกึ่งปิดกึ่งเปิด หายใจเข้kออกอย่างเป็นธรรมชาติ หากมีน้ำลายให้กลืนลงไป</li>
<li><strong>รักษาร่างกายและกระดูกสันหลังให้ตั้งตรง</strong> เชิงกรานเป็นอิสระ ขณะเคลื่อนไหว ผ่อนคลายช่วงอกเล็กน้อยซึ่งจะทำให้หลังยกขึ้น ผู้ฝึกใหม่ต้องระลึกสิ่งนี้ไว้เสมอ ไม่เช่นนั้นการเคลื่อนไหวจะแข็งและทื่อด้าน และไม่สามารถก้าวหน้าได้แม้จะผ่านการฝึกหลายปี</li>
<li><strong>ผ่อนคลายข้อต่อแขนทั้งสองข้าง</strong> ผ่อนคลายหัวไหล่ และปล่อยให้ศอกทั้งคู่โค้งเป็นธรรมชาติ ฝ่ามือยืดออกเล็กน้อย และนิ้วมือโค้งเล็กน้อย เคลื่อนแขนด้วยจิตสติ และปล่อยชี่ให้ไปถึงปลายนิ้ว ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ไว้ย่อมประสบความสำเร็จ</li>
<li><strong>ก้าวย่างให้นิ่มนวลเหมือนแมวเดิน</strong> เมื่อเท้าข้างหนึ่งวางบนพื้นได้อย่างมั่นคง อีกข้างต้องว่างเปล่า เมื่อถ่ายน้ำหนักไปยังขาซ้าย ขาซ้ายต้องวางมั่นคงบนพื้นขณะที่ขาขวาว่างเปล่า หรือในทางกลับกันกับขาอีกข้าง และเมื่อขาว่างเปล่า จึงพร้อมจะเคลื่อนไหว  หรือขาที่วางอย่างมั่นคง ไม่ได้หมายความว่าออกแรงลงไปบนขาข้างนั้น ซึ่งหากทำเช่นนั้น ร่างกายจะเอนไปด้านหน้า และทำให้เสียสมดุล</li>
<li><strong>ท่วงท่าการใช้ขา สามารถแบ่งเป็นเตะขึ้นและเตะลง</strong> เมื่อเตะขึ้น ให้ความสนใจกับปลายนิ้วเท้า เมื่อเตะลง ให้ความสนใจกับใจฝ่าเท้า ใช้จิตสติตามด้วยชี่ และชี่ตามด้วยกำลัง เมื่อกระทำได้ดังนี้ ผู้ฝึกจะสามารถผ่อนคลายข้อต่อและหลีกเลี่ยงความกระด้าง</li>
</ol>
<p><strong>ในการฝึกมวยไท่เก๊ก</strong> ผู้ฝึกควรฝึกฝนตามกรอบปฏิบัติข้างต้นให้เชี่ยวชาญ โดยเริ่มจากชุด<strong>มวยช้า</strong> (ชุดการฝึก) และ ชุด<strong>มวยยาว</strong> (ชุดการใช้) หลังจากนั้นจึงฝึกฝนการผลักมือด้วยมือข้างเดียว, การผลักมืออยู่กับที่, การผลักมือขณะเคลื่อนที่ จนถึงการฝึกต่อสู้แบบอิสระ และเมื่อผ่านช่วงเวลาหนึ่ง ผู้ฝึกจะสามารถฝึกฝนอาวุธเช่นกระบี่ ดาบ และทวนต่อไป</p>
<p>ผู้ฝึกฝนควรใช้เวลาฝึกฝนประจำวันในช่วงเช้า หรือก่อนเข้านอน และจะดีมากหากสามารถฝึกได้อีกเจ็ดหรือแปดรอบในระหว่างวัน หรือหากมีเวลาจำกัด อย่างน้อยที่สุดควรฝึกรอบหนึ่งตอนเช้า และอีกรอบในตอนค่ำ ไม่ควรทำการฝึกหลังอาหารหรือหลังการดื่ม สถานที่ที่เหมาะสมคือในสวนหรือสวนสาธารณะ ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์และบรรยากาศที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ควรฝึกในวันที่ลมแรงหรือในสถานที่สกปรก เนื่องจากขณะทำการฝึก ผู้ฝึกอาจหายใจเอาฝุ่นควันหรือสิ่งสกปรกเข้าไป แนะนำให้ใช้ชุดลำลองสบายๆ กับรองเท้าผ้าหรือพื้นยาง หากมีเหงื่อออก ไม่ควรถอดเสื้อหรือเช็ดเหงื่อด้วยผ้าเย็น ซึ่งจะทำให้เจ็บป่วยเป็นหวัดได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/yang-cheng-fu-talks-on-the-practice-of-taijiquan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำแนะนำเบื้องต้นโดยอาจารย์ต่งอิงเจี๋ย</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/tung-ying-jieh-taijiquan-basic-instructions/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/tung-ying-jieh-taijiquan-basic-instructions/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Sep 2007 05:41:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=121</guid>
		<description><![CDATA[ผ่อนคลาย เคลื่อนไหวเนิบช้า ต่อเนื่อง ในการฝึก การเคลื่อนไหวต้องไม่ใช้แรงแม้แต่น้อย ระหว่างการฝึกฝน ผู้ฝึกจะค่อยๆ ก่อเกิดพลังที่แท้จริง และเรียนรู้ที่จะใช้มัน ในการฝึก หายใจให้เป็นธรรมชาติ ผ่านทางจมูก หากแต่รักษาความช้าและนิ่มนวล เมื่อผ่านการฝึกฝนไประยะหนึ่ง ลมหายใจจะค่อยๆ ผสานเข้ากับท่วงท่าเอง อย่างไรก็ตามการฝืนพยายามหายใจให้เข้ากับการเคลื่อนไหวอาจก่ออันตรายได้ ประมาณ 1 ปีของการฝึก เมื่อการเคลื่อนไหวเริ่มถูกต้อง ราบรื่นไร้ความพยายาม อาจารย์ผู้สอนจะเป็นผู้สอนวิธีการหายใจให้เอง ในการฝึกท่วงท่าต่างๆ พยายามให้ความสนใจกับการย้ายน้ำหนักระหว่างขาทั้งคู่ โดยการวางตำแหน่งของร่างกายให้ถูกต้อง ไม่ว่าเดินหน้า ถอยหลัง หรือเคลื่อนขวาง ลำตัวต้องตั้งตรงเสมอ ให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงขณะที่หันร่างกาย โดยการใช้เอว ขณะฝึกฝน เข่าและศอกต้องโค้งงอเสมอ มากน้อยแตกต่างกัน หากต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่องอเข่าจะต้องไม่ล้ำปลายเท้า นี่จะช่วยในการรักษาสมดุล เมื่อยกมือขึ้น ศอกต้องอยู่ต่ำกว่ามือเสมอ นี่จะช่วยในการผ่อนคลายไหล่ เมื่อก้าวเท้า วางส้นเท้าก่อน ย่างก้าวให้เหมือนแมวเดิน ใช้จิตนำการเคลื่อนไหว ดังนั้นสายตาต้องนำการเคลื่อนไหว แม้ว่าดูภายนอกจะคล้ายกับว่าสายตาตามการเคลื่อนไหวก็ตาม การฝึกมวยไท่เก๊ก สามารถกระทำในเวลาใดก็ได้ในหนึ่งวัน แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือเวลาเช้าตรู่ ก่อนอาหาร และหนึ่งชั่วโมงก่อนเข้านอน ไม่ควรฝึกทันทีหลังอาหารมื้อหนัก และไม่นั่งลงทันที [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<ol>
<li>ผ่อนคลาย</li>
<li>เคลื่อนไหวเนิบช้า ต่อเนื่อง</li>
<li>ในการฝึก การเคลื่อนไหวต้องไม่ใช้แรงแม้แต่น้อย ระหว่างการฝึกฝน ผู้ฝึกจะค่อยๆ ก่อเกิดพลังที่แท้จริง และเรียนรู้ที่จะใช้มัน</li>
<li>ในการฝึก หายใจให้เป็นธรรมชาติ ผ่านทางจมูก หากแต่รักษาความช้าและนิ่มนวล เมื่อผ่านการฝึกฝนไประยะหนึ่ง ลมหายใจจะค่อยๆ ผสานเข้ากับท่วงท่าเอง อย่างไรก็ตามการฝืนพยายามหายใจให้เข้ากับการเคลื่อนไหวอาจก่ออันตรายได้ ประมาณ 1 ปีของการฝึก เมื่อการเคลื่อนไหวเริ่มถูกต้อง ราบรื่นไร้ความพยายาม อาจารย์ผู้สอนจะเป็นผู้สอนวิธีการหายใจให้เอง<span id="more-93"></span></li>
<li>ในการฝึกท่วงท่าต่างๆ พยายามให้ความสนใจกับการย้ายน้ำหนักระหว่างขาทั้งคู่ โดยการวางตำแหน่งของร่างกายให้ถูกต้อง ไม่ว่าเดินหน้า ถอยหลัง หรือเคลื่อนขวาง ลำตัวต้องตั้งตรงเสมอ</li>
<li>ให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงขณะที่หันร่างกาย โดยการใช้เอว</li>
<li>ขณะฝึกฝน เข่าและศอกต้องโค้งงอเสมอ มากน้อยแตกต่างกัน หากต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา</li>
<li>เมื่องอเข่าจะต้องไม่ล้ำปลายเท้า นี่จะช่วยในการรักษาสมดุล</li>
<li>เมื่อยกมือขึ้น ศอกต้องอยู่ต่ำกว่ามือเสมอ นี่จะช่วยในการผ่อนคลายไหล่</li>
<li>เมื่อก้าวเท้า วางส้นเท้าก่อน ย่างก้าวให้เหมือนแมวเดิน</li>
<li>ใช้จิตนำการเคลื่อนไหว ดังนั้นสายตาต้องนำการเคลื่อนไหว แม้ว่าดูภายนอกจะคล้ายกับว่าสายตาตามการเคลื่อนไหวก็ตาม</li>
<li>การฝึกมวยไท่เก๊ก สามารถกระทำในเวลาใดก็ได้ในหนึ่งวัน แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือเวลาเช้าตรู่ ก่อนอาหาร และหนึ่งชั่วโมงก่อนเข้านอน ไม่ควรฝึกทันทีหลังอาหารมื้อหนัก และไม่นั่งลงทันที หรืออาบน้ำเย็นทันทีหลังการฝึก</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/tung-ying-jieh-taijiquan-basic-instructions/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Dynamic Page Served (once) in 1.335 seconds -->
