<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Fajing DotNet &#187; ประวัติ</title>
	<atom:link href="http://www.fajing.net/thai/category/taijiquan/taijiquan-history/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.fajing.net/thai</link>
	<description>The Journey of My Life</description>
	<lastBuildDate>Tue, 13 Jul 2010 19:04:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลอู่</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/wuhao-taiji-history/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/wuhao-taiji-history/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 Sep 2007 05:06:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=86</guid>
		<description><![CDATA[มวยไท่เก๊กตระกูลอู่ มักเรียกกันอีกอย่างว่า ตระกูลอู่เฮ่อ ภาษาอังกฤษเขียนเป็น wuhao บางคนก็เลยเข้าใจว่าอ่านว่าอู่เฮากันเป็นแถวเป็นแนว  ที่เรียกรวมว่าอู่เฮ่อ เพราะมวยสายนี้ดั้งเดิมปรมาจารย์ผู้ให้กำเนิดนั้นเป็นคนตระกูลอู่ แต่ภายหลังสืบทอดมาในตระกูลเฮ่อซึ่งได้นำมวยไท่เก๊กตระกูลอู่เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง ผู้คนจึงเรียกกันว่ามวยไท่เก๊กตระกูลอู่สายตระกูลเฮ่อ หรือมวยไท่เก๊กสายสกุลอู่เฮ่อนั่นเอง  ปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลอู่มีนามว่าท่านอู่เหอชิง หรืออู่อวี่เซียง (ค.ศ. 1812-1880) เป็นชาวหย่งเหนียน ในมณฑลเหอเป่ย บ้านเดียวกับท่านหยางลู่ฉานปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลหยางนั่นละครับ  ท่านอู่อวี่เซียงเกิดในตระกูลบัณฑิต มีพี่ชายอีกสองคนชื่ออู่เฉิงชิง และอู่หยู่ชิง บ้านท่านอู่ค่อนข้างมีฐานะดี มีกิจการห้างขายใบชาอยู่ในเมืองทั้งถนนด้านตะวันตกและตะวันออก ถนนละ 1 ห้าง แต่ต่อมาได้ปล่อยร้านทางถนนทิศตะวันตกให้กับเฉินเต๋อหูซึ่งเป็นคนของเฉินเจียโกว (หมู่บ้านตระกูลเฉิน) เปิดเป็นร้านขายยาชื่อไท่เหอถัง รูปท่านอู่เหอชิงหรืออู่อวี่เซียง ปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลอู่ ท่านอู่และพี่ชายทั้งสองเป็นคนชอบศิลปศาสตร์และวิชาการต่อสู้ตั้งแต่ยังเล็ก แต่ประวัติไม่ชัดแจ้งว่าได้เรียนวิชาอะไรมาก่อน แต่ต่อมาท่านอู่อวี่เซียงได้พบกับท่านหยางลู่ฉานที่สำเร็จวิชามวยไท่เก๊กมาจากท่านเฉินฉางซิงแห่งเฉินเจียโกว  ประวัติซึ่งเล่าโดยผู้สืบทอดมวยตระกูลอู่ บอกว่า ท่านอู่อวี่เซียงและท่านหยางลู่ฉานเป็นเพื่อนสนิทกัน ท่านอู่ได้ร่วมค้นคว้าวิชามวยไท่เก๊กกับท่านหยางในช่วงที่ท่านหยางสำเร็จวิชามาใหม่ๆ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงความพิสดารของวิชามวยได้ ต่อมาพี่ชายของท่านอู่อวี่เซียงที่ชื่ออู่เฉิงชิงสอบเป็นขุนนางได้และได้รับราชการเป็นนายอำเภอที่อำเภออู่หยาง ในมณฑลเหอหนาน  ท่านอู่อวี่เซียงได้รับคำสั่งจากมารดาให้เดินทางไปเยี่ยมพี่ชาย ซึ่งระหว่างทางต้องผ่านหมู่บ้านเฉินเจียโกว ท่านจึงได้คิดจะเดินทางไปพบท่านเฉินฉางซิงซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านหยางลู่ฉานเพื่อขอคำชี้แนะเพิ่มเติมในเรื่องมวยไท่เก๊ก แต่ปีนั้นท่านเฉินฉางซิงมีอายุได้ 82 ปีแล้วและถึงแก่กรรมในปีถัดไป ตรงนี้ไม่ได้เล่าว่าได้พบกันหรือไม่อย่างไร แต่ทราบว่าท่านอู่ยังได้รับคำแนะนำจากร้านยาไท่เหอถังว่าในหมู่บ้านเจ้าเป่าติ้ง มีครูมวยชื่อเฉินชิงผิง (ค.ศ.1795-1868) เป็นผู้มีฝีมือทางด้านมวยไท่เก๊ก ดังนั้นในการเดินทางเที่ยวนี้ท่านได้เข้าไปกราบท่านเฉินชิงผิงเป็นอาจารย์ ได้เรียนวิชาอยู่เดือนเศษก็สำเร็จครบถ้วน  รูปท่านเฉินฉางซิงแห่งหมู่บ้านเฉินเจียโกว รูปท่านเฉินชิงผิงแห่งหมู่บ้านเจ้าเป่าติ้ง หลังจากนั้นท่านอู่ยังได้รับ &#8220;บันทีกมวยไท่เก๊ก&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มวยไท่เก๊กตระกูลอู่ มักเรียกกันอีกอย่างว่า ตระกูลอู่เฮ่อ</strong> ภาษาอังกฤษเขียนเป็น wuhao บางคนก็เลยเข้าใจว่าอ่านว่าอู่เฮากันเป็นแถวเป็นแนว  ที่เรียกรวมว่าอู่เฮ่อ เพราะมวยสายนี้ดั้งเดิมปรมาจารย์ผู้ให้กำเนิดนั้นเป็นคนตระกูลอู่ แต่ภายหลังสืบทอดมาในตระกูลเฮ่อซึ่งได้นำมวยไท่เก๊กตระกูลอู่เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง ผู้คนจึงเรียกกันว่ามวยไท่เก๊กตระกูลอู่สายตระกูลเฮ่อ หรือมวยไท่เก๊กสายสกุลอู่เฮ่อนั่นเอง<strong> <span id="more-59"></span></strong></p>
<p><strong>ปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลอู่</strong>มีนามว่าท่าน<strong>อู่เหอชิง</strong> หรือ<strong>อู่อวี่เซียง</strong> (ค.ศ. 1812-1880) เป็นชาวหย่งเหนียน ในมณฑลเหอเป่ย บ้านเดียวกับท่านหยางลู่ฉานปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลหยางนั่นละครับ  ท่านอู่อวี่เซียงเกิดในตระกูลบัณฑิต มีพี่ชายอีกสองคนชื่ออู่เฉิงชิง และอู่หยู่ชิง บ้านท่านอู่ค่อนข้างมีฐานะดี มีกิจการห้างขายใบชาอยู่ในเมืองทั้งถนนด้านตะวันตกและตะวันออก ถนนละ 1 ห้าง แต่ต่อมาได้ปล่อยร้านทางถนนทิศตะวันตกให้กับเฉินเต๋อหูซึ่งเป็นคนของเฉินเจียโกว (หมู่บ้านตระกูลเฉิน) เปิดเป็นร้านขายยาชื่อไท่เหอถัง</p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic16wuyuxiang.jpeg" alt="อู่อวี่เซียง" /></p>
<p style="text-align: center">รูปท่านอู่เหอชิงหรืออู่อวี่เซียง ปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลอู่</p>
<p>ท่านอู่และพี่ชายทั้งสองเป็นคนชอบศิลปศาสตร์และวิชาการต่อสู้ตั้งแต่ยังเล็ก แต่ประวัติไม่ชัดแจ้งว่าได้เรียนวิชาอะไรมาก่อน แต่ต่อมาท่านอู่อวี่เซียงได้พบกับท่านหยางลู่ฉานที่สำเร็จวิชามวยไท่เก๊กมาจากท่านเฉินฉางซิงแห่งเฉินเจียโกว  ประวัติซึ่งเล่าโดยผู้สืบทอดมวยตระกูลอู่ บอกว่า ท่านอู่อวี่เซียงและท่านหยางลู่ฉานเป็นเพื่อนสนิทกัน ท่านอู่ได้ร่วมค้นคว้าวิชามวยไท่เก๊กกับท่านหยางในช่วงที่ท่านหยางสำเร็จวิชามาใหม่ๆ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงความพิสดารของวิชามวยได้ ต่อมาพี่ชายของท่านอู่อวี่เซียงที่ชื่ออู่เฉิงชิงสอบเป็นขุนนางได้และได้รับราชการเป็นนายอำเภอที่อำเภออู่หยาง ในมณฑลเหอหนาน  ท่านอู่อวี่เซียงได้รับคำสั่งจากมารดาให้เดินทางไปเยี่ยมพี่ชาย ซึ่งระหว่างทางต้องผ่านหมู่บ้านเฉินเจียโกว ท่านจึงได้คิดจะเดินทางไปพบท่านเฉินฉางซิงซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านหยางลู่ฉานเพื่อขอคำชี้แนะเพิ่มเติมในเรื่องมวยไท่เก๊ก แต่ปีนั้นท่านเฉินฉางซิงมีอายุได้ 82 ปีแล้วและถึงแก่กรรมในปีถัดไป ตรงนี้ไม่ได้เล่าว่าได้พบกันหรือไม่อย่างไร แต่ทราบว่าท่านอู่ยังได้รับคำแนะนำจากร้านยาไท่เหอถังว่าในหมู่บ้านเจ้าเป่าติ้ง มีครูมวยชื่อเฉินชิงผิง (ค.ศ.1795-1868) เป็นผู้มีฝีมือทางด้านมวยไท่เก๊ก ดังนั้นในการเดินทางเที่ยวนี้ท่านได้เข้าไปกราบท่านเฉินชิงผิงเป็นอาจารย์ ได้เรียนวิชาอยู่เดือนเศษก็สำเร็จครบถ้วน </p>
<p><center></p>
<table>
<tr vAlign="bottom">
<td><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/chenchangxing.jpg" title="เฉินฉางซิง"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/chenchangxing.jpg" alt="เฉินฉางซิง" /></a></td>
<td><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/chenquingping.jpg" title="เฉินชิงผิง"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/chenquingping.jpg" alt="เฉินชิงผิง" /></a></td>
</tr>
<tr>
<td>รูปท่านเฉินฉางซิงแห่งหมู่บ้านเฉินเจียโกว</td>
<td>รูปท่านเฉินชิงผิงแห่งหมู่บ้านเจ้าเป่าติ้ง</td>
</tr>
</table>
<p></center></p>
<p align="center">หลังจากนั้นท่านอู่ยังได้รับ &#8220;บันทีกมวยไท่เก๊ก&#8221; จากอู่เฉิงชิงพี่ชาย  บันทึกฉบับนี้แต่งขึ้นโดยท่านหวังจงเย่ว คนที่เป็นหลานศิษย์ท่านจางซานฟงโน้น  หลังจากท่านอู่กลับมาบ้านก็ได้มาค้นคว้าเพิ่มเติมฝึกฝนด้วยตนเองอีกหลายปีก็เข้าใจถึงแก่นวิชามวยไท่เก๊ก มีฝีมือถึงขั้นไร้เทียมทาน ได้บัญญัติท่ากระบี่ไท้เก๊กตระกูลอู่, 13 ดาบไท่เก๊กตระกูลอู่, 13 ทวนไท่เก๊กตระกูลอู่  การฝึกตอบทวน ทวนเกาะติด และเพิ่มเติมการฝึกผลักมือแบบก้าวย่าง 3 ก้าวครึ่ง ภายหลังยังได้แต่งตำรามวยไท่เก๊กออกมาเผยแพร่อีกมากมาย </p>
<p>ในชีวิตท่านอู่อวี่เซียงรับศิษย์น้อย คือมีท่านหลี่อวี้อวี๋ซึ่งเป็นลูกของน้องสาวเป็นศิษย์เพียงคนเดียว ซึ่งได้เรียนอยู่กับท่านอู่อวี่เซียงอยู่ถึง 20 กว่าปี และใช้ชีวิตในการค้นคว้าวิชามวยไท่เก๊กอย่างเต็มที่และได้เรียบเรียงคัมภีร์เก่าขึ้นมาใหม่ จนภายหลังก็เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง </p>
<p align="center"><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/liyiyu.jpg" title="หลี่อวี้อวี๋"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/liyiyu.jpg" alt="หลี่อวี้อวี๋" /></a></p>
<p align="center">รูปท่านหลี่อวี้อวี๋ ศิษย์เพียงคนเดียวของท่านอู่อวี่เซียง</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/haoweizhen1849-1920.jpg" title="เฮ่อเว่ยเจิน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/haoweizhen1849-1920.jpg" title="เฮ่อเว่ยเจิน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/haoweizhen1849-1920.jpg" title="เฮ่อเว่ยเจิน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/haoweizhen1849-1920.jpg" title="เฮ่อเว่ยเจิน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/haoweizhen1849-1920.jpg" title="เฮ่อเว่ยเจิน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/haoweizhen1849-1920.jpg" title="เฮ่อเว่ยเจิน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/haoweizhen1849-1920.jpg" title="เฮ่อเว่ยเจิน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/haoweizhen1849-1920.jpg" title="เฮ่อเว่ยเจิน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/haoweizhen1849-1920.jpg" title="เฮ่อเว่ยเจิน"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/haoweizhen1849-1920.jpg" alt="เฮ่อเว่ยเจิน" /></p>
<p></a></p>
<p align="center">ท่านเฮ่อเว่ยเจิน ซึ่งสืบทอดมวยไท่เก๊กตระกูลอู่สืบต่อจากท่านหลี่อวี้อวี๋</p>
<p>นี่คือเรื่องที่เล่าสืบทอดกันมาในผู้ฝึกมวยตระกูลอู่ครับ หากในตำราอื่นๆ รวมทั้งเรื่องที่เล่ามาผ่านทางผู้ฝึกมวยไท่เก๊กสายอื่นก็มีจุดที่แตกต่างกันอยู่บ้าง</p>
<p>ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อกันว่า เมื่อท่านหยางลู่ฉานสำเร็จวิชาจากหมู่บ้านเฉินเจียโกวในปีใดปีหนึ่ง ในช่วงรัชสมัยของสวนจงฮ่องเต้ (Xuan Zong-Min Ning 1821-1850) จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านเดิมที่หย่งเหนียน  ก็มีโอกาสได้แสดงฝีมือมากมาย และได้มีคนในละแวกนั้นมาขอเป็นศิษย์อยู่บ้าง และในจำนวนนั้นก็มีท่านอู่เหอชิงหรืออู่อวี่เซียงนี้อยู่ด้วย  บางตำราว่าท่านหยางลู่ฉานให้บุตรชายคือหยางปันโหวเป็นผู้สอน แต่บางเล่มก็ว่าท่านหยางลู่ฉานฝากหยางปันโหวบุตรชายให้เรียนหนังสือกับท่านอู่อวี่เซียง แต่จะเป็นอย่างไรก็ตาม ก็ยังนับว่าระหว่างสองตระกูลนี้นับว่ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ช่วงที่เรียนกันอยู่นี้ไม่มีบันทึกชัดเจนว่าอยู่ในช่วงปีใด แต่เป็นไปได้ว่าภายหลังท่านหยางลู่ฉานได้เดินทางไปที่อื่นต่อ และท่านอู่อวี่เซียงก็รู้สึกว่าวิชาที่ได้รับจากท่านหยางลู่ฉานนั้นยังไม่น่าจะครบถ้วนกระบวนความมวยไท่เก๊ก ท่านก็เลยดำริจะเดินทางไปพบกับท่านเฉินฉางซิงซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านหยางอย่างที่ทราบกันแล้ว ซึ่งตอนนี้เราจะทราบช่วงเวลาแน่นอน เพราะเล่าไว้ชัดเจนว่าปีนั้นท่านเฉินฉางซิงอายุได้ 82 ปี หักลบกลบหนี้กันแล้วได้ความว่าเป็น ค.ศ. 1852 ปีนั้นท่านอู่อวี่เซียงก็อายุได้ถึง 40 ปี ท่านหยางลู่ฉานตอนนั้นก็ 53 ปี ส่วนท่านหยางปันโหวอายุ 15 ปี  ซึ่งจากนั้นกลายเป็นว่าท่านอู่ได้ไปกราบท่านเฉินชิงผิงที่หมู่บ้านเจ้าเป่าเป็นอาจารย์ และสามารถเล่าเรียนได้สำเร็จภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ซึ่งที่น่าจะเป็นไปได้คือท่านมีพื้นฐานมวยไท่เก๊กมาอย่างลึกล้ำจากท่านหยางลู่ฉานแล้วนั่นเอง</p>
<p>มีบางแห่งอ้างว่าท่านอู่อวี่เซียงได้สอนมวยไท่เก๊กของท่านให้กับหยางปันโหว บุตรชายของท่านหยางลู่ฉานด้วย จึงทำให้ท่ามวยของท่านหยางปันโหวแตกต่างจากท่านหยางลู่ฉาน แต่ในเรื่องนี้ไม่น่าเป็นเช่นนั้นเพราะในประวัติของตระกูลหยางก็เล่าไว้ถึงการที่ท่านหยางปันโหวต้องฝึกฝนวิชาประจำตระกูลคือมวยไท่เก๊กตระกูลหยางอย่างหนักจนแทบจะหนีออกจากบ้าน ถึงขั้นแทบจะฆ่าตัวตายเอาเลย  บุตรชายอีกคนคือท่านหยางเจี้ยนโหวก็เห็นว่าจะไปขอบวชเป็นหลวงจีน ฝึกหนักกันปานไหนก็คิดดูกัน  อีกทั้งในประวัติของตระกูลอู่เองก็กล่าวไว้ว่าท่านอู่อวี่เซียงได้รับศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ภายหลังมวยไท่เก๊กตระกูลอู่ก็ได้รับยกย่องว่าเป็นมวยไท่เก๊กสายหนึ่งซึ่งมีความ<br />
สวยงามและร้ายกาจอย่าง และมีชื่อเสียงในด้านการฝึกกำลังภายในอย่างมาก จนมีชื่อเสียงไปทั่วโลกเช่นกัน<br />
 </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/wuhao-taiji-history/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลเฉิน</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/chen-taiji-history/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/chen-taiji-history/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 01 Sep 2007 19:34:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=82</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติมวยไท่เก๊กยุคใหม่มักจะเริ่มต้นจากตระกูลเฉิน ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าตระกูลหลักของมวยไท่เก๊กในปัจจุบัน  เล่ากันว่ามวยไท่เก๊กตระกูลเฉินนี้มีต้นกำเนิดอยู่ในหมู่บ้านเฉินเจียโกว ตำบลเวิน ในมณฑลเหอหนานของประเทศจีน  แต่เดิมตระกูลเฉินก็มีวิทยายุทธ์ประจำตระกูลของตัวเองอยู่ก่อนแล้วครับ เรียกว่ามวยเผ้าฉวย  ว่ากันตามลักษณะก็สไตล์แกร่งกร้าวแบบมวยเส้าหลิน แต่ภายหลังครูมวยของตระกูลเฉินผู้หนึ่ง ชื่อว่าเฉินฉางซิง (ค.ศ. 1771-1853)ได้มีโอกาสเรียนมวยไท่เก๊กจากคนผ่านทางชื่อเจียงฟา (ค.ศ. 1716-1795)   ท่านเจียงฟาผู้นี้ว่ากันว่าได้ร่ำเรียนมวยไท่เก๊กมาจากทางสายของท่านหวังจงเย่ว ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงในวิชามวยไท่เก๊กสืบต่อมาจากท่านจางซานฟงปรมาจารย์มวยไท่เก๊ก  บางตำราว่าท่านเจียงฟาเป็นลูกศิษย์ของท่านหวังจงเย่วบางตำราว่าเป็นหลานศิษย์และมีกระทั่งที่ว่าเป็นศิษย์น้องรุ่นเดียวกัน  ซึ่งที่ว่าเป็นศิษย์น้องนี่คงไม่ใช่เพราะยุคสมัยต่างกันอยู่มาก แต่บางตำราก็ว่ากันว่ามีคนชื่อหวังจงอยู่สองคน คนแรกเป็นหลานศิษย์ท่านจางซานฟง อีกคนเป็นรุ่นหลังซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านเจียงฟา แต่ก็มีบางตำราว่าไม่ตรงกัน โดยประวัติของมวยไท่เก๊กที่เขียนโดยตระกูลเฉิน กลับกล่าวว่า เจียงฟาเป็นเด็กรับใช้  ฝากตัวอยู่กับเฉินหวังถิง (ค.ศ. ??-1719 A.D.) ซึ่งเป็นลูกหลานรุ่นที่ 9 ของตระกูลเฉินนับจากผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเฉินเจียโกว ท่านเจียงฟาคนนี้ก็เกิดคนละยุค กับท่านเจียงฟาคนที่แล้ว  เพราะเกิดร่วมยุคกับท่านเฉินหวังถิง  มีบางแห่งที่ว่าท่านมีอายุในช่วงปี ค.ศ.1574-1655 อันนี้เป็นท่านเจียงฟาซึ่งเป็นปรมาจารย์มวยไท่เก๊กสายเจ้าเป่าครับ ซึ่งก็ไปกันใหญ่ เพราะดูจะเป็นรุ่นก่อนยุคของท่านเฉินหวังถิงด้วยซ้ำ  ก็แล้วแต่จะว่ากันไป มีอีกข้อมูลหนึ่งครับ ว่าท่านเฉินหวังถิงเกิดปี 1600-1680 ครับ ซึ่งท่านนี้จะสอดคล้องกับท่านเจียงฟาที่เป็นปรมาจารย์มวยไท่เก๊กสายเจ้าเป่า  ซึ่งถ้าจะเชื่อตามนี้ก็จะสอดคล้องกัน เพียงแต่ว่าข้อมูลชุดนี้ผมได้มาทีหลัง รวมทั้งยิ่งนานวันไปจะยิ่งพบว่าประวัติมวยไท่เก๊กยิ่งเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เหมือนกับถูกเขียนกันใหม่แทบทุกวัน ก็คงได้แต่อ่านๆ ฟังๆ กันไว้ครับ ส่วนความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่างๆ ต้องรอให้ผมมีสตางค์เยอะๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ประวัติมวยไท่เก๊กยุคใหม่มักจะเริ่มต้นจากตระกูลเฉิน</strong> ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าตระกูลหลักของมวยไท่เก๊กในปัจจุบัน  เล่ากันว่ามวยไท่เก๊กตระกูลเฉินนี้มีต้นกำเนิดอยู่ใน<strong>หมู่บ้านเฉินเจียโกว ตำบลเวิน ในมณฑลเหอหนาน</strong>ของประเทศจีน  แต่เดิมตระกูลเฉินก็มีวิทยายุทธ์ประจำตระกูลของตัวเองอยู่ก่อนแล้วครับ เรียกว่า<strong>มวยเผ้าฉวย</strong>  ว่ากันตามลักษณะก็สไตล์แกร่งกร้าวแบบมวยเส้าหลิน แต่ภายหลังครูมวยของตระกูลเฉินผู้หนึ่ง ชื่อว่า<strong>เฉินฉางซิง</strong> (ค.ศ. 1771-1853)ได้มีโอกาสเรียนมวยไท่เก๊กจากคนผ่านทางชื่อ<strong>เจียงฟา</strong> (ค.ศ. 1716-1795)   ท่านเจียงฟาผู้นี้ว่ากันว่าได้ร่ำเรียนมวยไท่เก๊กมาจากทางสายของท่าน<strong>หวังจงเย่ว</strong> ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงในวิชามวยไท่เก๊กสืบต่อมาจากท่านจางซานฟงปรมาจารย์มวยไท่เก๊ก  บางตำราว่าท่านเจียงฟาเป็นลูกศิษย์ของท่านหวังจงเย่วบางตำราว่าเป็นหลานศิษย์และมีกระทั่งที่ว่าเป็นศิษย์น้องรุ่นเดียวกัน  ซึ่งที่ว่าเป็นศิษย์น้องนี่คงไม่ใช่เพราะยุคสมัยต่างกันอยู่มาก แต่บางตำราก็ว่ากันว่ามีคนชื่อหวังจงอยู่สองคน คนแรกเป็นหลานศิษย์ท่านจางซานฟง อีกคนเป็นรุ่นหลังซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านเจียงฟา<span id="more-58"></span></p>
<p>แต่ก็มีบางตำราว่าไม่ตรงกัน โดยประวัติของมวยไท่เก๊กที่เขียนโดยตระกูลเฉิน กลับกล่าวว่า เจียงฟาเป็นเด็กรับใช้  ฝากตัวอยู่กับเฉินหวังถิง (ค.ศ. ??-1719 A.D.) ซึ่งเป็นลูกหลานรุ่นที่ 9 ของตระกูลเฉินนับจากผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเฉินเจียโกว ท่านเจียงฟาคนนี้ก็เกิดคนละยุค<br />
กับท่านเจียงฟาคนที่แล้ว  เพราะเกิดร่วมยุคกับท่านเฉินหวังถิง  มีบางแห่งที่ว่าท่านมีอายุในช่วงปี ค.ศ.1574-1655 อันนี้เป็นท่านเจียงฟาซึ่งเป็นปรมาจารย์มวยไท่เก๊กสายเจ้าเป่าครับ ซึ่งก็ไปกันใหญ่ เพราะดูจะเป็นรุ่นก่อนยุคของท่านเฉินหวังถิงด้วยซ้ำ  ก็แล้วแต่จะว่ากันไป</p>
<p>มีอีกข้อมูลหนึ่งครับ ว่าท่านเฉินหวังถิงเกิดปี 1600-1680 ครับ ซึ่งท่านนี้จะสอดคล้องกับท่านเจียงฟาที่เป็นปรมาจารย์มวยไท่เก๊กสายเจ้าเป่า  ซึ่งถ้าจะเชื่อตามนี้ก็จะสอดคล้องกัน เพียงแต่ว่าข้อมูลชุดนี้ผมได้มาทีหลัง รวมทั้งยิ่งนานวันไปจะยิ่งพบว่าประวัติมวยไท่เก๊กยิ่งเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เหมือนกับถูกเขียนกันใหม่แทบทุกวัน ก็คงได้แต่อ่านๆ ฟังๆ กันไว้ครับ ส่วนความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่างๆ ต้องรอให้ผมมีสตางค์เยอะๆ แล้วจะไปทำวิจัยด้วยตัวเองให้ละเอียดเชียวครับ</p>
<p>กลับเข้าเรื่องเดิมมั่ง ทีนี้เขาว่าเจียงฟาคนนี้ก็เลยมีโอกาสได้เรียนมวยไท่เก๊กจากเฉินหวังถิงนี่เอง  ส่วนเฉินหวังถิงจึงจะนับว่าเป็นผู้สืบทอดวิชามวยไท่เก๊กจากหวังจงเย่วตัวจริง หรือบ้างก็ว่าเฉินหวังถิงเป็นผู้คิดค้นมวยไท่เก๊กขึ้นมาเอง ซึ่งเป็นคนละมวยกับมวยไท่เก๊กของท่านจางซานฟงเดิม  อันนี้มันก็ดูแปลกๆ  อยู่เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น มวยไท่เก๊กก็น่าจะถ่ายทอดมาในตระกูลเฉินอยู่ก่อนแล้ว ทำไมตระกูลเฉินถึงยังฝึกเผ้าฉวยซึ่งไปคนละทางกับมวยไท่เก๊ก  หรือทำไมถึงมีตำนานที่ท่านเจียงฟามาถ่ายทอดให้กับเฉินฉางซิงอีกที  แล้วยิ่งว่ากันว่าตระกูลเฉินก็มีกฎไม่ถ่ายทอดวิชาให้กับคนนอกตระกูลเสียอีก ก็ยิ่งดูขัดแย้งไปกันใหญ่   แต่ในเมื่อเขาว่ามาอย่างนั้นก็เอามาเล่าสู่กันฟังครับ</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic8chenwangting.jpeg" title="เฉินหวังถิง"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic8chenwangting.jpeg" title="เฉินหวังถิง"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic8chenwangting.jpeg" title="เฉินหวังถิง"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic8chenwangting.jpeg" title="เฉินหวังถิง"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic8chenwangting.jpeg" alt="เฉินหวังถิง" /></p>
<p></a></p>
<p style="text-align: center">รูปท่านเฉินหวังถิง จอมยุทธ์ตระกูลเฉิน</p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p align="center"><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic9chenwangting_jiangfa.jpeg" title="เฉินหวังถิงและเจียงฟา"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic9chenwangting_jiangfa.jpeg" alt="เฉินหวังถิงและเจียงฟา" /></a></p>
<p align="center">รูปท่านเฉินหวังถิงยืนกับเด็กรับใช้ ว่ากันว่าคนที่ยืนถือง้าวเครางามนี่ละครับคือเจียงฟา<br />
 </p>
<p>อีกประการหนึ่งก็คือมวยไท่เก๊กของตระกูลหยาง ที่หยางลู่ฉาน (เรื่องของหยางลู่ฉานเดี๋ยวจะเล่าละเอียดตอนประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย) ได้ร่ำเรียนมาจากเฉินฉางซิงและภายหลังเป็นผู้ถ่ายทอดมวยไท่เก๊กออกไปในวงกว้าง ก็ไปคล้ายคลึงกับมวยไท่เก๊กดั้งเดิมที่ถ่ายทอดไปทางอื่นนอกตระกูลเฉินไป เหมือนทั้งหลักวิชา ชื่อเรียกและท่าทางหลายๆ อย่างแต่ดูแตกต่างจากมวยไท่เก๊กของตระกูลเฉินที่อยู่ๆ ก็เอามาสอนกันในภายหลังด้วยซ้ำไป </p>
<p>นอกจากนี้เคยมีนักประวัติศาสตร์ไท่เก๊กชื่อ<strong>ท่านอู๋ถูหนาน</strong>เคยไปตรวจสอบเรื่องนี้ถึงหมู่บ้านเฉินเจียโกวและได้พบกับคนชื่อ<strong>ตู้อวี้ว่าน</strong>ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านตระกูลเฉินนั้นด้วย โดยท่านตู้อวี้ว่านผู้นี้ก็เป็นผู้ฝึกมวยไท่เก๊ก และได้เล่าให้ท่านอู๋ถูหนานฟังว่า มวยไท่เก๊กที่เขาฝึกนั้นสืบทอดมาจากของท่านเจียงฟา ไม่ใช่มวยที่ถ่ายทอดกันมาในตระกูลเฉิน แต่เป็นมวยที่ถ่ายทอดจากอาจารย์สู่ศิษย์ โดยอาจารย์รุ่นแรกของท่านตู้อวี้ว่านผู้นี้ก็กราบอาจารย์พร้อมกับท่านเฉินฉางซิงนั่นเอง  ท่านตู้เล่าว่าเมื่อถึงเวลาเซ่นไหว้อาจารย์ ท่านก็เซ่นไหว้ท่านเจียงฟาด้วยเช่นกัน ท่ามวยและชื่อเรียกต่างๆ ก็ไปเหมือนกันกับของมวยชุดที่ท่านหยางลู่ฉานนำมาเผยแพร่นั่นเอง เรื่องนี้มีอยู่ในบันทึกของท่านอู๋ถูหนานซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องมวยไท่เก๊กอย่างจริงจัง และมีอายุยืนยาวถึง 105 ปี เป็นเสาหลักบู๊ลิ้มของประเทศจีนผู้หนึ่ง</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic10wutunan-young.jpeg" title="อู๋ถูหนาน"></a></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic10wutunan-young.jpeg" alt="อู๋ถูหนาน" /></p>
<p align="center">ท่านอู๋ถูหนาน อายุ 35 กำลังเป็นหนุ่มหล่อ</p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p align="center"><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic11wutunan-old.jpeg" title="อู๋ถูหนาน"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/pic11wutunan-old.jpeg" alt="อู๋ถูหนาน" /></a> </p>
<p align="center">รูปท่านอู๋ถูหนานอายุร้อยกว่า ท่านเสียไปตอนอายุ 105</p>
<p>มาว่าที่เจียงฟาต่อ ท่านเจียงฟาผู้นี้เชื่อกันว่าท่านเปิดร้านขายเต้าหู้อยู่ในนครซีอาน มณฑลส่านซี เป็นผู้มีความกตัญญูมาก ทุกปีต้องเดินทางไปยังมณฑลเหอหนานเพื่อเยี่ยมมารดาผู้ชรา กลับบ้านปีละครั้งนี่สมัยโบราณเขาว่ากตัญญูมากแล้วนะครับ เพราะไปมาลำบาก  ทีนี้ปีหนึ่งบังเอิญ<br />
ว่าผ่านไปเห็นท่านเฉินฉางซิงกำลังฝึกมวยประจำตระกูลที่เรียกว่าเผ้าฉวย  ซึ่งว่ากันว่าเป็นมวยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไปถึงสมัยราชวงศ์หมิงนู่นเหมือนกัน  ท่านเจียงฟาเห็นท่าทางของมวยเผ้าฉวยนี่แล้วก็คงคันคอหรือเกิดจั๊กจี้อะไรขึ้นมา ก็ส่งเสียงหัวเราะไปเข้าหูเฉินฉางซิงเข้า  มันก็เสียมารยาทล่ะนะ  ก็เลยรีบเดินจากไปไม่อยากมีเรื่อง  ทีนี้เฉินฉางซิงฝึกมวยอยู่ดีๆ มีคนมาหัวเราะเยาะมีหรือจะยอม ก็เลยตามไปคว้าเจียงฟาจากด้านหลัง แต่ถูกท่านเจียงฟาสบัดไหล่เบาๆ ก็เหวี่ยงเอาเฉินฉางซิงลงไปแอ้งแม้งอยู่กับพื้น  จังหวะนั้นเองท่านเฉินฉางซิงซึ่งก็คงจะฉลาดอยู่ไม่น้อย รีบพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ไหนๆ ก็คลุกฝุ่นกองอยู่กับพื้นอยู่แล้วก็เปลี่ยนกระบวนท่าเป็นคุกเข่าในทันใดเรียกท่านเจียงฟาเป็นท่านอาจารย์ รีบเชิญท่านเจียงฟาเข้าบ้านยกน้ำชาคารวะขอฝากตัวเป็นศิษย์เสร็จสรรพ  ท่านเจียงฟาก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกละทีนี้ ไปทำเขาไว้ จะไม่รับก็ใช่ที่ ก็เลยสั่งให้เฉินฉางซิงไว้ว่าเช้าให้คัดเศษหิน เย็นให้หักกิ่งไม้  ถ้าทำอย่างนี้ได้ทุกวัน อีกสามปีข้างหน้าก็จะกลับมาสอนวิชาให้</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/chenchangxing.jpg" title="เฉินฉางซิง"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/chenchangxing.jpg" title="เฉินฉางซิง"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/chenchangxing.jpg" title="เฉินฉางซิง"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/chenchangxing.jpg" alt="เฉินฉางซิง" /></p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/09/chenchangxing.jpg" title="เฉินฉางซิง"></a></p>
<p></a></p>
<p align="center">รูปท่านเฉินฉางซิงวัยชรา</p>
<p>บรรทัดเดียวสามปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ท่านเจียงฟากลับมาที่เฉินเจียโกวตามสัญญาก็เห็นว่าเฉินฉางซิงขยันขันแข็งคัดหิน หักไม้จริงตามที่สัญญาไว้ ก็เฉลยให้ฟังว่าที่ให้เฉินฉางซิงนั่งยองๆ คัดหิน หักไม้ทุกวันก็เพื่อสลายความกระด้างของเอว เพิ่มความคล่องให้กับเอวและ<br />
ศรีษะ ซึ่งหากในสามปีนี้เฉินฉางซิงไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่ง ต่อให้อยากเรียนวิชาก็เรียนไม่ได้อยู่ดีเพราะร่างกายจะยืดหยุ่นไม่เพียงพอ  แต่เมื่อเฉินฉางซิงมีทั้งความซื่อสัตย์และความอุตสาหะ ท่านเจียงฟาย่อมไม่ปฏิเสธที่จะสอนวิชามวยของท่านให้  แล้วท่านเฉินฉางซิงก็ทำพิธียกน้ำชากราบไหว้อาจารย์ตามขนบธรรมเนียม และได้เรียนวิชาที่เรียกว่ามวยไท่เก๊กสมใจ แต่บางตำราเขาก็ว่าไม่ได้ทำพิธีกราบอาจารย์กันนะครับ เพราะท่านเฉินกราบอาจารย์มวยตระกูลเฉินไปแล้ว ซึ่งหากอาจารย์เดิมยังไม่อนุญาตก็ไปกราบอาจารย์ท่านอื่นอีกไม่ได้  ก็เรื่องของขนบธรรมเนียมละครับ แต่เอาเป็นว่าท่านเฉินฉางซิงได้เรียนมวยกับท่านเจียงฟาสมใจ</p>
<p>การที่เฉินฉางซิงไปเรียนมวยจากคนนอกนี้ก็ถือเป็นความอับอายของตระกูลเฉินครับ เหล่าผู้ใหญ่ในตระกูลก็เลยไม่อนุญาตให้เฉินฉางซิงฝึกและสอนมวยของตระกูลเฉินอีกต่อไป  ซึ่งจากนั้นมาเฉินฉางซิงก็สอนเฉพาะมวยไท่เก๊กให้กับศิษย์ใกล้ชิด โดยสอนเป็นความลับในยามดึก<br />
เท่านั้น</p>
<p>อันนี้เป็นประวัติที่เล่ากันโดยทั่วไปนะครับ ส่วนประวัติที่ทางตระกูลเฉินเอามาเล่าทีหลังดูจะแตกต่างจากที่ว่านี้ เพราะท่านให้ท่านเฉินหวังถิงเรียนมวยไท่เก๊กมาก่อนแล้ว แล้วค่อยมาต่อกับเรื่องที่ผมเขียนไป ก็เลยเป็นว่าต่อมาตระกูลเฉินก็มีวิชามวยไท่เก๊กเป็นของตัวเองด้วยประการฉะนี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/chen-taiji-history/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 4)</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-4/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-4/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Aug 2007 07:58:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=76</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 3)  เล่าเรื่องลูกคนรองของท่านหยางลู่ฉานไปแล้ว หากไม่พูดถึงอีกคนเดี๋ยวท่านจะพาลน้อยใจหาว่าผู้เขียนลำเอียง บุตรชายคนที่สามของท่านหยางลู่ฉานมีนามว่าหยางเจี้ยนโหว (ค.ศ. 1839-1917) เนื่องจากท่านหยางเจี้ยนโหวเป็นบุตรคนที่สามคนทั่วไปจึงเรียกท่านว่าซันเส้าเหย หรือออกเสียงเป็นแต้จิ๋วว่า ซาเสี่ยวเอี้ยหรือนายเล็กคนที่สาม เพียงแต่คนนี้ไม่ใช่ซาเสี่ยวเอี้ยแห่งหมู่บ้านกระบี่เทพเจ้าของโกวเล้งนะครับ หยางเจี้ยนโหวท่านนี้มีนิสัยแตกต่างจากหยางปันโหวผู้พี่มาก เป็นคนมีนิสัยอ่อนโยนรักสงบไม่บู๊มากเท่าพี่ชาย ตอนฝึกมวยก็เห็นว่าท้อแท้จนแทบจะหนีไปบวชเป็นหลวงจีนเสียหลายครั้ง แต่ถึงแม้ว่าท่านจะไม่นิยมตีรันฟันแทงกับใคร ก็ใช่ว่าท่านจะมีฝีมืออ่อนก็หาไม่ ว่ากันว่าท่านมีพลังภายในเต็มเปี่ยม สามารถออกพลังโจมตีผู้อื่นได้ในฉับพลัน คู่ต่อสู้ถูกตีล้มลงไปแล้วยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เวลาฝึกซ้อมท่านมักใช้แส้ปัดฝุ่นแทนอาวุธ แต่ก็มีฝีมือสูงในด้านหอกและไม้พลองเช่นกัน นอกจากนั้นยังเล่ากันว่าท่านยังเชี่ยวชาญวิชาอาวุธลับ สามารถดีดลูกกระสุนได้ทีละสามลูกไปถูกนกที่กำลังบินอยู่ถึงสามตัวพร้อมๆ กัน และความที่ท่านหยางเจี้ยนโหวเป็นผู้มีเมตตา จึงมีผู้มาสมัครเป็นศิษย์มากมาย ซึ่งมวยที่ท่านสอนก็มีอยู่ถึงสามแบบ มีทั้งอ่อนหยุ่นและแกร่งกร้าว ท่านมีบุตรชายอีกสามคน คนรองเสียไปตั้งแต่ยังเด็ก เหลือแต่คนโตชื่อหยางเส้าโหว และคนที่สามชื่อหยางเฉินฟู่เป็นผู้สืบทอดวิชาประจำตระกูลจนมีผู้มาสมัครเป็นศิษย์มากมาย รูปท่านหยางเส้าโหว (ค.ศ. 1862-1930) ท่านหยางเส้าโหวนั้นชอบใช้เพลงมวยท่าเล็กแต่แกร่งกร้าว ท่วงท่าคล้ายหยางปันโหวผู้เป็นลุง และชอบการประลองยุทธ์ คู่ต่อสู้ก็มักจะได้รับบาดเจ็บเสมอ เหมือนรุ่นลุงยังไงยังงั้น ท่านมีใจรักในวิทยายุทธ์มาก และได้เริ่มต้นฝึกมวยเมื่ออายุได้เพียง 7 ปี แต่ทั้งที่ท่านเป็นผู้มีฝีมือสูง แต่ผู้ที่มาเป็นศิษย์จึงมักอยู่ได้ไม่ค่อยนานเพราะทนถูกตีไม่ค่อยไหว ส่วนน้องชายของท่านหยางเส้าโหวคือท่านหยางเฉินฟู่ นิสัยอ่อนโยนเหมือนพ่อ เล่ากันว่าตอนเด็กๆ ท่านก็ไม่ได้มีใจรักในการฝึกมวย กว่าจะได้มาเริ่มฝึกก็เมื่ออายุ 17 ปีเข้าไปแล้ว ท่านหยางเฉินฟู่เคยเล่าไว้ว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.fajing.net/thai/2007/08/30/yang-taiji-history-3/"><font color="#b85b5a">ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 3)</font></a> </p>
<p>เล่าเรื่องลูกคนรองของท่านหยางลู่ฉานไปแล้ว หากไม่พูดถึงอีกคนเดี๋ยวท่านจะพาลน้อยใจหาว่าผู้เขียนลำเอียง บุตรชายคนที่สามของท่านหยางลู่ฉานมีนามว่าหยางเจี้ยนโหว (ค.ศ. 1839-1917) เนื่องจากท่านหยางเจี้ยนโหวเป็นบุตรคนที่สามคนทั่วไปจึงเรียกท่านว่าซันเส้าเหย หรือออกเสียงเป็นแต้จิ๋วว่า ซาเสี่ยวเอี้ยหรือนายเล็กคนที่สาม เพียงแต่คนนี้ไม่ใช่ซาเสี่ยวเอี้ยแห่งหมู่บ้านกระบี่เทพเจ้าของโกวเล้งนะครับ<span id="more-57"></span></p>
<p>หยางเจี้ยนโหวท่านนี้มีนิสัยแตกต่างจากหยางปันโหวผู้พี่มาก เป็นคนมีนิสัยอ่อนโยนรักสงบไม่บู๊มากเท่าพี่ชาย ตอนฝึกมวยก็เห็นว่าท้อแท้จนแทบจะหนีไปบวชเป็นหลวงจีนเสียหลายครั้ง แต่ถึงแม้ว่าท่านจะไม่นิยมตีรันฟันแทงกับใคร ก็ใช่ว่าท่านจะมีฝีมืออ่อนก็หาไม่ ว่ากันว่าท่านมีพลังภายในเต็มเปี่ยม สามารถออกพลังโจมตีผู้อื่นได้ในฉับพลัน คู่ต่อสู้ถูกตีล้มลงไปแล้วยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เวลาฝึกซ้อมท่านมักใช้แส้ปัดฝุ่นแทนอาวุธ แต่ก็มีฝีมือสูงในด้านหอกและไม้พลองเช่นกัน นอกจากนั้นยังเล่ากันว่าท่านยังเชี่ยวชาญวิชาอาวุธลับ สามารถดีดลูกกระสุนได้ทีละสามลูกไปถูกนกที่กำลังบินอยู่ถึงสามตัวพร้อมๆ กัน</p>
<p>และความที่ท่านหยางเจี้ยนโหวเป็นผู้มีเมตตา จึงมีผู้มาสมัครเป็นศิษย์มากมาย ซึ่งมวยที่ท่านสอนก็มีอยู่ถึงสามแบบ มีทั้งอ่อนหยุ่นและแกร่งกร้าว ท่านมีบุตรชายอีกสามคน คนรองเสียไปตั้งแต่ยังเด็ก เหลือแต่คนโตชื่อหยางเส้าโหว และคนที่สามชื่อหยางเฉินฟู่เป็นผู้สืบทอดวิชาประจำตระกูลจนมีผู้มาสมัครเป็นศิษย์มากมาย</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/yangshaohou.jpeg" title="หยางเส้าโหว บุตรคนโตของท่านหยางเจี้ยนโหว"></a></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/yangshaohou.jpeg" alt="หยางเส้าโหว บุตรคนโตของท่านหยางเจี้ยนโหว" /><br />
รูปท่านหยางเส้าโหว (ค.ศ. 1862-1930)<br />
ท่านหยางเส้าโหวนั้นชอบใช้เพลงมวยท่าเล็กแต่แกร่งกร้าว ท่วงท่าคล้ายหยางปันโหวผู้เป็นลุง และชอบการประลองยุทธ์ คู่ต่อสู้ก็มักจะได้รับบาดเจ็บเสมอ เหมือนรุ่นลุงยังไงยังงั้น ท่านมีใจรักในวิทยายุทธ์มาก และได้เริ่มต้นฝึกมวยเมื่ออายุได้เพียง 7 ปี แต่ทั้งที่ท่านเป็นผู้มีฝีมือสูง แต่ผู้ที่มาเป็นศิษย์จึงมักอยู่ได้ไม่ค่อยนานเพราะทนถูกตีไม่ค่อยไหว</p>
<p>ส่วนน้องชายของท่านหยางเส้าโหวคือท่านหยางเฉินฟู่ นิสัยอ่อนโยนเหมือนพ่อ เล่ากันว่าตอนเด็กๆ ท่านก็ไม่ได้มีใจรักในการฝึกมวย กว่าจะได้มาเริ่มฝึกก็เมื่ออายุ 17 ปีเข้าไปแล้ว</p>
<p>ท่านหยางเฉินฟู่เคยเล่าไว้ว่า เมื่อสมัยยังเด็กเห็นปู่สอนมวยให้พ่อและลุง จึงเกิดคำถามในใจว่าการต่อสู้เอาชนะคนคนหนึ่งด้วยวิชามวย ดูจะไม่มีความหมาย การศึกษาจึงสามารถเอาชนะศัตรูนับหมื่นได้ ช่วงวัยรุ่นท่านหยางปันโหวผู้เป็นลุงเคยขอร้องให้ท่านหยางเฉินฟู่ฝึกมวย ในตอนนั้นท่านก็ได้บอกว่า ในความเห็นของตนเอง การฝึกมวยไม่เห็นมีความหมายอะไร ซึ่งทั้งลุงทั้งพ่อได้ฟังก็โมโหสิครับ แต่เล่าว่าท่านหยางลู่ฉานกลับเป็นผู้ที่ปกป้องไว้และกล่าวว่า</p>
<p> &#8221;วิชาที่ปู่ฝึกและสอนอยู่นี้ จุดมุ่งหมายไม่ได้อยู่ที่การเห็นผู้อื่นเป็นศัตรู จุดประสงค์ในการฝึกมวยคือการป้องกันตัว และใช้ป้องกันประเทศชาติ ถ้าหากผู้มีการศึกษามองเห็นเพียงแต่ว่า ประเทศของเรากำลังอยู่ในภาวะยากจน ยังไม่รู้ว่ายังมีปัญหาของประชาชนอ่อนแอ หากว่าประชาชนในประเทศทั้งอ่อนแอทั้งยากจน นานเข้าเมื่อประเทศูกรุกรานยังจะสามารถลุกขึ้นมาช่วยชาติได้หรือ ถึงแม้ว่าคนผู้หนึ่งสามารถสอนผู้อื่นได้ไม่มากนัก แต่ว่าหากเป็นดังนิทาน ลุงโง่ย้ายภูเขาแล้ว ขอเพียงผู้คนในชาติร่วมมือร่วมใจกัน ก็จะเกิดพลังจากความสามัคคีนั่นเอง&#8221;</p>
<p>ท่านหยางเฉินฟู่จึงได้มุมานะฝึกฝนวิชามวยประจำตระกูล และเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่มวยไท่เก๊กออกไปทั่วประเทศจนเป็นที่แพร่หลายไปทั่วประเทศจีนในที่สุด แต่อันนี้ก็เป็นเพียงเรื่องเล่านะครับ เพราะหากดูจากช่วงเวลาแล้วจะเห็นว่าท่านหยางลู่ฉานเสียไปก่อนที่ท่านหยางเฉินฟู่จะเกิดด้วยซ้ำไป ที่ว่าฟังปู่พูดนั้นอาจจะฟังผ่านพ่อคือท่านหยางเจี้ยนโหวมาเสียมากกว่า</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือการที่วิชามวยไท่เก๊กเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศจีน จนออกไปถึงต่างประเทศ ก็เพราะท่านหยางเฉินฟู่นี้เอง</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic15chengfu.jpeg" title="หยางเฉินฟู่บุตรชายคนที่สามของท่านหยางเจี้ยนโหว"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic15chengfu.jpeg" title="หยางเฉินฟู่บุตรชายคนที่สามของท่านหยางเจี้ยนโหว"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic15chengfu.jpeg" alt="หยางเฉินฟู่บุตรชายคนที่สามของท่านหยางเจี้ยนโหว" /></p>
<p></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic15chengfu.jpeg" title="หยางเฉินฟู่บุตรชายคนที่สามของท่านหยางเจี้ยนโหว"></a></p>
<blockquote><p>รูปท่านหยางเฉินฟู่ (ค.ศ.1883-1936) หลานปู่ของท่านหยางลู่ฉาน เป็นผู้เผยแพร่มวยไท่เก๊กตระกูลหยางออกไปสู่สาธารณชน</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 3)</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-3/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Aug 2007 07:38:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=73</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 2) ไหนๆ ก็พูดถึงรุ่นลูกตระกูลหยางกันแล้ว ก็ขอต่ออีกสักหน่อยก็แล้วกันนะครับ จริงๆ แล้วเรื่องของท่านหยางปันโหว หรือหยางเจี้ยนโหวนี่เป็นเรื่องที่ไม่ว่าอ่านหนังสือเล่มไหนเขาก็ต้องพูดถึงอยู่บ้าง หากเราไม่เอามาเล่าบ้างก็ดูจะขาดๆ อะไรไป ท่านหยางปันโหวเป็นคนมีนิสัยแข็งกร้าว ชอบการประลองยุทธ์ ผู้ที่เคยประลองกับท่านก็มักจะได้รับบาดเจ็บเสมอ เล่ากันว่าครั้งหนึ่งท่านเคยประลองกับนักมวยคนหนึ่ง ท่านได้ถูกนักมวยคนนั้นคว้าแขนไว้ได้ โดยปกติแล้วในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านหยางปันโหวเพียงผลักเบาๆ ก็สามารถคลี่คลายได้แล้ว แต่ครั้งนี้ท่านได้ใช้กำลังแขนเพื่อสบัดออกจนคู่ต่อสู้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อกลับมาบ้านก็ได้เอามาเล่าให้บิดาคือท่านหยางลู่ฉานฟังด้วยความปลาบปลื้มในชัยชนะที่ได้มา ท่านหยางลู่ฉานกลับกล่าวกับหยางปันโหวว่า &#8220;ชัยชนะเป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่เสียดายแขนเสื้อของเจ้าได้ขาดไป ขอให้รู้ว่าเจ้าได้ใช้พลังมากเกินไป&#8221; ท่านหยางปันโหวจึงได้สำรวจแขนเสื้อของตนเองจึงได้รู้ว่าขาดไปจริงๆ หลังจากถูกบิดาตำหนิ ทำให้ยิ่งมุมานะในการฝึกฝนมวยไท่เก๊กยิ่งขึ้น ยังมีเรื่องเล่าสมัยที่ท่านหยางลู่ฉานสอนมวยอยู่ในวังตวนอ๋อง วันหนึ่งขณะที่ท่านนั่งสูบยาอยู่บนชั้นยกระดับ เอาหลังพิงฝาสบายอารมณ์อยู่ ก็มีครูมวยซุยเจียว (มวยปล้า) คนหนึ่งชื่อต้าเสียวจื่อซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่มาก ต้าเสียวจื่อคงเกิดอารมณ์จะล้อท่านหยางปันโหวให้ได้อายเล่นแก้เซ็ง ก็ยกเท้าขวาขึ้นไปเหยียบบนยกพื้น ส่วนเท้าอีกข้างยังอยู่กับพื้น ขณะนั้นท่านหยางปันโหวมือซ้ายถือกล้องยา มือขวาถือชุดไฟ ปากก็ยังคาบกล้องอยู่ ต้าเสียวจื่อเอามือขวาสอดเข้าจับต้นแขนซ้าย และใช้มือซ้ายรวบข้อมือขวาและถุงของกล้องยาของท่านหยางปันโหว (กล้องแบบนี้เวลาสูบต้องใช้น้ำ โดยจะมีถุงใส่น้ำห้อยไว้ด้านล่างของกล้อง) แล้วคุณต้าก็พูดขึ้นว่า &#8220;เจ้าลงมาเถอะ&#8221; พร้อมกับใช้กำลังลากท่านหยางปันโหวลงมา ตอนนั้นท่านหยางปันโหวเพียงใช้พลังเล็กน้อย ถ่วงต้นแขนและข้อศอกลงทำให้ร่างของคุณต้าคะมำไปข้างหน้า แกจึงรีบดึงตัวกลับ ซึ่งท่านหยางก็เพียงแต่ปล่อยตามสภาวะเท่านั้น คุณต้าเธอก็ล้มลงไปนอนหงายท้องเล่นเสียแล้ว พอเจ็บตัวกันเป็นที่เรียบร้อยก็ถึงเวลาผู้ใหญ่ออกโรง องค์ชายอีก็ทำทีรีบเข้ามาถามไถ่ว่าเกิดอะไรกันขึ้น คุณต้าเสียวจื่อก็รีบตอบว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a rel="bookmark" href="http://www.fajing.net/thai/2007/08/30/yang-taiji-history-2/">ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 2)</a></p>
<p>ไหนๆ ก็พูดถึงรุ่นลูกตระกูลหยางกันแล้ว ก็ขอต่ออีกสักหน่อยก็แล้วกันนะครับ จริงๆ แล้วเรื่องของท่านหยางปันโหว หรือหยางเจี้ยนโหวนี่เป็นเรื่องที่ไม่ว่าอ่านหนังสือเล่มไหนเขาก็ต้องพูดถึงอยู่บ้าง หากเราไม่เอามาเล่าบ้างก็ดูจะขาดๆ อะไรไป</p>
<p>ท่านหยางปันโหวเป็นคนมีนิสัยแข็งกร้าว ชอบการประลองยุทธ์ ผู้ที่เคยประลองกับท่านก็มักจะได้รับบาดเจ็บเสมอ เล่ากันว่าครั้งหนึ่งท่านเคยประลองกับนักมวยคนหนึ่ง ท่านได้ถูกนักมวยคนนั้นคว้าแขนไว้ได้ โดยปกติแล้วในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านหยางปันโหวเพียงผลักเบาๆ ก็สามารถคลี่คลายได้แล้ว แต่ครั้งนี้ท่านได้ใช้กำลังแขนเพื่อสบัดออกจนคู่ต่อสู้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อกลับมาบ้านก็ได้เอามาเล่าให้บิดาคือท่านหยางลู่ฉานฟังด้วยความปลาบปลื้มในชัยชนะที่ได้มา ท่านหยางลู่ฉานกลับกล่าวกับหยางปันโหวว่า &#8220;ชัยชนะเป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่เสียดายแขนเสื้อของเจ้าได้ขาดไป ขอให้รู้ว่าเจ้าได้ใช้พลังมากเกินไป&#8221; ท่านหยางปันโหวจึงได้สำรวจแขนเสื้อของตนเองจึงได้รู้ว่าขาดไปจริงๆ หลังจากถูกบิดาตำหนิ ทำให้ยิ่งมุมานะในการฝึกฝนมวยไท่เก๊กยิ่งขึ้น<span id="more-56"></span></p>
<p>ยังมีเรื่องเล่าสมัยที่ท่านหยางลู่ฉานสอนมวยอยู่ในวังตวนอ๋อง วันหนึ่งขณะที่ท่านนั่งสูบยาอยู่บนชั้นยกระดับ เอาหลังพิงฝาสบายอารมณ์อยู่ ก็มีครูมวยซุยเจียว (มวยปล้า) คนหนึ่งชื่อต้าเสียวจื่อซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่มาก ต้าเสียวจื่อคงเกิดอารมณ์จะล้อท่านหยางปันโหวให้ได้อายเล่นแก้เซ็ง ก็ยกเท้าขวาขึ้นไปเหยียบบนยกพื้น ส่วนเท้าอีกข้างยังอยู่กับพื้น ขณะนั้นท่านหยางปันโหวมือซ้ายถือกล้องยา มือขวาถือชุดไฟ ปากก็ยังคาบกล้องอยู่ ต้าเสียวจื่อเอามือขวาสอดเข้าจับต้นแขนซ้าย และใช้มือซ้ายรวบข้อมือขวาและถุงของกล้องยาของท่านหยางปันโหว (กล้องแบบนี้เวลาสูบต้องใช้น้ำ โดยจะมีถุงใส่น้ำห้อยไว้ด้านล่างของกล้อง) แล้วคุณต้าก็พูดขึ้นว่า <strong>&#8220;เจ้าลงมาเถอะ&#8221;</strong> พร้อมกับใช้กำลังลากท่านหยางปันโหวลงมา</p>
<p>ตอนนั้นท่านหยางปันโหวเพียงใช้พลังเล็กน้อย ถ่วงต้นแขนและข้อศอกลงทำให้ร่างของคุณต้าคะมำไปข้างหน้า แกจึงรีบดึงตัวกลับ ซึ่งท่านหยางก็เพียงแต่ปล่อยตามสภาวะเท่านั้น คุณต้าเธอก็ล้มลงไปนอนหงายท้องเล่นเสียแล้ว พอเจ็บตัวกันเป็นที่เรียบร้อยก็ถึงเวลาผู้ใหญ่ออกโรง องค์ชายอีก็ทำทีรีบเข้ามาถามไถ่ว่าเกิดอะไรกันขึ้น คุณต้าเสียวจื่อก็รีบตอบว่า <strong>&#8220;ทูลองค์ชาย เป็นข้าพเจ้าล้อเล่นกับคุณชายรองเอง&#8221;</strong> ลืมบอกไป เนื่องจากบุตรชายคนโตของท่านหยางลู่ฉานเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนท่านหยางปันโหวเป็นลูกคนที่สอง และท่านหยางเจี้ยนโหวเป็นคนที่สาม</p>
<p>ซึ่งภายหลังองค์ชายอีก็มีรับสั่งให้ต้าเสียวจื่อและโจวต้าหุย ซึ่งบังเอิญเป็นครูฝึกซุยเจียวด้วยกันมากราบท่านหยางปันโหวเป็นอาจารย์เสีย ก็เป็นอันหมดเรื่อง เรื่องนี้ท่านโจวต้าหุยอยู่ดีๆ ก็เลยพลอยได้รับอานิสงส์ไปกับเขาด้วย</p>
<p>ยังมีอีกเรื่องครับที่เป็นที่กล่าวขวัญกัน คือเรื่องท่านหยางปันโหวประลองทวนใหญ่</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/lance1.jpg" title="ทวนใหญ่ยาวกว่า 8 ฟุต"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/lance1.jpg" title="ทวนใหญ่ยาวกว่า 8 ฟุต"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/lance1.jpg" title="ทวนใหญ่ยาวกว่า 8 ฟุต"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/lance1.jpg" alt="ทวนใหญ่ยาวกว่า 8 ฟุต" /></p>
<p></a></p>
<blockquote><p>รูปทวนใหญ่ครับ จะยาวกว่า 8 ฟุต สูงเลยหัวคนไปเยอะครับ</p></blockquote>
<p>เรื่องก็มีว่ามียอดฝีมือทวนอยู่คนหนึ่งชื่อหลิวซื่อจวิ้น ทุกวันท่านหลิวก็ไปฝึกทวนอยู่ข้างแม่น้ำเยี่ยหยาที่ไหลผ่านสวนดอกไม้หลังวังตวนอ๋อง ซึ่งท่านหยางปันโหวเองก็มาฝึกทวนอยู่แถวๆ นี้เช่นกัน วันหนึ่งองค์ชายอีเห็นทั้งสองฝึกทวนกันอยู่ก็ไม่รู้นึกครึ้มอะไรขึ้นมาก็เลยเรียกให้ทั้งสองมาจับคู่ฝึกทวนกัน ทีนี้ต่างฝ่ายต่างแทงกันอยู่ครึ่งค่อนวัน ท่านแทงข้าหลบ ข้าแทงท่านหลบ ไม่ไปไหนกันสักที องค์ชายดูก็เบื่อก็เลยรับสั่งขึ้นว่า <strong>&#8220;ท่านทั้งสองแทงให้ดีกว่านี้จะได้หรือไม่&#8221;</strong> ท่านหยางปันโหวได้ยินก็ทูลตอบไปว่า <strong>&#8220;องค์ชายต้องการชมที่สนุกสนานกว่านี้ ข้าพเจ้าทั้งสองจะลองกันใหม่&#8221;</strong></p>
<p>ส่วนท่านหลิวก็คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เอาชนะท่านหยางปันโหว ทั้งยังทำให้ท่านหยางลู่ฉานที่เป็นพ่อเสียหน้าด้วย ก็เลยตั้งใจเล่น โดยใช้ทวนของตนเองปัดทวนของท่านหยางปันโหวให้เบนออกแล้วใช้พลังดูดทวนนั้นไว้ จากนั้นจึงสืบเท้าขึ้นไปแทงออกทวนหนึ่ง ท่านหยางปันโหวก็เพียงปล่อยให้ทวนของท่านคล้อยตามทวนของหลิวซื่อจวิ้น แล้วหมุนครั้งหนึ่ง ทวนของท่านหลิวก็หมุนตาม รอจนท่านหลิวแทงทวนออกมา ท่านหยางปันโหวก็ใช้ทวนของท่านเคาะลงบนด้ามทวนอีกฝ่าย ทำให้ท่านหลิวสะท้านจนเซถอยหลังตกน้ำไป</p>
<p>จากนั้นท่านหยางปันโหวก็เข้าไปขอโทษ แล้วเชิญหลิวซื่อจวิ้นกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่องค์ชายอีก็สมกับเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ หลังจากยุให้คนตีกันสมใจแล้ว ก็รีบรับสั่งกับท่านหยางปันโหวว่า <strong>&#8220;เขาต้องเก็บข้าวของแล้วจากไปอย่างแน่นอน ท่านจงรีบตามไปและต้องรั้งเขาไว้ให้ได้ เนื่องจากเขายังมีประโยชน์ให้ใช้สอย&#8221;</strong> ท่านหยางปันโหวจึงได้ตามไปเกลี้ยกล่อมกันอยู่นาน สุดท้ายองค์ชายอีก็จัดเลี้ยงโต๊ะให้ ก็เลยหมดเรื่องกันไปได้</p>
<p>วีรกรรมของท่านหยางปันโหวยังมีอีกมาก หากแต่น่าเสียดายที่ว่าท่านไม่ค่อยได้สนใจเรื่องรับศิษย์ถ่ายทอดวิชา ศิษย์ของท่านที่มีชื่อเสียงจึงไม่ค่อยมีปรากฏให้เห็นกัน</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/2007/08/30/yang-taiji-history-4/"><font color="#b85b5a">ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 4)</font></a> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 2)</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-2/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Aug 2007 07:20:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=71</guid>
		<description><![CDATA[ ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 1) &#160; ทีนี้ต่อมาท่านหยางลู่ฉานเกิดไปพลั้งมือทำคนตายในการประลองครั้งหนึ่ง ก็มีผู้ช่วยเหลือให้ไปหลบอาญาแผ่นดินอยู่ในนครปักกิ่ง การไปอยู่เมืองหลวงก็มีผู้อุปการะ ให้ไปเป็นครูมวยอยู่ในตระกูลจาง ซึ่งเป็นเศรษฐีใหญ่อยู่แถบชานเมืองปักกิ่ง แถมท่านจางคนนี้มีตำแหน่งขุนนางห้อยด้วย เหตุเพราะตระกูลจางเปิดโรงงานซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผักดอง อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของนครปักกิ่ง ฟังว่าผักดองของโรงงานจางพานิชย์แห่งนี้มีรสชาติดีมาก ถูกปากพระนางซูสีไทเฮา จนได้ผูกขาดเป็นผู้ส่งซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผักดองทั้งหลายเข้าไปในวังหลวงแต่เพียงผู้เดียว คนนี้ละครับ พระนางซูสีไทเฮา หากพระนางไม่บังเอิญโปรดซีอิ๊วตระกูลจาง ก็ไม่รู้ว่าท่านหยางลู่ฉานของเราจะมีโอกาสแจ้งเกิดในวังหลวงหรือเปล่า อันที่จริงตระกูลจางนับว่ามีคุณูปการใหญ่หลวงต่อพัฒนาการของมวยไท่เก๊กในยุคนี้มากทีเดียว แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่วิชามวยไท่เก๊กที่หยางลู่ฉานถ่ายทอดไว้ให้กับตระกูลจางไม่ค่อยได้เผยแพร่ออกไป ซ้ำภายหลังยังขาดการสืบทอดเสียอีก ที่ว่าตระกูลจางมีส่วนสำคัญและสร้างจุดหักเหใหญ่ใหักับชีวิตของหยางลู่ฉานเนื่องเพราะความที่เป็นตระกูลเศรษฐีใหญ่ และมีความคุ้นเคยกับคนในราชตระกูล ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอทีนี้มาวันหนึ่ง ตวนอ๋องพระองค์หนึ่งนามว่าองค์ชายไจ้อี ชื่อตวนอ๋องนี่เป็นชื่อตำแหน่ง ประมาณว่าเป็นฟ้าชายอะไรทำนองนั้น ตวนอ๋องไจ้อีท่านนี้บังเอิญว่ามาท่องเที่ยวล่าสัตว์ในละแวกบ้านตระกูลจาง ขากลับก็แวะพักจิบซีอิ๊ว เอ๊ย..จิบเต๊อยู่ที่บ้านใหญ่ตระกูลจางนี่ ตวนอ๋องท่านนี้นอกจากโปรดปรานการเข้าป่าล่าสัตว์ยิงธนู แล้วก็ยังโปรดปรานวิชาบู๊ วิทยายุทธ์หมัดมวยทุกประเภท การที่ท่านมาพักอยู่ที่บ้านตระกูลจางนี่ก็เหมือนชะตากรรมนำพาให้ท่านได้มาพบกับยอดยุทธ์หยางลู่ฉาน และการพบกันครั้งนี้ก็ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่อยู่ไม่น้อยจริงๆ เพราะท่านตวนอ๋องเกิดพอใครครูมวยหยางผู้นี้ขึ้นมาและต้องการให้หยางลู่ฉานเข้าวังไปสอนวิชาให้กับท่านและไปพักอยู่ในวังเสียเลย ที่กลายเป็นเรื่องราวขึ้นเพราะทางตระกูลจางซึ่งเป็นผู้อุปการะหยางลู่ฉานมาแต่แรกย่อมไม่ยินยอม อีกทั้งถือว่าตนเองก็มีอิทธิพลอยู่ในแวดวงการเมืองมิใช่น้อย ต่อให้เป็นตวนอ๋องก็ไม่สามารถมารังแก แย่งคนกันซึ่งๆหน้าเช่นนี้ได้ พอเรื่องชักจะลุกลามใหญ่โตก็ได้ยินไปถึงผู้สำเร็จราชการซึ่งเป็นบิดาบังเกิดเกล้าแท้ๆของฮ่องเต้กว่างสู ต้องออกมาช่วยไกล่เกลี่ยตัดสินให้ก่อนที่จะตายกันไปข้างหนึ่ง โดยท่านให้แบ่งหยางลู่ฉานกันไปฝ่ายละครึ่งเดือน ให้อยู่บ้านตระกูลจางครึ่งเดือน ไปอยู่ในวังตวนอ๋องครึ่งเดือนส่วนระหว่างครึ่งเดือนที่หยางลู่ฉานไม่อยู่นั้นก็ให้บุตรชายทั้งสองของหยางลู่ฉานคือหยางปันโหว(ค.ศ. 1837-1892) และหยางเจี้ยนโหว (ค.ศ. 1839-1917)เป็นผู้สอนแทน รูปท่านหยางปันโหว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="left"> <a href="http://www.fajing.net/thai/2007/08/30/yang-taiji-history-1/">ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 1)</a></p>
<p align="left">&nbsp;</p>
<p align="left">ทีนี้ต่อมาท่านหยางลู่ฉานเกิดไปพลั้งมือทำคนตายในการประลองครั้งหนึ่ง ก็มีผู้ช่วยเหลือให้ไปหลบอาญาแผ่นดินอยู่ในนครปักกิ่ง</p>
<p>การไปอยู่เมืองหลวงก็มีผู้อุปการะ ให้ไปเป็นครูมวยอยู่ในตระกูลจาง ซึ่งเป็นเศรษฐีใหญ่อยู่แถบชานเมืองปักกิ่ง แถมท่านจางคนนี้มีตำแหน่งขุนนางห้อยด้วย เหตุเพราะตระกูลจางเปิดโรงงานซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผักดอง อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของนครปักกิ่ง ฟังว่าผักดองของโรงงานจางพานิชย์แห่งนี้มีรสชาติดีมาก ถูกปากพระนางซูสีไทเฮา จนได้ผูกขาดเป็นผู้ส่งซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผักดองทั้งหลายเข้าไปในวังหลวงแต่เพียงผู้เดียว<span id="more-55"></span></p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/suzi.jpg" title="พระนางซูสีไทเฮา"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/suzi.jpg" title="พระนางซูสีไทเฮา"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/suzi.jpg" title="พระนางซูสีไทเฮา"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/suzi.jpg" title="พระนางซูสีไทเฮา"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/suzi.jpg" alt="พระนางซูสีไทเฮา" /></p>
<p></a></p>
<blockquote>
<p align="left">คนนี้ละครับ พระนางซูสีไทเฮา หากพระนางไม่บังเอิญโปรดซีอิ๊วตระกูลจาง ก็ไม่รู้ว่าท่านหยางลู่ฉานของเราจะมีโอกาสแจ้งเกิดในวังหลวงหรือเปล่า</p>
</blockquote>
<p>อันที่จริงตระกูลจางนับว่ามีคุณูปการใหญ่หลวงต่อพัฒนาการของมวยไท่เก๊กในยุคนี้มากทีเดียว แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่วิชามวยไท่เก๊กที่หยางลู่ฉานถ่ายทอดไว้ให้กับตระกูลจางไม่ค่อยได้เผยแพร่ออกไป ซ้ำภายหลังยังขาดการสืบทอดเสียอีก</p>
<p>ที่ว่าตระกูลจางมีส่วนสำคัญและสร้างจุดหักเหใหญ่ใหักับชีวิตของหยางลู่ฉานเนื่องเพราะความที่เป็นตระกูลเศรษฐีใหญ่ และมีความคุ้นเคยกับคนในราชตระกูล ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอทีนี้มาวันหนึ่ง ตวนอ๋องพระองค์หนึ่งนามว่าองค์ชายไจ้อี ชื่อตวนอ๋องนี่เป็นชื่อตำแหน่ง ประมาณว่าเป็นฟ้าชายอะไรทำนองนั้น ตวนอ๋องไจ้อีท่านนี้บังเอิญว่ามาท่องเที่ยวล่าสัตว์ในละแวกบ้านตระกูลจาง ขากลับก็แวะพักจิบซีอิ๊ว เอ๊ย..จิบเต๊อยู่ที่บ้านใหญ่ตระกูลจางนี่</p>
<p>ตวนอ๋องท่านนี้นอกจากโปรดปรานการเข้าป่าล่าสัตว์ยิงธนู แล้วก็ยังโปรดปรานวิชาบู๊ วิทยายุทธ์หมัดมวยทุกประเภท การที่ท่านมาพักอยู่ที่บ้านตระกูลจางนี่ก็เหมือนชะตากรรมนำพาให้ท่านได้มาพบกับยอดยุทธ์หยางลู่ฉาน และการพบกันครั้งนี้ก็ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่อยู่ไม่น้อยจริงๆ เพราะท่านตวนอ๋องเกิดพอใครครูมวยหยางผู้นี้ขึ้นมาและต้องการให้หยางลู่ฉานเข้าวังไปสอนวิชาให้กับท่านและไปพักอยู่ในวังเสียเลย ที่กลายเป็นเรื่องราวขึ้นเพราะทางตระกูลจางซึ่งเป็นผู้อุปการะหยางลู่ฉานมาแต่แรกย่อมไม่ยินยอม อีกทั้งถือว่าตนเองก็มีอิทธิพลอยู่ในแวดวงการเมืองมิใช่น้อย ต่อให้เป็นตวนอ๋องก็ไม่สามารถมารังแก แย่งคนกันซึ่งๆหน้าเช่นนี้ได้ พอเรื่องชักจะลุกลามใหญ่โตก็ได้ยินไปถึงผู้สำเร็จราชการซึ่งเป็นบิดาบังเกิดเกล้าแท้ๆของฮ่องเต้กว่างสู ต้องออกมาช่วยไกล่เกลี่ยตัดสินให้ก่อนที่จะตายกันไปข้างหนึ่ง โดยท่านให้แบ่งหยางลู่ฉานกันไปฝ่ายละครึ่งเดือน ให้อยู่บ้านตระกูลจางครึ่งเดือน ไปอยู่ในวังตวนอ๋องครึ่งเดือนส่วนระหว่างครึ่งเดือนที่หยางลู่ฉานไม่อยู่นั้นก็ให้บุตรชายทั้งสองของหยางลู่ฉานคือหยางปันโหว(ค.ศ. 1837-1892) และหยางเจี้ยนโหว (ค.ศ. 1839-1917)เป็นผู้สอนแทน</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic13yangpanhou.jpeg" title="หยางปันโหวบุตรชายท่านหยางลู่ฉาน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic13yangpanhou.jpeg" title="หยางปันโหวบุตรชายท่านหยางลู่ฉาน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic13yangpanhou.jpeg" title="หยางปันโหวบุตรชายท่านหยางลู่ฉาน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic13yangpanhou.jpeg" title="หยางปันโหวบุตรชายท่านหยางลู่ฉาน"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic13yangpanhou.jpeg" alt="หยางปันโหวบุตรชายท่านหยางลู่ฉาน" /></p>
<p></a></p>
<blockquote><p>รูปท่านหยางปันโหว บุตรชายของหยางลู่ฉานมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1837-1892</p></blockquote>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic14yangjianhou.jpeg" title="หยางเจี้ยนโหวบุตรชายคนที่สามของท่านหยางลู่ฉาน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic14yangjianhou.jpeg" title="หยางเจี้ยนโหวบุตรชายคนที่สามของท่านหยางลู่ฉาน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic14yangjianhou.jpeg" title="หยางเจี้ยนโหวบุตรชายคนที่สามของท่านหยางลู่ฉาน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic14yangjianhou.jpeg" title="หยางเจี้ยนโหวบุตรชายคนที่สามของท่านหยางลู่ฉาน"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic14yangjianhou.jpeg" alt="หยางเจี้ยนโหวบุตรชายคนที่สามของท่านหยางลู่ฉาน" /></p>
<p></a></p>
<blockquote><p>ส่วนนี่คือรูปท่านหยางเจี้ยนโหว บุตรชายอีกคนหนึ่งของหยางลู่ฉาน มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1839-1917</p></blockquote>
<p>ท่านหยางลู่ฉาน เมื่อเข้าวังไปก็ได้เป็นใหญ่เป็นโตทันทีครับ ได้รับตำแหน่งหัวหน้าครูฝึกของโรงฝึกแห่งราชสำนักในทันที ก็ย่อมยังความไม่พอใจแก่ครูมวยหลายๆ ท่านที่อยู่มากก่อนอย่างมากแต่คงไม่มีใครกล้าหือกับท่านหยางลู่ฉานเท่าใด เพราะท่านมาถึงก็มีตำแหน่งสูงกว่าแล้ว อีกทั้งยังมีศักดิ์ศรีเป็นพระอาจารย์ของตวนอ๋อง ขืนไปรุ่มร่ามอะไรอาจคอขาดไม่รู้ตัวได้ แต่กระนั้นก็ยังมีผู้หาโอกาสไปลองฝีมือกับบุตรชายทั้งสองของท่านหยางอยู่เนืองๆ แต่ก็อีกละครับลูกพยัคฆ์ก็ย่อมเป็นพยัคฆ์ แม้มีผู้มาหาเรื่องไม่น้อยแต่ก็ไม่มีผู้ใดเอาชนะบุตรชายทั้งสองของท่านหยางได้เลย จนแม้แต่บุตรชายของท่านหยางยังพลอยได้รับฉายาเป็นหยางอู๋ตี๊เหมือนพ่อไปด้วย ชื่อเสียงของหยางพ่อลูกก็ยิ่งขจรขจายออกไป และมวยของท่านก็ได้ถูกเรียกเป็นมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง เป็นมวยไท่เก๊กสายหนึ่งที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ</p>
<p>นอกจากตวนอ๋องซึ่งมีพระนามว่าองค์ชายไจ้อีแล้ว ต่อมาองค์ชายไจ้จือซึ่งมีศักดิ์เป็นพระอนุชาขององค์ชายไจ้อีกก็ได้มากราบอาจารย์ขอเรียนด้วยอีกพระองค์ บางตำราก็ว่าบรรดาองค์ชายมาเรียนกันถึงแปดพระองค์ด้วยซ้ำ เอาตำราเดิมก่อน เขาเล่าว่าเมื่อองค์ชายทั้งสองได้ร่ำเรียนวิชามวยจนมีฝีมือสูงกว่าเหล่าองครักษ์ ก็รู้สึกขัดอกขัดใจว่าหากองครักษ์ที่เป็นบอดี้การ์ดคุ้มครองพระองค์ยังมีฝีมือต่ำต้อยกว่าพระองค์เอง ขืนเจอโจรผู้ร้ายแทนที่จะให้องครักษ์เข้ามาช่วยเหลือปกป้อง แต่สงสัยองค์ชายคงต้องไปคอยช่วยคุ้มครององครักษ์แทนกระมัง ก็ไปปรึกษาพระอาจารย์หยาง</p>
<p>ท่านพระอาจารย์หยางลู่ฉานก็รู้ทันองค์ชายว่าที่แท้ก็อยากให้ช่วยสอนองครักษ์ให้ด้วย ท่านก็ยินดี ลูบเครายิ้มมุมปากเล็กน้อยพอไม่ให้เสียกริยา แล้วก็ให้เรียกเหล่าองครักษ์มากราบหยางปันโหวบุตรชายของท่านหยางลู่ฉานเป็นอาจารย์ ทั้งนี้ก็เป็นเรื่องของศักดินาครับ หากให้องครักษ์มีศักดิ์เป็นศิษย์น้องขององค์ชายดูจะไม่เหมาะ ก็เลยให้กราบลูกชายแทน จะได้มีศักดิ์ต่ำลงไปอีกหนึ่งรุ่น องครักษ์รุ่นแรกที่มาเรียนมวยไท่เก๊กนั้นก็มีกันอยู่สามคน ชื่อว่า หลิงซาน เป็นชาวแมนจู เฉวียนโหย่ว ชาวมองโกล และว่านชุนหรือจูว่านชุน ซึ่งเป็นอดีตเชื้อพระวงศ์ชาวฮั่น โรงเรียนมวยไท่เก๊กอินเตอร์ฯ ก็เปิดทำการด้วยประการฉะนี้</p>
<p>จากจุดนี้มวยไท่เก๊กก็เริ่มถูกถ่ายทอดออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งภายหลังลูกหลานของท่านหยางลู่ฉาน ออกมาเปิดสำนักสอนมวยให้แก่บุคคลทั่วไป และยังเดินสายสอนไปทั่ว ก็ยิ่งทำให้มวยไท่เก๊กตระกูลหยางนี้แพร่หลายไปทั่วประเทศจีนในที่สุด</p>
<p><a rel="bookmark" href="http://www.fajing.net/thai/2007/08/30/yang-taiji-history-3/">ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 3)</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 1)</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-1/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-1/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Aug 2007 06:34:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=67</guid>
		<description><![CDATA[มวยไท่เก๊กตระกูลหยาง มวยไท่เก๊กตระกูลหยางเริ่มต้นจากบุรุษนามหยางลู่ฉาน ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นชาวบ้านนอกธรรมดาจนมากลายเป็นหัวหน้าครูฝึกองครักษ์และพระอาจารย์ของอ๋องในวังหลวง ท่านหยางลู่ฉานมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1799-1872 เป็นคนตำบลหย่งเหนียนอำเภอกว่างผิง มณฑลเหอเป่ย ฟังว่าบ้านท่านเป็นชาวนายากจนแต่รสนิยมวิไลชอบฝึกวิทยายุทธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนเด็กๆ ท่านมีรูปร่างเล็ก แต่ก็มีความคล่องแคล่วว่องไว ประมาณว่าก็มีแววจอมยุทธ์อยู่ รูปท่านหยางลู่ฉาน ว่ากันว่าท่านมีรูปโฉมสง่างามมาก ดูจากรูปก็หล่ออยู่ไม่น้อย อีกอย่างคือเขาว่ากันว่าผู้ฝึกมวยไท่เก๊ก สำเร็จวิชาแล้วจะมีรูปโฉมงามสง่า หลังตั้งตรง ผิวลื่นดังไหมน่ะครับ ตามที่เล่ากันมาก็มีหลายตำนาน ทางหนึ่งว่าบิดาของท่านหยางได้นำท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์กับครูมวยแซ่หลิว ซึ่งก็เป็นครูมวยท่านหนึ่งในตำบลบ้านท่านนั่นเอง ท่านหยางลู่ฉานสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว จนเมื่ออาจารย์จะจากตำบลนี้ไปก็ได้เอ่ยปากกับท่านหยางว่า &#8220;ลู่ฉาน เจ้าเป็นคนที่มีพรสวรรค์ หากได้พบอาจารย์ดีแล้วสามารถที่จะสำเร็จวิทยายุทธ์ได้ หากว่าสามารถไปยังเฉินเจียโกว และได้เรียนรู้มวยไท่เก๊กตระกูลเฉินแล้ว ในอนาคตเจ้าจะเป็นผู้ไร้เทียมทาน&#8221; จากนั้นท่านก็ได้ไปสืบเสาะจนทราบมาว่าท่านเฉินฉางซิงแห่งหมู่บ้านเฉินเจียโกวเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ ท่านก็เลยลงทุนปลอมตัวไปอยู่ในร้านขายยาของท่านเฉินเพื่อแอบเรียนวิชา จริงๆ ก็ไม่ได้ปลอมตงปลอมตัวอะไรหรอก ก็ดุ่ยๆ ไปสมัครเป็นลูกจ้างเขาละครับ แต่บางตำราก็ว่าท่านก็เป็นลูกจ้างอยู่ก่อนแล้วนี่แหละ ไม่ได้มาสมัครเป็นลูกจ้างเพราะได้ยินกิตติศัพท์อะไรหรอก แต่อย่างไรก็ดีเล่ากันว่าแต่แรกนี่ ท่านหยางก็เป็นเพียงลูกจ้างธรรมดา ไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาวิทยายุทธ์อะไรจากท่านเฉินฉางซิงแม้แต่น้อย เนื่องจากว่าท่านเฉินฉางซิงไม่ยอมถ่ายทอดวิชามวยให้กับคนต่างตระกูล  ซึ่งก็แปลกดีเพราะจากประวัติของตระกูลเฉินก็เล่าว่าเขาไม่ให้ท่านเฉินฉางซิงสอนศิษย์ในตระกูลไปแล้วเพราะว่านอกคอกไปฝึกวิชาของคนอื่นคือมวยไท่เก๊กนี่จากคนนอกตระกูลมา  แล้วนี่ยังจะมากีดกันไม่ให้คนนอกตระกูลเรียนอีกได้อย่างไร  แต่ก็มีที่เล่ากันอยู่บ้างว่ามวยไท่เก๊กนี้เป็นของวิเศษแต่เดิมของตระกูลเฉินอยู่แล้วจึงไม่ยอมถ่ายทอดให้กับคนภายนอก นอกจากนี้ทางบรรพบุรุษตระกูลเฉินยังได้ตั้งกฎประจำตระกูลไว้สามข้อ คือ ห้ามเป็นเปาเปียว (ห้ามรับคุ้มกันภัย) ห้ามออกไปท่องยุทธจักรเป็นชาวยุทธ์ ห้ามเป็นโจร หรืออีกทางหนึ่งก็อาจจะเพราะว่าท่านเฉินฉางซิงสอนลูกศิษย์เฉพาะยามดึก คือแอบๆ สอน ไม่ได้ให้คนรู้มากมายขณะที่หยางลู่ฉานหนุ่มน้อยก็เป็นเพียงลูกจ้างในร้านธรรมดาๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มวยไท่เก๊กตระกูลหยาง มวยไท่เก๊กตระกูลหยางเริ่มต้นจากบุรุษนามหยางลู่ฉาน</strong> ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นชาวบ้านนอกธรรมดาจนมากลายเป็นหัวหน้าครูฝึกองครักษ์และพระอาจารย์ของอ๋องในวังหลวง</p>
<p>ท่านหยางลู่ฉานมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1799-1872 เป็นคนตำบลหย่งเหนียนอำเภอกว่างผิง มณฑลเหอเป่ย ฟังว่าบ้านท่านเป็นชาวนายากจนแต่รสนิยมวิไลชอบฝึกวิทยายุทธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนเด็กๆ ท่านมีรูปร่างเล็ก แต่ก็มีความคล่องแคล่วว่องไว ประมาณว่าก็มีแววจอมยุทธ์อยู่<span id="more-54"></span></p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic12yanglushan.jpg" title="หยางลู่ฉาน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic12yanglushan.jpg" title="หยางลู่ฉาน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic12yanglushan.jpg" title="หยางลู่ฉาน"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic12yanglushan.jpg" title="หยางลู่ฉาน"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic12yanglushan.jpg" alt="หยางลู่ฉาน" /></p>
<p></a></p>
<blockquote>
<p align="left">รูปท่านหยางลู่ฉาน ว่ากันว่าท่านมีรูปโฉมสง่างามมาก ดูจากรูปก็หล่ออยู่ไม่น้อย อีกอย่างคือเขาว่ากันว่าผู้ฝึกมวยไท่เก๊ก สำเร็จวิชาแล้วจะมีรูปโฉมงามสง่า หลังตั้งตรง ผิวลื่นดังไหมน่ะครับ</p>
</blockquote>
<p>ตามที่เล่ากันมาก็มีหลายตำนาน ทางหนึ่งว่าบิดาของท่านหยางได้นำท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์กับครูมวยแซ่หลิว ซึ่งก็เป็นครูมวยท่านหนึ่งในตำบลบ้านท่านนั่นเอง ท่านหยางลู่ฉานสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว จนเมื่ออาจารย์จะจากตำบลนี้ไปก็ได้เอ่ยปากกับท่านหยางว่า <strong>&#8220;ลู่ฉาน เจ้าเป็นคนที่มีพรสวรรค์ หากได้พบอาจารย์ดีแล้วสามารถที่จะสำเร็จวิทยายุทธ์ได้ หากว่าสามารถไปยังเฉินเจียโกว และได้เรียนรู้มวยไท่เก๊กตระกูลเฉินแล้ว ในอนาคตเจ้าจะเป็นผู้ไร้เทียมทาน&#8221;</strong></p>
<p>จากนั้นท่านก็ได้ไปสืบเสาะจนทราบมาว่าท่านเฉินฉางซิงแห่งหมู่บ้านเฉินเจียโกวเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ ท่านก็เลยลงทุนปลอมตัวไปอยู่ในร้านขายยาของท่านเฉินเพื่อแอบเรียนวิชา จริงๆ ก็ไม่ได้ปลอมตงปลอมตัวอะไรหรอก ก็ดุ่ยๆ ไปสมัครเป็นลูกจ้างเขาละครับ แต่บางตำราก็ว่าท่านก็เป็นลูกจ้างอยู่ก่อนแล้วนี่แหละ ไม่ได้มาสมัครเป็นลูกจ้างเพราะได้ยินกิตติศัพท์อะไรหรอก</p>
<p>แต่อย่างไรก็ดีเล่ากันว่าแต่แรกนี่ ท่านหยางก็เป็นเพียงลูกจ้างธรรมดา ไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาวิทยายุทธ์อะไรจากท่านเฉินฉางซิงแม้แต่น้อย เนื่องจากว่าท่านเฉินฉางซิงไม่ยอมถ่ายทอดวิชามวยให้กับคนต่างตระกูล  ซึ่งก็แปลกดีเพราะจากประวัติของตระกูลเฉินก็เล่าว่าเขาไม่ให้ท่านเฉินฉางซิงสอนศิษย์ในตระกูลไปแล้วเพราะว่านอกคอกไปฝึกวิชาของคนอื่นคือมวยไท่เก๊กนี่จากคนนอกตระกูลมา  แล้วนี่ยังจะมากีดกันไม่ให้คนนอกตระกูลเรียนอีกได้อย่างไร  แต่ก็มีที่เล่ากันอยู่บ้างว่ามวยไท่เก๊กนี้เป็นของวิเศษแต่เดิมของตระกูลเฉินอยู่แล้วจึงไม่ยอมถ่ายทอดให้กับคนภายนอก นอกจากนี้ทางบรรพบุรุษตระกูลเฉินยังได้ตั้งกฎประจำตระกูลไว้สามข้อ คือ</p>
<p><strong>ห้ามเป็นเปาเปียว (ห้ามรับคุ้มกันภัย)</strong></p>
<p><strong>ห้ามออกไปท่องยุทธจักรเป็นชาวยุทธ์</strong></p>
<p><strong>ห้ามเป็นโจร</strong></p>
<p>หรืออีกทางหนึ่งก็อาจจะเพราะว่าท่านเฉินฉางซิงสอนลูกศิษย์เฉพาะยามดึก คือแอบๆ สอน ไม่ได้ให้คนรู้มากมายขณะที่หยางลู่ฉานหนุ่มน้อยก็เป็นเพียงลูกจ้างในร้านธรรมดาๆ คงไม่สามารถขยับตำแหน่งขึ้นมาเป็นลูกศิษย์ในสำนักได้ ไม่ใช่เล่นๆ นะครับ การเป็นศิษย์อาจารย์ในสมัยโบราณนี่ประมาณเดียวกับการรับเป็นพ่อลูกกันเลย ชนชั้นบ่าวไพร่ข้ารับใช้อาจได้เรียนวิชาบ้างเล็กน้อย แต่จะให้เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นลูกศิษย์นี่นับว่ายากนัก</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/yangluchan-chenchangxing.jpg" title="รูปหล่อท่านหยางลู่ฉาน ณ หมู่บ้านเฉินเจียโกว"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/yangluchan-chenchangxing.jpg" title="รูปหล่อท่านหยางลู่ฉาน ณ หมู่บ้านเฉินเจียโกว"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/yangluchan-chenchangxing.jpg" title="รูปหล่อท่านหยางลู่ฉาน ณ หมู่บ้านเฉินเจียโกว"></a><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/yangluchan-chenchangxing.jpg" title="รูปหล่อท่านหยางลู่ฉาน ณ หมู่บ้านเฉินเจียโกว"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/yangluchan-chenchangxing.jpg" alt="รูปหล่อท่านหยางลู่ฉาน ณ หมู่บ้านเฉินเจียโกว" /></p>
<p></a></p>
<blockquote>
<p align="left">รูปหล่อท่านเฉินฉางซิง (ค.ศ. 1771-1853) ผู้นำตระกูลเฉินรุ่น 14 มอบประกาศนียบัตรสำเร็จวิชาให้กับท่านหยางลู่ฉาน</p>
</blockquote>
<p>แต่ทีนี้เมื่อท่านเฉินฉางซิงแอบสอนได้ หยางลู่ฉานก็แอบเรียนได้คือระหว่างที่ท่านเฉินฉางซิงกำลังสอนลูกศิษย์ หยางลู่ฉานก็มาแอบดูอยู่ทุกคืน จนในที่สุดก็เลยถูกจับได้ ท่านเฉินฉางซิงก็ดีใจหาย จับได้แทนที่จะเฉดหัวไล่ออกไป หรือจับเชือดนั่งยางเพราะการแอบฝึกวิชาของผู้อื่นนี่เป็นเรื่องถือสากันหนักหนาในยุทธภพ แต่เล่ากันว่าท่านฉางเฉินซิงกลับให้หยางลู่ฉานประลองฝีมือกับศิษย์ของตนเอง หรือกะหาเรื่องให้ลูกศิษย์มาซ้อมหยางลู่ฉานจะได้ไม่น่าเกลียดก็ไม่รู้ได้ ซึ่งปรากฏว่าไม่มีศิษย์คนใดสู้กับหยางลู่ฉานได้เลย ท่านเฉินฉางซิงเห็นดังนั้นก็เกิดปลื้มในพรสวรรค์อัจฉริยภาพของหยางลู่ฉานขึ้นมาก็เลยรับไว้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการอีกหนึ่งคน</p>
<p>ก็ไม่รู้ว่าท่านหยางลู่ฉานห้อยพระเมตตามหานิยมรุ่นไหนนะครับ เพราะฟังๆ เหมือนไปลักของเขา แล้วเจ้าของจับได้เลยแถมเงินให้อีกอย่างไรอย่างนั้นเลย แล้วการที่ท่านเฉินฉางซิงรับท่านหยางลู่ฉานไว้เป็นศิษย์นี่เองก็เป็นการทำลายกฎของตระกูลที่ไม่สอนมวยให้คนนอกไปด้วยโดยปริยาย นับว่าหยางลู่ฉานแจ็คพอตโชคดีซ้ำซ้อนอย่างมโหฬารจริงๆ</p>
<p>ท่านหยางลู่ฉานได้มีโอกาสเรียนมวยอยู่ในร้านขายยาของท่านเฉินฉางซิงอยู่กว่า 20-30 ปีมัง จนเมื่อสำเร็จวิชาออกจากสำนัก ท่านก็เดินทางท่องยุทธจักรไปทั่ว ได้ประลองกับคนมากมายจนมีชื่อเสียงโด่งดัง และได้รับฉายาเป็น หยางอู๋ตี๊ หรือหยางผู้ไร้เทียมทาน เอ..ผิดกฏตระกูลเฉินหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ท่านหยางก็ไม่ได้เป็นคนตระกูลเฉิน ก็คงไม่ต้องสนใจกฎมัง</p>
<p>ในช่วงนี้ท่านก็ได้ถ่ายทอดวิชามวยที่ได้เรียนมาจากท่านเฉินฉางซิงออกไปบ้าง ซึ่งผู้ที่เคยเห็นวิชาของท่านหยางหรือเคยเรียนกับท่านในยุคแรกนี้ก็มีที่เรียกวิชาของท่านหยางเป็นเมี่ยนเฉวียน (มวยสำลี) หรือฮว่าเฉวียน (มวยสลายพลัง) จากลักษณะของมวย ซึ่งก็เป็นการยืนยันลักษณะของมวยไท่เก๊กในยุคแรกของท่านหยางได้ดีว่ามีลักษณะเช่นไร ที่ต้องยืนยันกันเพราะมีบางคนวิเคราะห์ว่ามวยไท่เก๊กของท่านหยาง หรือของท่านเฉินฉางซิงแต่เดิมนั้นน่าจะเป็นมวยที่มีลักษณะแกร่งกร้าว รวดเร็ว เพราะไม่คิดว่าการฝึกที่ดูเนิบนาบเชื่องช้า จะสามารถใช้สู้จริงได้ หลายคนจึงคิดกันว่าท่าทางที่เชื่องช้าอ่อนนุ่มไม่ใช้แรงนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาภายหลังเพื่อผลทางด้านสุขภาพเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย เพราะไม่เช่นนั่นก็คงไม่เรียกกันเป็นมวยสำลีหรอก คงเรียกเป็นมวยเหล็กเสียมากกว่า</p>
<p>นอกจากนี้คัมภีร์มวยไท่เก๊กแต่เดิมก็ได้กล่าวถึงลักษณะอันอ่อนเบาของมวยไท่เก๊กไว้ตั้งแต่ต้น เพียงแต่คนในสมัยก่อนก็คงไม่ใคร่จะได้อ่านคัมภีร์กัน เพราะหนึ่งคืออ่านหนังสือกันไม่ค่อยออก สองคือคัมภีร์ก็ไม่ได้มีเผยแพร่ทั่วไป ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่ต้องเปิดศึกชิงคัมภีร์เจ้ายุทธจักรกันวุ่นวาย ภาพยนต์จีนกำลังภายในก็ไม่มีพล็อตมาสร้าง ดารานักแสดงผู้กำกับจนถึงนายทุนเด็กยกฉากเดือดร้อนกันไปหมด  แต่ในปัจจุบันหากต้องการคัมภีร์วิชาไหนก็สามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ต สั่งซื้อจาก amazon.com ได้ทุกวิชาราคากันเองครับ</p>
<p>แต่สำหรับชื่อมวยนั้นมีเขียนไว้ในประวัติชัดเจนว่าท่านหยางลู่ฉานเรียกมวยของท่านว่ามวยไท่เก๊ก ความจริงประวัติช่วงเดินทางนี้ค่อนข้างยาวแต่ส่วนมากก็เป็นเรื่องของการประลองชนะชาวบ้านเขา หรือบ้างก็ว่ามีแพ้แล้วกลับไปเรียนต่อในสำนักก็มี ไม่ค่อยมีอะไรพิสดาร</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/2007/08/30/yang-taiji-history-2/"><font color="#b85b5a">ประวัติมวยไท่เก๊กตระกูลหยาง (ตอน 2)</font></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/yang-taiji-history-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติท่านจางซานฟง ปรมาจารย์มวยไท่เก๊ก</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/zhang-sanfeng-history/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/zhang-sanfeng-history/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Aug 2007 22:52:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=50</guid>
		<description><![CDATA[ไม่มีใครรู้ครับว่าประวัติที่แท้จริงของมวยไท่เก๊กเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ส่วนมากแล้วจะอ้างว่านักพรตจางซานฟงหรือเตียซำฮง ที่เคยเห็นอยู่ในหนังเรื่องดาบมังกรหยก คนที่เป็นอาจารย์ปู่ของพระเอกจอมยุทธ์เตียบ่อกี้นั่นแหละ เป็นผู้คิดค้นขึ้น  โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการบังเอิญเปิดหน้าต่างบ้านออกมาแล้วก็บังเอิญเห็นนกกระเรียนตีกันกับงูอยู่ หรือบ้างก็ว่าเป็นนกดุเหว่าตีกับงู  แต่เอาเป็นว่านกตีกะงูละ ท่านก็ให้ปลาบปลื้มปิติ ปิ๊งเป็นวิชามวยขึ้นมา  จริงๆ แล้วมวยจีนหลายๆ แขนงก็มักจะอ้างว่าคิดขึ้นมาจากกระเรียนมั่ง งูมั่ง หรือไม่ก็ทั้งคู่นี่แหละ นัยว่าเป็นสัตว์ยอดฮิตสำหรับการคิดมวยจีนนอกจากนี้ก็มีที่คิดมาจากเสือ หมี ลิง ตั๊กแตน นกอินทรี ที่แปลกๆ เช่นหมา หรือเป็ดก็มี  หรือที่ยิ่งใหญ่ๆ มากๆ อย่างมังกรก็เป็นที่นิยมมากเหมือนกัน ตำนานไม่ได้บอกว่ากระเรียนกับงูที่เป็นอาจารย์สอนมวยให้ท่านจาง หรือผลการสู้กันใครเป็นฝ่ายชนะ หรือเรื่องราวเป็นอย่างไรต่อ    แต่คาดว่าคงไม่ได้โดนท่านจางจับย่างกินเป็นแน่ เพราะท่านเป็นนักพรตเต๋า ก็ถือศีลกินเจครับ รูปที่ 1 ท่านจางซานฟง ทราบว่าท่านอายุยืนมาก รูปที่เห็นส่วนมากผมเผ้าหนวดเคราจะเป็นสีดำครับ แสดงว่าหนุ่มอยู่เสมอ รูปที่ 2 รูปท่านจางซานฟงพิจารณานกกระเรียนกัดกับงูแล้วคิดออกมาเป็นมวยไท่เก๊กได้ จิตกรที่วาดรูปนี้ก็จินตนาการเอาว่ามันมาตีกันอยู่ในสวนบ้านท่าน รูปที่ 3 นกกระเรียนตัวเป็นๆ หน้าตาอย่างนี้ ท่านนักพรตจางซานฟงผู้นี้ เชื่อกันว่าเดิมชื่อจางจวินเป่า หรือเตียกุนป้อ เกิดในประเทศจีนตอนปลายราชวงศ์ซ่ง ว่ากันว่าเป็น วันที่ 9 เมษายน ค.ศ. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่มีใครรู้ครับว่าประวัติที่แท้จริงของมวยไท่เก๊กเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ส่วนมากแล้วจะอ้างว่านักพรตจางซานฟงหรือเตียซำฮง ที่เคยเห็นอยู่ในหนังเรื่องดาบมังกรหยก คนที่เป็นอาจารย์ปู่ของพระเอกจอมยุทธ์เตียบ่อกี้นั่นแหละ เป็นผู้คิดค้นขึ้น  โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการบังเอิญเปิดหน้าต่างบ้านออกมาแล้วก็บังเอิญเห็นนกกระเรียนตีกันกับงูอยู่ หรือบ้างก็ว่าเป็นนกดุเหว่าตีกับงู  แต่เอาเป็นว่านกตีกะงูละ ท่านก็ให้ปลาบปลื้มปิติ ปิ๊งเป็นวิชามวยขึ้นมา  จริงๆ แล้วมวยจีนหลายๆ แขนงก็มักจะอ้างว่าคิดขึ้นมาจากกระเรียนมั่ง งูมั่ง หรือไม่ก็ทั้งคู่นี่แหละ นัยว่าเป็นสัตว์ยอดฮิตสำหรับการคิดมวยจีนนอกจากนี้ก็มีที่คิดมาจากเสือ หมี ลิง ตั๊กแตน นกอินทรี ที่แปลกๆ เช่นหมา หรือเป็ดก็มี  หรือที่ยิ่งใหญ่ๆ มากๆ อย่างมังกรก็เป็นที่นิยมมากเหมือนกัน<span id="more-49"></span></p>
<p>ตำนานไม่ได้บอกว่ากระเรียนกับงูที่เป็นอาจารย์สอนมวยให้ท่านจาง หรือผลการสู้กันใครเป็นฝ่ายชนะ หรือเรื่องราวเป็นอย่างไรต่อ    แต่คาดว่าคงไม่ได้โดนท่านจางจับย่างกินเป็นแน่ เพราะท่านเป็นนักพรตเต๋า ก็ถือศีลกินเจครับ</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic1chang-san-feng.jpeg" title="ZhangSanFeng"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic1chang-san-feng.jpeg" alt="ZhangSanFeng" /></p>
<p></a><br />
รูปที่ 1 ท่านจางซานฟง ทราบว่าท่านอายุยืนมาก รูปที่เห็นส่วนมากผมเผ้าหนวดเคราจะเป็นสีดำครับ แสดงว่าหนุ่มอยู่เสมอ<a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic2crane-vs-snake-resize.jpg" title="Crane VS Snake"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic2crane-vs-snake-resize.jpg" alt="Crane VS Snake" /></p>
<p></a></p>
<p>รูปที่ 2 รูปท่านจางซานฟงพิจารณานกกระเรียนกัดกับงูแล้วคิดออกมาเป็นมวยไท่เก๊กได้ จิตกรที่วาดรูปนี้ก็จินตนาการเอาว่ามันมาตีกันอยู่ในสวนบ้านท่าน</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic3sandhill_crane.jpg" title="Sandhill Crane"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic3sandhill_crane.jpg" alt="Sandhill Crane" /></p>
<p></a></p>
<p>รูปที่ 3 นกกระเรียนตัวเป็นๆ หน้าตาอย่างนี้</p>
</p>
<p>ท่านนักพรตจางซานฟงผู้นี้ เชื่อกันว่าเดิมชื่อจางจวินเป่า หรือเตียกุนป้อ เกิดในประเทศจีนตอนปลายราชวงศ์ซ่ง ว่ากันว่าเป็น วันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1247 แล้วมามีชื่อเสียงสมัยราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1279-1368) เคยศึกษามวยเส้าหลินจากวัดเส้าหลินมาก่อน บ้างก็ว่าเคยบวชในวัด  ที่ท่านกิมย้งไปแต่งเป็นนิยายมังกรหยกก็ว่าเคยเป็นเณรน้อยอยู่ในวัดก่อนจะหนีออกมา หรือในภาพยนต์หลายๆ เรื่องที่เอาเรื่องของท่านมาสร้างก็มักจะให้เป็นหลวงจีนแล้วทำผิดกฏโดนไล่ออกจากวัด  ประมวลจากหลายๆ สายก็เอาเป็นว่าท่านก็น่าจะมีเอี่ยวกับวัดเส้าหลินมาแต่เดิม</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic4tamo.jpeg" title="Damo"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic4tamo.jpeg" alt="Damo" /></p>
<p></a></p>
<p> <br />
รูป 4 รูปท่านตักม้อ หรือท่านโพธิธรรม ผู้คิดค้นมวยเส้าหลินขึ้นมาจนเป็นมวยประจำชาติจีน สังเกตุว่าหน้าท่านจะไม่ค่อยหมือนคนจีนเพราะท่านเป็นพระอินเดียเดินทางมาเผยแผ่ศาสนาพุทธในประเทศจีน  จิตรกรที่วาดรูปท่านมักจะวาดให้ยืนอยู่บนปล้องอ้อ นัยว่าท่านเหยียบปล้องอ้อข้ามน้ำมา</p>
<p>บางตำนานก็ว่าท่านเคยสอบได้เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในสมัยฮ่องเต้ไท่จง แต่เบื่อราชการงานเมือง ก็เลยลาออกจากราชการ ชื่อฮ่องเต้ไท่จงนี่รู้สึกจะมีหลายพระองค์ครับอันนี้คือไท่จงของหยวน  ก็เรียกว่าหยวนไท่จง คือฮ่องเต้ชื่อไท่จงนี้จะใช้กับฮ่องเต้ที่เป็นต้นราชวงศ์  ทีนี้ท่านจางลาออกแล้วก็เดินทางท่องเที่ยว เขาว่าท่านมีโอกาสได้ฝึกมวยเส้าหลินสำเร็จในช่วงที่เดินทางนี่เอง ซึ่งอันนี้โดยส่วนตัวผมว่าออกจะขัดแย้งอยู่บ้าง คือหากท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่เมื่อลาออกมาก็คงอายุไม่น้อยแล้ว ขณะที่มวยเส้าหลินนั้นจะต้องฝึกกันตั้งแต่อายุยังน้อย   หากกลับกันคือท่านฝึกมวยเส้าหลินมาก่อน แล้วไปรับราชการทีหลังยังจะน่าเชื่อกว่า</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ท่านเดินทางท่องเที่ยวอยู่นี่เอง เล่ากันว่าท่านมีโอกาสได้พบกับนักพรตหั่วหลงเจินเหริน หรือนักพรตมังกรไฟ ซึ่งเป็นผู้สอนวิชาอมตะของเซียนในลัทธิเต๋าให้กับท่าน  อันวิชาอมตะนี้ก็มีปรากฏอยู่ในนิยายจีนอยู่เนืองๆ ที่มีชื่อเสียงก็คือเรื่อง &#8220;มังกรคู่สู้สิบทิศ&#8221; ของท่านหวงอี้ ยาวเฟื้อย อ่านสนุกมาก  ด้วยความเป็นอัจฉริยะท่านก็ฝึกวิชาอมตะสำเร็จอีก ก็เลยมีอายุยืนยาว อยู่มาจนถึงราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1654)  สำหรับคนไทยอ้างอิงกับนิยายดูจะง่ายกว่า ราชวงศ์หมิงหรือเหม็งนี่ก็คือพรรคเม้งก่าในดาบมังกรหยกของกิมย้งไงครับ  ในนิยายหลังจากพรรคเม้งก่ารวมกำลังชาวฮั่นก่อการล้มล้างราชวงศ์หยวนซึ่งก็คือชาวมองโกลได้สำเร็จก็ตั้งเป็นราชวงศ์เหม็งขึ้น โดยขุนศึกจูหยวนจางขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์  ในนิยายเตียบ่อกี้ เป็นหัวหน้าพรรคเม้งก่าก็น่าจะได้เป็นฮ่องเต้ ท่านก็แต่งให้โดนจูหยวนจางหักหลังตอนจบไงครับ แต่ตอนหลังฉบับปรับปรุงใหม่ท่านกิมย้งคงไม่อยากให้ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงกลายเป็นคนไม่ดี ก็เลยแก้บทให้เตียบ่อกี้ยกอำนาจให้กับจูหยวนจางเองโดยอ้างว่าปรมาจารย์สั่งไม่ให้รับตำแหน่งทางการเมือง</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic5zhu-yuan-zhang.jpeg" title="Zhu YuanZhang"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic5zhu-yuan-zhang.jpeg" alt="Zhu YuanZhang" /></p>
<p></a></p>
<p>รูปที่ 5 ฮ่องเต้ไทจูหรือจูหยวนจางครับ</p>
</p>
<p>นอกเรื่องไปไกล กลับมาที่ประวัติท่านจาง  เขาว่าท่านก็กลัวจะถูกเรียกกลับไปรับราชการอีก ก็เลยทำตัวสติเฟื่องไปพักหนึ่ง จนคิดว่าปลอดภัยแน่แล้วก็ไปอาศัยอยู่บนเขาอู่ตังหรือบู๊ตึ๊ง ว่ากันว่าในปี ค.ศ. 1407 ฮ่องเต้เฉิงจู่ ได้ส่งข้าราชการไปเยี่ยมท่านที่เขาอู่ตังแต่ไม่พบ  ก็เลยถือโอกาสสร้างอารามใหญ่โตไว้บนเขาเอาไว้ให้ จนในปี ค.ศ. 1459 ฮ่องเต้อิงจงก็พระราชทานฉายาอมตะให้  จากนั้นชื่อของท่านก็ค่อยๆ จางหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์จีน ซึ่งถ้านับกันแล้วก็จะพบว่าท่านมีอายุเท่าที่รู้ๆ กันก็เกิน 200 ปี ระหว่างนั้นก็มีชื่อท่านปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์จีนเยอะแยะ จนนักประวัติศาสตร์บางท่านเชื่อว่าน่าจะเป็นคนละจาง อยู่กันคนละสมัยแต่บังเอิญมีชื่อพ้องกัน ซึ่งก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน</p>
<p><a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic6cheng-zu.jpeg" title="Cheng Zu"></p>
<p style="text-align: center"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic6cheng-zu.jpeg" alt="Cheng Zu" /></p>
<p></a></p>
<p>รูปที 6 ฮ่องเต้เฉิงจู่ คนนี้ละครับที่สร้างอารามให้ท่านจางซานฟงบนเขาอู่ตัง</p>
<p align="center"> <a href="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic7ying-zong.jpeg" title="Ying Zhong"><img src="http://www.fajing.net/thai/wp-content/uploads/2007/08/pic7ying-zong.jpeg" alt="Ying Zhong" /></a></p>
<p>รูปที่ 7 ฮ่องเต้อิงจง ท่านบังเอิญพระราชทานฉายาให้กับท่านจางก็เลยมีชื่อติดอยู่ในทำเนียบผู้เกี่ยวข้องกับมวยไท่เก๊กไปกับเขาด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธว่าท่านเป็นผู้คิดค้นมวยไท่เก๊กขึ้นมา  บางตำราว่ามวยไท่เก๊กเกิดมาก่อนท่าน  เพียงแต่บังเอิญว่าท่านจางเป็นผู้มีชื่อเสียงเอามากๆ  แล้วท่านก็ดูเหมือนจะฝึกมวยไท่เก๊ก รวมทั้งสอนให้คนอื่นด้วย ก็เลยโมเมเอาว่ามวยนี้คิดขึ้นมาโดยท่านจางผู้ยิ่งใหญ่ดีกว่าที่จะให้เป็นมวยที่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนามบัญญัติขึ้นครับ  เรื่องนี้ก็พอมีเค้าครับ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังยอมรับ และยกให้ท่านจางเป็นผู้รวบรวมมวยไท่เก๊กขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว เป็นปฐมปรมาจารย์มวยไท่เก๊กอยู่ดี  เอาว่าใครฝึกมวยไท่เก๊กแล้วเวลาตั้งโต๊ะไหว้ปรมาจารย์  ก็ไหว้ท่านจางนั่นแหละครับ ไม่ผิดแน่</p>
<p>มีบันทึกว่าท่านจางซานฟงมีศิษย์อยู่ 7 คน ที่ปรากฏในนิยายด้วยนั่นแหละ ก็คือ ซ่งหย่วนเฉียว(ซ่งเอี๋ยงเกี๊ย), อวี๋เหลียนโจว (หยู่เหน่ยจิว), อวี๋ไต้เอี๋ยน(หยู่ไต่ง้ำ), จางสงซี (เตียส่งโคย) ,จางชุ่ยซัน(เตียชุ่ยซัว), อินลี่ถิง(ฮึงหลีเต๊ง), และมั่วกู่เซิง(หมกกกเซีย)  ในภายหลังยังมีบันทึกของท่านซ่งหย่วนเฉียวเรื่องมวยไท่เก๊กตกทอดมาถึงปัจจุบันในหมู่ลูกหลานตระกูลซ่ง</p>
<p>จริงๆ แล้วก่อนสมัยท่านจางก็มีอยู่หลายมวยที่มีหลักการคล้ายๆ หรือมีท่วงท่าที่เหมือนๆ กับมวยไท่เก๊ก หรือมีชื่อท่าซ้ำกันกับมวยไท่เก๊กที่รู้จักกันในปัจจุบันโดยเฉพาะมวยไท่เก๊กของตระกูลหยางซึ่งหลายๆ ท่านเชื่อกันว่าเป็นมวยไท่เก๊กชุดที่ถูกถ่ายทอดมาแต่เดิมจริงๆ และมีการดัดแปลงน้อย แต่เท่าที่รู้ก็มีแค่ความคล้ายคลึงเท่านั้นยังไม่อาจเรียกว่าเป็นมวยไท่เก๊กได้  ที่นับว่าใช่ก็ตั้งแต่สมัยท่านจางซานฟงมานี่เอง</p>
<p>มีบางท่านเชื่อกันว่า ที่เรียกว่ามวยไท่เก๊กต่างๆ สายโน้นสายนี้ที่ฝึกๆ กันอยู่ หรือทะเลาะกันอยู่ว่าใครของแท้ไม่แท้นี่เป็นคนละมวยกับมวยไท่เก๊กดั้งเดิมของท่านจาง  ซึ่งมวยเดิมนั้นน่าจะสาบสูญไปแล้ว ที่มีอยู่ก็เพียงแต่อาศัยว่าท่านจางไม่ได้จดลิขสิทธิ์ชื่อมวยไว้ก็เลยตั้งชื่อซ้ำกันขึ้นมา อาศัยความดังของท่านว่างั้นเถอะ  แต่ความเชื่อนี้ก็ค่อนข้างจะไม่ได้รับความนิยมสักเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งเพราะผู้ฝึกเองก็อยากมีเครดิตว่าฝึกมวยเก่าของแท้ดั้งเดิม แต่อีกนัยหนึ่งก็คือว่าวิชาที่เรียกว่ามวยไท่เก๊กนี้แม้มีหลายสาย หลายสำนัก ท่วงท่าก็ไม่ค่อยเหมือนกัน หรือบางทีใช้ชื่ออื่นไปแล้วด้วยซ้ำเช่นมวยยาว มวย 13 ท่า มวยสำลี ฯลฯ  แต่ผู้คนก็ยังรู้อยู่ว่านี่แหละที่เรียกว่ามวยไท่เก๊ก  เพราะไม่ว่าจะหน้าตาอย่างไร หรือใช้ชื่ออะไร แต่เคล็ดความนั้นยังเป็นอันเดียวกัน  หลักวิชาเดียวกัน</p>
<p>ซึ่งหลักที่คลาสสิคที่สุดที่มักจะนำมาอ้างกันคือคัมภีร์ที่เขียนขึ้นโดยท่านหวังจง หรือหวังจงเย่ว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นศิษย์ของท่านจางสงซี หนึ่งในเจ็ดศิษย์รักของท่านจางซานฟงนั่นเอง มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำว่า &#8220;ภายหลังยุคของซานฟงยังมีหวังจง&#8221;</p>
<p>ในปัจจุบันมวยมีมวยไท่เก๊กที่มีชื่อเสียงอยู่หลายตระกูล รวมทั้งที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักอีกนับไม่ถ้วน  ที่ค่อนข้างแพร่หลายหน่อยก็มีอยู่ห้าสำนัก คือสำนักตระกูลเฉิน (ตั๊ง) หยาง (เอี๊ย) อู๋ (โง้ว) อู่ (บู้) และซุน (ซึง)  ซึ่งมวยทั้งห้าตระกูลนี้ก็มีสายสัมพันธ์กันค่อนข้างแน่นแฟ้น สืบสาวประวัติการเกี่ยวข้องดองกันออกมาได้ชัดเจน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/zhang-sanfeng-history/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มวยไท่เก๊กในประเทศไทย</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taijiquan-thailand/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taijiquan-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Aug 2007 03:27:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=40</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศไทยนั้น ได้ติดต่อค้าขายกับประเทศจีนมาหลายร้อยปีแล้ว   ทั้งยังมีชาวจีนที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่โบราณ จนออกลูกออกหลานกลายเป็นคนไทยไปก็มาก   ชาวจีนหรือแม้แต่ลูกหลานชาวจีนในประเทศไทยยังได้เข้ารับราชการจนได้รับตำแหน่งเป็นขุนนาง จนถึงกับเป็นพระมหากษัตริย์เช่นพระเจ้าตากสินมหาราชก็เป็นลูกหลานชาวจีนในประเทศไทย  จึงไม่น่าแปลกใจที่วิทยายุทธ์จีนหรือมวยจีนนั้นได้เผยแพร่เป็นที่รู้จักกันในสยามประเทศนี้เป็นเวลาช้านานมาแล้ว จนมีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ก็มีเช่น พระยาพิชัยดาบหักวีรบุรุษของชาวไทยนั้น ในประวัติของท่านก็เคยศึกษาวิชามวยจีนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ในยุคก่อนๆ นั้น แม้จะมีคำเรียกขานแบบแบ่งแยกว่าเป็นคนไทย คนจีน คนมอญ คนญวน  แต่ต่างก็อาศัยอยู่บนแผ่นดินสุวรรณภูมินี้ร่วมกันอย่างสันติฉันท์พี่น้องมาโดยตลอด ภายหลังเมื่อประเทศสยามเกิดการเปลียนแปลง มีการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นประเทศไทยประกอบกับมีชาวจีนซึ่งหนีภัยการเมืองมาจากประเทศจีนเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน การแบ่งแยกดูจะรุนแรงขึ้น ประเทศไทยดูจะเป็นประเทศสำหรับคนไทย ผู้ที่อพยพเข้ามาก็ไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นคนไทย จนเกิดปัญหาระหว่างเชื้อชาติกันอยู่บ้าง รวมไปถึงปัญหาอั้งยี่ ซ่องโจร สมาคมลับทั้งหลาย ซึ่งมักมีการฝึกฝนวิชามวยจีนรวมอยู่ด้วย   ช่วงนั้นการฝึกมวยจีนจึงแทบจะเป็นเรื่องต้องห้ามในประเทศไทย  วิชามวยจีนซึ่งสืบทอดในหมุ่ชาวจีนในไทยก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสเผยแพร่ออกไป หากมีการฝึกกันอยู่บ้างก็เฉพาะลูกหลานในตระกูลเพียงรุ่นละไม่กี่คน  ชาวจีนรุ่นหลังๆ ก็เน้นเรื่องการสร้างเนื้อสร้างตัวในดินแดนใหม่นี้มากกว่าที่จะสนใจสืบทอดศาสตร์โบราณอย่างเช่นมวยจีน  ทั้งประวัติและการสืบทอดวิชาจึงสาบสูญไปมากมายในช่วงไม่กี่สิบปีนี้เอง จนเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มสงบลง ชาวจีนในประเทศไทยก็เริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีไม่น้อยที่ร่ำรวยเป็นคหบดีใหญ่ การแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายก็ยกเลิกไป  ลูกหลานจีนยุคหลังนี้เรียกตัวเองว่าเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งในปัจจุบันแทบจะกล่าวได้ว่าชาวไทยส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวไทยซึ่งมีเชื้อสาย หรือมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับชาวจีนทั้งสิ้น   ซึ่งเมื่อคนเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เริ่มคิดถึงเรื่องของศิลปะวัฒนธรรมมากขึ้น  ในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีนกลุ่มหนึ่งก็มีความคิดที่จะฟื้นฟูวิทยายุทธ์จีนซึ่งเคยมีชื่อเสียง และเคยสืบทอดมาในรุ่นปู่รุ่นตาให้มีสืบต่อไปในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทยนี้ ในปีพ.ศ. 2498 ได้มีการรวมตัวกันในหมู่ผู้ที่เคยศึกษาหรือรู้จักกับมวยไท่เก๊กในประเทศไทย ก็ได้เดินทางไปเชิญอาจารย์ต่งอิงเจี๋ย (ตั่งเอ็งเกี๊ยก) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงเรื่องมวยไท่เก๊ก และท่านเป็นศิษย์เอกผู้หนึ่งของท่านอาจารย์หยางเฉินฟู่หลานปู่ของท่านหยางลู่ฉานปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลหยางเอง ท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยท่านก็ได้เข้ามาสาธิตวิชามวยไท่เก๊กในประเทศไทย ซึ่งก็มีการบันทึกเป็นภาพยนต์ไว้ด้วย และภาพยนต์ดังกล่าวยังถูกใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาท่ามวยของท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยกันในต่างประเทศจนถึงปัจจุบัน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ประเทศไทยนั้น ได้ติดต่อค้าขายกับประเทศจีนมาหลายร้อยปีแล้ว</strong>   ทั้งยังมีชาวจีนที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่โบราณ จนออกลูกออกหลานกลายเป็นคนไทยไปก็มาก   ชาวจีนหรือแม้แต่ลูกหลานชาวจีนในประเทศไทยยังได้เข้ารับราชการจนได้รับตำแหน่งเป็นขุนนาง จนถึงกับเป็นพระมหากษัตริย์เช่นพระเจ้าตากสินมหาราชก็เป็นลูกหลานชาวจีนในประเทศไทย  จึงไม่น่าแปลกใจที่วิทยายุทธ์จีนหรือมวยจีนนั้นได้เผยแพร่เป็นที่รู้จักกันในสยามประเทศนี้เป็นเวลาช้านานมาแล้ว จนมีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ก็มีเช่น พระยาพิชัยดาบหักวีรบุรุษของชาวไทยนั้น ในประวัติของท่านก็เคยศึกษาวิชามวยจีนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ในยุคก่อนๆ นั้น แม้จะมีคำเรียกขานแบบแบ่งแยกว่าเป็นคนไทย คนจีน คนมอญ คนญวน  แต่ต่างก็อาศัยอยู่บนแผ่นดินสุวรรณภูมินี้ร่วมกันอย่างสันติฉันท์พี่น้องมาโดยตลอด<span id="more-39"></span></p>
<p>ภายหลังเมื่อประเทศสยามเกิดการเปลียนแปลง มีการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นประเทศไทยประกอบกับมีชาวจีนซึ่งหนีภัยการเมืองมาจากประเทศจีนเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน การแบ่งแยกดูจะรุนแรงขึ้น ประเทศไทยดูจะเป็นประเทศสำหรับคนไทย ผู้ที่อพยพเข้ามาก็ไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นคนไทย จนเกิดปัญหาระหว่างเชื้อชาติกันอยู่บ้าง รวมไปถึงปัญหาอั้งยี่ ซ่องโจร สมาคมลับทั้งหลาย ซึ่งมักมีการฝึกฝนวิชามวยจีนรวมอยู่ด้วย   ช่วงนั้นการฝึกมวยจีนจึงแทบจะเป็นเรื่องต้องห้ามในประเทศไทย  วิชามวยจีนซึ่งสืบทอดในหมุ่ชาวจีนในไทยก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสเผยแพร่ออกไป หากมีการฝึกกันอยู่บ้างก็เฉพาะลูกหลานในตระกูลเพียงรุ่นละไม่กี่คน  ชาวจีนรุ่นหลังๆ ก็เน้นเรื่องการสร้างเนื้อสร้างตัวในดินแดนใหม่นี้มากกว่าที่จะสนใจสืบทอดศาสตร์โบราณอย่างเช่นมวยจีน  ทั้งประวัติและการสืบทอดวิชาจึงสาบสูญไปมากมายในช่วงไม่กี่สิบปีนี้เอง</p>
<p>จนเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มสงบลง ชาวจีนในประเทศไทยก็เริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีไม่น้อยที่ร่ำรวยเป็นคหบดีใหญ่ การแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายก็ยกเลิกไป  ลูกหลานจีนยุคหลังนี้เรียกตัวเองว่าเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งในปัจจุบันแทบจะกล่าวได้ว่าชาวไทยส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวไทยซึ่งมีเชื้อสาย หรือมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับชาวจีนทั้งสิ้น   ซึ่งเมื่อคนเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เริ่มคิดถึงเรื่องของศิลปะวัฒนธรรมมากขึ้น  ในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีนกลุ่มหนึ่งก็มีความคิดที่จะฟื้นฟูวิทยายุทธ์จีนซึ่งเคยมีชื่อเสียง และเคยสืบทอดมาในรุ่นปู่รุ่นตาให้มีสืบต่อไปในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทยนี้</p>
<p>ในปีพ.ศ. 2498 ได้มีการรวมตัวกันในหมู่ผู้ที่เคยศึกษาหรือรู้จักกับมวยไท่เก๊กในประเทศไทย ก็ได้เดินทางไปเชิญอาจารย์ต่งอิงเจี๋ย (ตั่งเอ็งเกี๊ยก) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงเรื่องมวยไท่เก๊ก และท่านเป็นศิษย์เอกผู้หนึ่งของท่านอาจารย์หยางเฉินฟู่หลานปู่ของท่านหยางลู่ฉานปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลหยางเอง ท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยท่านก็ได้เข้ามาสาธิตวิชามวยไท่เก๊กในประเทศไทย ซึ่งก็มีการบันทึกเป็นภาพยนต์ไว้ด้วย และภาพยนต์ดังกล่าวยังถูกใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาท่ามวยของท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยกันในต่างประเทศจนถึงปัจจุบัน </p>
<p>ซึ่งจากการมาสาธิตครั้งนั้น ท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยได้รับปากจะส่งอาจารย์สอนวิชามวยไท่เก๊กตระกูลหยางของท่านมาอยู่ที่เมืองไทยด้วย  และในปีถัดมาท่านก็ได้ส่งบุตรชายของท่านเองคืออาจารย์ต่งหู่หลิง (ตั่งโหวเนี่ย) หรือที่ครูมวยไท่เก๊กหลายๆ ท่านที่ทันได้เรียนกับท่านเรียกกันว่า โฮวซือ เข้ามาเป็นผู้ฝึกสอนมวยไท่เก๊กในประเทศไทย  ก็นับว่าเป็นการสอนวิชามวยไท่เก๊กกันในเมืองไทยแบบกึ่งสาธารณะอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก  ที่ผมเรียกว่ากึ่งสาธารณะเพราะในช่วงนั้นผู้ที่เรียนมักจะเป็นเหล่าคหบดี หรือผู้มีอันจะกิน เพราะท่านเก็บค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพง  แต่คนไทยใจดีครับ ผู้ที่มีโอกาสได้เป็นศิษย์โดยตรงในรุ่นแรกๆ ของท่านอาจารย์ต่งหู่หลิงท่านก็ไม่ได้หวงวิชาความรู้ไว้กับตัว แต่ได้ถ่ายทอดออกมาโดยทั่วไป  ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าถ่ายทอดเป็นวิทยาทานด้วยซ้ำ เพราะท่านเหล่านั้นมักจะเป็นผู้มีอันจะกินและไม่ได้อาศัยการสอนมวยเพื่อยังชีพ  จนทำให้มวยไท่เก๊กตระกูลหยางแพร่หลายไปยังคนทั่วไป</p>
<p>ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีผู้ฝึกมวยไท่เก๊กตอนเช้าๆ อยู่ตามสวนสาธารณะ หรือลานกว้างต่างๆ แทบทุกแห่ง ในเกือบทุกจังหวัดของประเทศไทย  โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุ เนื่องจากมวยไท่เก๊กนั้นมีรูปแบบการฝึกที่ไม่รุนแรง  สามารถฝึกฝนได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งยังช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง  ส่วนมากจึงนิยมนำมาฝึกฝนเพื่อสุขภาพมากกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางวิชาป้องกันตัว หรือวิชามวย  ซึ่งมวยที่ฝึกกันส่วนมากก็เป็นมวยไท่เก๊กตระกูลหยางที่สืบทอดมาจากท่านอาจารย์ต่งหู่หลิงเกือบทั้งสิ้น</p>
<p>ต่อมาเมื่อการเดินทางระหว่างประเทศเป็นไปโดยสะดวกขึ้น  อีกทั้ประเทศจีนเริ่มจะให้คนในจีนในประเทศเดินทางออกมาเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องใต่างประเทศได้มากขึ้น  ก็เริ่มมีอาจารย์สอนมวยไท่เก๊กอีกหลายๆ ท่านที่เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น  ในปี พ.ศ. 2536 ทางสมาคมไท่เก๊กแห่งประเทศไทยยังได้เดินทางไปเชิญท่านอาจารย์หลี่เว่ยหมิง ซึ่งเป็นผู้สืบทอดมวยไท่เก๊กตระกูลอู่รุ่นที่ 6 นับจากท่านอู่อวี่เซียงมาพำนักอยู่ในประเทศไทย  อาจารย์หลี่เป็นแพทย์เปิดให้การรักษาแก่บุคคลทั่วไปด้วยการใช้ลมปราณ และยังได้ถ่ายทอดวิชามวยไท่เก๊กตระกูลอู่แก่ผู้สนใจเป็นอันมาก  จนกระทั่งมีการก่อตั้งเป็นชมรมมวยไท่เก๊กสกุลอู่แห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2543</p>
<p>นอกจากนี้แล้ว ยังมีอาจารย์มวยไท่เก๊กอีกมายมายหลายท่านที่เดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทยทั้งมาพำนักกับลูกหลานเป็นครั้งคราว หรือมาประกอบอาชีพอยู่เป็นหลักแหล่งเป็นการถาวร และได้สอนมวยไท่เก๊กสายต่างๆ อีกไม่น้อย  โดยเฉพาะในสวนลุมพินีฯ กรุงเทพฯ กล่าวกันว่าเป็นแหล่งซุ่มเสือซ่อนมังกร  ครูมวยต่างจากจากทั่วสารทิศทั้งในและต่างประเทศแวะเวียนไปมาอยู่เสมอ</p>
<p>ถึงปัจจุบัน  จะมีผู้ฝึกมวยไท่เก๊กรวมตัวกันในวันไหว้ปรมาจารย์จางซานฟง ซึ่งถือกันว่าเป็นปรมาจารย์แห่งวิชามวยไท่เก๊ก จัดขึ้นในสมาคมแต้จิ๋วทุกปี  ซึ่งก็มมีการสาธิตและข่งขันมวยไท่เก๊กจากชมรมหรือสำนักมวยต่างๆ ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taijiquan-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Dynamic Page Served (once) in 1.513 seconds -->
