<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Fajing DotNet &#187; อื่นๆ</title>
	<atom:link href="http://www.fajing.net/thai/category/taijiquan/taijiquan-misc/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.fajing.net/thai</link>
	<description>The Journey of My Life</description>
	<lastBuildDate>Sun, 08 May 2011 15:23:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>วิชาลับ</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/12/secret-subject/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/12/secret-subject/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 09 Dec 2007 07:49:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/2007/12/08/secret-subject/</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ที่เข้ามาฝึกวิชามวยไท่เก๊ก หรือวิชามวยจีนแขนงใดก็ตาม หากไม่เคยรับรู้อะไรมาก่อนเลยก็แล้วกันไป ซึ่งคงหาได้ยากนัก เพราะคนที่อยู่ๆ จะมาฝึกหรือมาเรียน ย่อมจะมีภาพความคาดหวังบางอย่างอยู่ทั้งสิ้น เช่นอาจจะเคยอ่านเจอในหนังสือ อาจจะเคยได้ยินมาจากคนอื่น หรือแม้แต่อิทธิพลของภาพยนต์หรือนวนิยายก็มีส่วนที่ก่อให้เกิด &#8220;ภาพ&#8221; บางประการในมโนสำนึกของผู้ฝึก ก่อนที่จะได้เริ่มฝึกฝนกันจริงๆ  เมื่อได้พบอาจารย์ ก็มักจะมีคำถามประเภทที่ว่า มีการฝึกกำลังภายในไหม มีการฝึกลมหายใจ-ลมปราณไหม มีชี่กงไหม มีนู่นไหมมีนี่ไหม คำตอบของอาจารย์แต่ละท่านก็คงจะแตกต่างกันไป บางท่านก็อาจจะพยายามอธิบาย หรือบางท่านก็อาจจะตัดรำคาญเสียด้วยการบอกว่า &#8220;ไม่มี..อยากฝึกก็ฝึก ไม่อยากฝึกก็ไปที่อื่น&#8221; หรือหากถามผม ผมก็คงตอบว่า &#8220;มี&#8221; แต่บางทีคนเรียน เรียนไปเป็นปีแล้วก็ยังกลับมาถามอีกว่า แล้วเมื่อไหร่จะได้ฝึกหายใจ เมื่อไหร่จะได้ฝึกลมปราณ ฯลฯ ซ้ำๆ ซากๆ ทั้งๆ ที่ เขาได้เริ่มฝึกในสิ่งที่เขาถามตั้งแต่วันแรกที่เรียนนั่นแหละ ทั้งนี้เพราะระบบการฝึกของแต่ละสำนักนั้นมีความแตกต่างกัน บางสำนักอาจจะมีการฝึกเฉพาะทาง ตอนนี้ให้ฝึกชี่กง ตอนนั้นให้ฝึกหายใจ ตอนโน้นให้โคจรลมปราณ  แต่บางสำนักอาจฝึกในแนวทางธรรมชาติหรืออาจเรียกว่าแนวทางบูรณาการ คือไม่ได้แบ่งแยกการฝึกฝนออกเป็นส่วนๆ หากแต่ใช้ระบบการฝึกฝนชุดหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้ฝึกให้เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ใช้กระบวนการฝึกฝนที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน ชักนำให้เกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องกำลังกาย การหายใจ ชี่กง การวางจิต สติ สมาธิ จนไปถึงปรัชญาการดำเนินชีวิต บางสำนักสอนสิ่งเหล่านี้ด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F12%2Fsecret-subject%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="วิชาลับ" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/12/secret-subject/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>ผู้ที่เข้ามาฝึกวิชามวยไท่เก๊ก</strong> หรือวิชามวยจีนแขนงใดก็ตาม หากไม่เคยรับรู้อะไรมาก่อนเลยก็แล้วกันไป ซึ่งคงหาได้ยากนัก เพราะคนที่อยู่ๆ จะมาฝึกหรือมาเรียน ย่อมจะมีภาพความคาดหวังบางอย่างอยู่ทั้งสิ้น เช่นอาจจะเคยอ่านเจอในหนังสือ อาจจะเคยได้ยินมาจากคนอื่น หรือแม้แต่อิทธิพลของภาพยนต์หรือนวนิยายก็มีส่วนที่ก่อให้เกิด &#8220;<strong>ภาพ</strong>&#8221; บางประการในมโนสำนึกของผู้ฝึก ก่อนที่จะได้เริ่มฝึกฝนกันจริงๆ<span id="more-133"></span></p>
<p> เมื่อได้พบอาจารย์ ก็มักจะมีคำถามประเภทที่ว่า มีการฝึกกำลังภายในไหม มีการฝึกลมหายใจ-ลมปราณไหม มีชี่กงไหม มีนู่นไหมมีนี่ไหม คำตอบของอาจารย์แต่ละท่านก็คงจะแตกต่างกันไป บางท่านก็อาจจะพยายามอธิบาย หรือบางท่านก็อาจจะตัดรำคาญเสียด้วยการบอกว่า &#8220;ไม่มี..อยากฝึกก็ฝึก ไม่อยากฝึกก็ไปที่อื่น&#8221;</p>
<p>หรือหากถามผม ผมก็คงตอบว่า &#8220;มี&#8221; แต่บางทีคนเรียน เรียนไปเป็นปีแล้วก็ยังกลับมาถามอีกว่า แล้วเมื่อไหร่จะได้ฝึกหายใจ เมื่อไหร่จะได้ฝึกลมปราณ ฯลฯ ซ้ำๆ ซากๆ ทั้งๆ ที่ <strong>เขาได้เริ่มฝึกในสิ่งที่เขาถามตั้งแต่วันแรกที่เรียน</strong>นั่นแหละ</p>
<p>ทั้งนี้เพราะระบบการฝึกของแต่ละสำนักนั้นมีความแตกต่างกัน บางสำนักอาจจะมีการฝึกเฉพาะทาง ตอนนี้ให้ฝึกชี่กง ตอนนั้นให้ฝึกหายใจ ตอนโน้นให้โคจรลมปราณ  แต่บางสำนักอาจฝึกในแนวทางธรรมชาติหรืออาจเรียกว่าแนวทางบูรณาการ คือไม่ได้แบ่งแยกการฝึกฝนออกเป็นส่วนๆ หากแต่ใช้ระบบการฝึกฝนชุดหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้ฝึกให้เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ใช้กระบวนการฝึกฝนที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน ชักนำให้เกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องกำลังกาย การหายใจ ชี่กง การวางจิต สติ สมาธิ จนไปถึงปรัชญาการดำเนินชีวิต บางสำนักสอนสิ่งเหล่านี้ด้วย &#8220;<strong>วาจา</strong>&#8221; บางแห่งสอนด้วย &#8220;<strong>คัมภีร์</strong>&#8221; แต่บางแห่งสอนโดยการ<strong>เปลี่ยนผู้ฝึกให้กลายเป็นสิ่งนั้น</strong>เอง ดังจะเห็นได้ว่าแม้ผู้ฝึกฝนมาแล้วสิบปียี่สิบปี ก็ยังสามารถฝึกฝนร่วมกับผู้ฝึกใหม่ๆ ได้ ด้วยการฝึกที่ดูจะเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะศิษย์พี่ศิษย์น้อง ถึงเวลาก็มายืนเหมือนๆ กัน รำมวยเหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่แตกต่างคือ<strong>ร่างกายที่ถูกเปลี่ยนแปลง</strong>ไปจากผลของการฝึกนั้นย่อมแตกต่างกัน ตามระยะเวลาหรือความขยันหมั่นเพียรของผู้ฝึก และมันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบปุบปับข้ามวันข้ามคืน หากแต่เป็นสิ่งที่ค่อยๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ สะสม ค่อยๆ พอกพูน ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า &#8220;<strong>กังฟู</strong>&#8221; ในภาษาจีน</p>
<p><strong>การยืน</strong>ที่เราคิดว่าก็สักแต่ยืน หรือการรำมวยที่เหมือนจะสักแต่รำนั้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทั้งในร่างกายและจิตใจ ทั้งภายนอกและภายใน แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยอาจารย์ที่มีความรู้ความชำนาญจริงๆ เป็นผู้ดูแลเพื่อนำทางผู้ฝึกไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง</p>
<p><strong>วิชาลับประจำสำนัก</strong> เคล็ดสุดยอดวิชา ทั้งหมดล้วน<strong>อยู่ในบทเรียนที่เราได้ฝึกฝนกันประจำวัน</strong>นั่นเอง การที่อาจารย์ได้ปรับตำแหน่งของมือไปนิดหนึ่ง ของนิ้วไปนิดหนึ่ง หรือชี้ทิศที่สายตาควรจะมอง หรือการแตะปรับตำแหน่งให้ที่เอว หรือหลัง ล้วนมีผลกระทบกระเทือนต่อพัฒนาการทั้งภายนอกและภายในของผู้ฝึกทั้งสิ้น และนั่นนำไปสู่การ &#8220;<strong>เป็น</strong>&#8221; วิชา ไม่ใช่ &#8220;<strong>ได้ยิน</strong>&#8221; วิชา</p>
<p><strong>เมื่อผู้ฝึกได้ &#8220;เป็น&#8221;</strong> ตัววิชาไปสู่ระดับหนึ่ง อาจารย์ก็อาจจะมาสรุปถ่ายทอดในเชิงภาษาให้กับผู้ฝึกคนนั้นๆ เป็นการส่วนตัว หรือเฉพาะกลุ่มย่อยๆ อีกทีหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ &#8220;<strong>เป็น</strong>&#8221; ก็ย่อมสามารถเข้าใจความหมายที่แท้ของ &#8220;<strong>ภาษา</strong>&#8221; นั้นได้ในทันที เนื่องจาก &#8220;<strong>เป็น</strong>&#8221; อยู่กับตัวแล้ว แตกต่างกับผู้ที่ &#8220;<strong>ไม่เป็น</strong>&#8221; ซึ่งหากได้ฟังก็ทำได้แค่ตีความไปวุ่นวาย หรือพยายามสรรหาวิธีหรือกระบวนการฝึกเพื่อให้ไปถึงตรงนั้นแบบนั้น จนแม้แต่ไปฝึกแบบผิดๆ ซึ่งอาจเกิดผลบางอย่างที่ดูด้วยสายตาของตนแล้ว &#8220;<strong>คลับคล้าย</strong>&#8221; กับเคล็ดความที่เป็น &#8220;<strong>ภาษา</strong>&#8221; หรือแลคลับคล้ายกับที่อาจารย์แสดงให้ดู ก็เข้าใจเอาเองว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ตนเองได้บรรลุถึงเคล็ดนั้นๆ แล้ว แม้ว่าจริงๆ เราไม่อาจกล่าวได้ว่า คนทุกคนได้ยินเรื่องนี้แล้วจะตีความผิดไปหมด แต่หากนึกถึงโอกาสหนึ่งในหมื่นที่จะมีอัจฉริยะสักคน แปลว่าคนอีกเก้าพันกว่าคนที่ได้ยินเคล็ดนี้พร้อมๆ กัน ก็มีโอกาสที่จะตีความผิดพลาด ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้วิชาที่จะตกทอดต่อไปผิดเพี้ยนไป หรืออย่างร้ายกว่านั้นก็คือเป็นโทษต่อตัวผู้ฝึกเอง  โดยเฉพาะผู้ฝึกส่วนมากมักจะเข้าข้างตัวเองว่าตนเองมีโอกาสเป็นอัจฉริยะหนึ่งในหมื่นหนึ่งในล้านคนนั้น</p>
<p>ทั้งนี้อาจารย์ผู้สอน ผู้ได้รับการถ่ายทอดวิชามาอย่างถูกต้องก็ย่อมไม่ต้องการส่งผ่านวิชาที่ผิดเพี้ยนหรือเป็นโทษเป็นอันตรายไปสู่คนรุ่นหลัง ทั้งยังมีภาระในความเป็นอาจารย์ที่จะต้องตกทอดวิชาที่สมบูรณ์ที่สุดไปสู่รุ่นต่อไป ก็เลยเป็นที่มาของวิชาลับ เคล็ดลับประจำสำนัก ซึ่งจะถ่ายทอดเป็น &#8220;<strong>ภาษา</strong>&#8221; ก็ต่อเมื่อ ศิษย์คนนั้นๆ บรรลุ ถึงขอบเขตของตัว &#8220;<strong>ภาษา</strong>&#8221; นั้นๆ แล้วเท่านั้น</p>
<p><strong>สำหรับผู้ฝึกที่พยายามแสวงหาวิชาลับ</strong> เคล็ดลับทั้งหลายนั้น มันไม่มีอะไรมากไปกว่าบทเรียนเรียนที่เรากำลังฝึกกำลังเรียนอยู่ในขณะนั้นๆ หากเพียงลืมตาดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็จะได้พบ ไม่ใช่กลายเป็น<strong>สละใกล้แสวงไกล</strong> หรือใกล้เกลือกินด่าง เพียรฝึกฝนสิ่งที่อยู่ตรงหน้าซึ่งอาจารย์กำลังถ่ายทอดให้ในขณะนั้นตอนนั้น เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดแล้ว </p>
<p>มีเรื่องเล่าถึงวาระสุดท้ายของท่านซุนลู่ถัง ปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลซุน ท่านได้ถ่ายทอดถ้อยคำที่เป็นความลับสุดยอดของสำนักให้แก่ศิษย์ผู้หนึ่งก่อนที่จะเสียชีวิตไป เป็นคำสั้นๆ คำเดียว คือ <strong>&#8220;ฝึก&#8221;</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/12/secret-subject/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การปฎิบัติตนในสำนัก</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-in-school/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-in-school/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 Sep 2007 05:45:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=90</guid>
		<description><![CDATA[ในการฝึกฝนวิชาโบราณเช่นมวยไท่เก๊กนี้  ปกติแล้วจะมีทั้งธรรมเนียมและข้อควรปฏิบัติที่อาจยึดถือกันมาในสำนัก หรือที่อาจารย์ผู้สอนของเราได้รับถ่ายทอดมาด้วย ซึ่งอาจารย์ก็มักจะค่อยๆ ถ่ายทอดต่อให้กับศิษย์ไปอีกต่อหนึ่ง โดยปกติแล้วในการฝึก ผู้ฝึกควรปฏิบัติตนต่อครูอาจารย์ด้วยความเคารพ ไม่ว่าจะเรียกท่านว่าครู, อาจารย์, เหล่าซือ หรือซือฝู่ ก็ควรให้ความเคารพดุจเดียวกัน  ในการฝึกควรปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำสอนของอาจารย์ หากสงสัยให้ถาม แต่ไม่ควรเซ้าซี้  เช่นบางครั้งอาจารย์อาจจะสอนศิษย์คนหนึ่งแบบหนึ่งแต่สอนเราอีกแบบ หรือสอนไม่เท่ากันไม่เหมือนกัน หากสงสัยควรถามเหตุผล แต่ไม่ใช่ไปสั่งอาจารย์ว่าควรสอนเราเช่นนั้นเช่นนี้ หรือควรสอนอะไรไม่สอนอะไร  เพราะโดยวิสัยอาจารย์ย่อมจะอยากให้ศิษย์ได้ดีและประสบผลสำเร็จในการเรียน และย่อมพยายามหาวิธีที่ดีที่สุด ทางลัดที่สุดให้ศิษย์แต่ละคนอยู่แล้ว  แต่หากเซ้าซี้อยากให้สอนนั่นอยากให้สอนนี่ บางครั้งด้วยความที่อาจารย์ก็เกรงใจศิษย์ หรือไม่อยากให้คิดมากว่าสอนไม่เท่าเทียมกัน อาจารย์อาจจะสอนในส่วนที่เราไม่พร้อมที่จะรับไม่พร้อมที่จะเรียนให้ ไม่ว่าจะด้วยความเกรงใจหรือตัดรำคาญ แต่กลับเป็นผลเสียต่อผู้เรียนเสียมากกว่า บางสำนักจะมีประเพณีไหว้ครูอาจารย์ หรือปรมาจารย์ หรือขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่สืบทอดมา หากไม่ติดธุระจำเป็นจริงๆ ควรเข้าร่วมทุกครั้ง และด้วยความเคารพ เพื่อแสดงออกถึงความตั้งใจที่จะเรียนรู้หรือรับสืบทอดวิชานี้อย่างเต็มที่  บางคนฝึกมานานยังไม่สามารถทำเรื่องง่ายๆ เช่น ยังจำชื่อสำนัก ชื่อวิชา ชื่อสายตระกูล ชื่อปรมาจารย์ไม่ได้ นั่นย่อมแสดงออกถึงความไม่ใส่ใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ  ซึ่งหากสิ่งเหล่านี้ยังไม่ใส่ใจ ในการฝึกฝนยังมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่บางครั้งเพียงพูดก็ผ่านหูไปมากมาย จะสามารถจำใส่ใจนำมาฝึกฝนได้อย่างไร ในการฝึกมวยไท่เก๊กตามระบบโบราณนั้น คนทำมากได้มาก เรียนมากรู้มาก  บางคนคิดว่าตนเองตั้งใจมาฝึกฝนแต่เรื่องของวิชามวย อย่างอื่นอาจารย์พูดอะไรก็ไม่เข้าหู [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F09%2Ftaiji-in-school%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="การปฎิบัติตนในสำนัก" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-in-school/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>ในการฝึกฝนวิชาโบราณเช่นมวยไท่เก๊กนี้</strong>  ปกติแล้วจะมีทั้งธรรมเนียมและข้อควรปฏิบัติที่อาจยึดถือกันมาในสำนัก หรือที่อาจารย์ผู้สอนของเราได้รับถ่ายทอดมาด้วย ซึ่งอาจารย์ก็มักจะค่อยๆ ถ่ายทอดต่อให้กับศิษย์ไปอีกต่อหนึ่ง</p>
<p>โดยปกติแล้วในการฝึก ผู้ฝึกควรปฏิบัติตนต่อครูอาจารย์ด้วยความเคารพ ไม่ว่าจะเรียกท่านว่าครู, อาจารย์, เหล่าซือ หรือซือฝู่ ก็ควรให้ความเคารพดุจเดียวกัน  ในการฝึกควรปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำสอนของอาจารย์ หากสงสัยให้ถาม แต่ไม่ควรเซ้าซี้<span id="more-62"></span>  เช่นบางครั้งอาจารย์อาจจะสอนศิษย์คนหนึ่งแบบหนึ่งแต่สอนเราอีกแบบ หรือสอนไม่เท่ากันไม่เหมือนกัน หากสงสัยควรถามเหตุผล แต่ไม่ใช่ไปสั่งอาจารย์ว่าควรสอนเราเช่นนั้นเช่นนี้ หรือควรสอนอะไรไม่สอนอะไร  เพราะโดยวิสัยอาจารย์ย่อมจะอยากให้ศิษย์ได้ดีและประสบผลสำเร็จในการเรียน และย่อมพยายามหาวิธีที่ดีที่สุด ทางลัดที่สุดให้ศิษย์แต่ละคนอยู่แล้ว  แต่หากเซ้าซี้อยากให้สอนนั่นอยากให้สอนนี่ บางครั้งด้วยความที่อาจารย์ก็เกรงใจศิษย์ หรือไม่อยากให้คิดมากว่าสอนไม่เท่าเทียมกัน อาจารย์อาจจะสอนในส่วนที่เราไม่พร้อมที่จะรับไม่พร้อมที่จะเรียนให้ ไม่ว่าจะด้วยความเกรงใจหรือตัดรำคาญ แต่กลับเป็นผลเสียต่อผู้เรียนเสียมากกว่า</p>
<p>บางสำนักจะมีประเพณีไหว้ครูอาจารย์ หรือปรมาจารย์ หรือขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่สืบทอดมา หากไม่ติดธุระจำเป็นจริงๆ ควรเข้าร่วมทุกครั้ง และด้วยความเคารพ เพื่อแสดงออกถึงความตั้งใจที่จะเรียนรู้หรือรับสืบทอดวิชานี้อย่างเต็มที่  บางคนฝึกมานานยังไม่สามารถทำเรื่องง่ายๆ เช่น ยังจำชื่อสำนัก ชื่อวิชา ชื่อสายตระกูล ชื่อปรมาจารย์ไม่ได้ นั่นย่อมแสดงออกถึงความไม่ใส่ใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ  ซึ่งหากสิ่งเหล่านี้ยังไม่ใส่ใจ ในการฝึกฝนยังมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่บางครั้งเพียงพูดก็ผ่านหูไปมากมาย จะสามารถจำใส่ใจนำมาฝึกฝนได้อย่างไร</p>
<p>ในการฝึกมวยไท่เก๊กตามระบบโบราณนั้น คนทำมากได้มาก เรียนมากรู้มาก  บางคนคิดว่าตนเองตั้งใจมาฝึกฝนแต่เรื่องของวิชามวย อย่างอื่นอาจารย์พูดอะไรก็ไม่เข้าหู ไม่สนใจหรือใส่ใจกระทำ  แม้โดยตรงไม่ส่งผลเสียต่อการฝึกฝน แต่ก็พลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้สิ่งอื่นๆ อีกมากมาย  อย่างเช่นเมื่อไปเรียน ศิษย์บางคนอาจจะรับอาสาเป็นผู้ชงน้ำชา  อาจารย์บางท่านอาจจะมีความรู้พิเศษในด้านนี้ ก็เท่ากับผู้นั้นได้ความรู้ในการชงชาไปด้วย แม้ความรู้อื่นๆ ก็ยังมีที่ให้เรียนรู้ เช่นศัพท์ภาษาจีนที่ใช้ การซื้อขนมผลไม้สำหรับไหว้ปรมาจารย์ การจัดโต๊ะไหว้ จนถึงวิชาที่ลึกซึ้งมากขึ้นเช่นวิชาเกี่ยวกับการนวด การกดจุด ฝังเข็ม ยาสมุนไพร โหราศาสตร์ เป็นต้น  ซึ่งหากผู้ที่ใส่ใจปฏิบัติ สนใจเรียนรู้ ก็จะได้รับประโยชน์ไปอย่างเต็มที่ในเรื่องต่างๆ เหล่านี้</p>
<p>นอกจากนี้ โดยธรรมเนียมโบราณศิษย์ที่ฝึกมาก่อนก็นับเป็นผู้อาวุโสกว่า ดังนั้นบางครั้งอาจารย์อาจจะกำหนดให้ศิษย์รุ่นพี่ที่อายุน้อยกว่าผู้ฝึกมาเป็นผู้แนะนำสั่งสอนแทนอาจารย์ นั่นย่อมหมายถึงว่าอาจารย์ได้พิจารณาแล้วว่าศิษย์พี่ผู้นั้นมีความสามารถเพียงพอที่จะสอนเราได้ ควรให้ความใส่ใจในการสอนและการฝึกฝนเช่นเดียวกับการเรียนกับอาจารย์โดยตรง ไม่ใช่ว่าเรียนกับคนนี้ แต่เอาไปถามคนโน้น เอาคำตอบคนนั้นไปบอกกับคนนี้ ซึ่งหลายๆ ครั้งอาจทำให้ผู้ฝึกเกิดความสับสนเสียเอง เพราะคำตอบหรือวิธีการของศิษย์พี่แต่ละคนอาจจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งหากเกิดความสงสัยจริงๆ หรือถามกับศิษย์พี่ที่สอนเราโดยตรงแล้วยังได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจนจริงๆ ควรสอบถามกับอาจารย์โดยตรงมากกว่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-in-school/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การสอนวิชา</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-teaching/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-teaching/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 Sep 2007 03:55:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=88</guid>
		<description><![CDATA[ในสมัยโบราณจะเคร่งครัดมากเรื่องการนำวิชาไปสอนให้กับผู้อื่น โดยแทบทุกสำนักมักจะมีเป็นกฎเลยว่า “ห้ามนำวิชาที่เรียนไปสอนให้กับผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอาจารย์”  บางแห่งอาจจะผ่อนปรนยกเว้นบ้าง เช่น ยกเว้นให้สอนได้เฉพาะกับคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด  แต่โดยมากแล้วเรื่องนี้ค่อนข้างเคร่งครัด  ซึ่งเรื่องนี้คนยุคใหม่มักจะมองว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผล หรืออาจารย์หวงวิชา แต่หากมองให้ลึกซึ้ง เรื่องนี้ก็นับว่ามีเหตุผลที่แท้จริงแฝงเร้นอยู่  เนื่องจากผู้ที่ฝึกใหม่ๆ หรือบางทีอาจจะฝึกมานาน 5 ปี 10 ปี ก็เข้าใจว่าตนเองมีฝีมือแก่กล้า หรือมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือยิ่งไปกว่านั้นคือเข้าใจเอาว่าตนเองได้เรียนวิชาจากอาจารย์มาจนครบถ้วนหมดสิ้นกระบวนความแล้ว  แล้วก็ได้เอาสิ่งที่ตนเองคิดว่ารู้แล้วนั้นไปสอนผู้อื่น หรือแม้แต่นำไปเปิดเป็นสำนักของตนเองขึ้นมาใหม่  ซึ่งปัญหาก็คือหากเขาผู้นั้นยังไม่ได้รู้ซึ้งถึงความพิสดารที่แท้จริง การนำไปสอนต่อย่อมทำให้เกิดความเข้าใจผิดเพี้ยนในหมู่ผู้ฝึกรุ่นต่อๆ ไปได้ หรือจนถึงกับทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของวิชาหรือของอาจารย์ที่เป็นผู้สอนแต่ดั้งเดิม  ดังจะเห็นได้จากในปัจจุบันมีผู้ที่เรียนมาเพียงสามเดือนหกเดือนแล้วมาตั้งตนเป็นอาจารย์อยู่มากมาย ซึ่งทำให้ผู้ที่ฝึกรุ่นหลังๆ มีความเข้าใจผิดเพี้ยนไขว้เขวไป หรือยิ่งไปกว่านั้นมีกระทั่งคิดว่าตนเองมีฝีมือแก่กล้า มีความเข้าใจที่ถูกต้องไม่คร่ำครึ ถึงกับพูดจาให้ร้ายสำนักอาจารย์เดิมก็มี โดยปกตินั้น เมื่อผู้ฝึกฝึกฝนไปได้ระดับหนึ่ง อาจารย์อาจจะเริ่มมอบหมายให้ดูแลหรือให้ฝึกสอนให้กับศิษย์รุ่นน้อง ซึ่งระหว่างนั้นทางหนึ่งเท่ากับฝึกฝนการเป็นอาจารย์ ทางหนึ่งเท่ากับได้ทบทวนตนเอง ได้เห็นภาพสะท้อนของตนเองซึ่งแสดงออกมาโดยศิษย์รุ่นน้อง เพื่อให้ตนเองได้มองเห็นข้อบกพร่องในตัวเองและพัฒนาต่อไปได้ สิ่งหนึ่งที่อาจารย์มักจะกล่าวถึงในการสอนศิษย์น้องก็คือ “เห็นเขาเป็นอย่างไร ก็ให้รู้ว่าเราก็เคยเป็นอย่างนั้น” และ “เมื่อเห็นข้อผิดพลาดของเขา ก็ให้ย้อนกลับมาดูตนเองว่ายังมีความผิดพลาดเช่นนั้นอยู่หรือไม่ ไม่ใช่มัวแต่ไปหัวเราะเยาะเขา”  ในระหว่างนั้น อาจารย์ก็จะถ่ายทอดวิธีสอน วิธีดูและแก้ปัญหาจุดผิดพลาด วิธีปรับสภาพร่างกายผู้ฝึก เรียกว่าต้องเรียนวิชาการสอนด้วย ไม่ใช่ว่าแค่รู้วิชาแบบผู้ฝึกแล้วจะรู้วิธีสอน  ในระหว่างนี้เมื่อผู้ฝึกได้เห็นปัญหาจากการฝึกสอน ก็จะนำมาปรึกษากับอาจารย์ได้โดยง่าย โดยหลักการทั่วไปก็จะคล้ายกับในการเรียนการสอนในโรงเรียน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F09%2Ftaiji-teaching%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="การสอนวิชา" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-teaching/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>ในสมัยโบราณจะเคร่งครัดมากเรื่องการนำวิชาไปสอนให้กับผู้อื่น</strong> โดยแทบทุกสำนักมักจะมีเป็นกฎเลยว่า <strong>“ห้ามนำวิชาที่เรียนไปสอนให้กับผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอาจารย์”</strong>  บางแห่งอาจจะผ่อนปรนยกเว้นบ้าง เช่น ยกเว้นให้สอนได้เฉพาะกับคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด  แต่โดยมากแล้วเรื่องนี้ค่อนข้างเคร่งครัด  <span id="more-60"></span></p>
<p>ซึ่งเรื่องนี้คนยุคใหม่มักจะมองว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผล หรืออาจารย์หวงวิชา แต่หากมองให้ลึกซึ้ง เรื่องนี้ก็นับว่ามีเหตุผลที่แท้จริงแฝงเร้นอยู่  เนื่องจากผู้ที่ฝึกใหม่ๆ หรือบางทีอาจจะฝึกมานาน 5 ปี 10 ปี ก็เข้าใจว่าตนเองมีฝีมือแก่กล้า หรือมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือยิ่งไปกว่านั้นคือเข้าใจเอาว่าตนเองได้เรียนวิชาจากอาจารย์มาจนครบถ้วนหมดสิ้นกระบวนความแล้ว  แล้วก็ได้เอาสิ่งที่ตนเองคิดว่ารู้แล้วนั้นไปสอนผู้อื่น หรือแม้แต่นำไปเปิดเป็นสำนักของตนเองขึ้นมาใหม่  ซึ่งปัญหาก็คือหากเขาผู้นั้นยังไม่ได้รู้ซึ้งถึงความพิสดารที่แท้จริง การนำไปสอนต่อย่อมทำให้เกิดความเข้าใจผิดเพี้ยนในหมู่ผู้ฝึกรุ่นต่อๆ ไปได้ หรือจนถึงกับทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของวิชาหรือของอาจารย์ที่เป็นผู้สอนแต่ดั้งเดิม  ดังจะเห็นได้จากในปัจจุบันมีผู้ที่เรียนมาเพียงสามเดือนหกเดือนแล้วมาตั้งตนเป็นอาจารย์อยู่มากมาย ซึ่งทำให้ผู้ที่ฝึกรุ่นหลังๆ มีความเข้าใจผิดเพี้ยนไขว้เขวไป หรือยิ่งไปกว่านั้นมีกระทั่งคิดว่าตนเองมีฝีมือแก่กล้า มีความเข้าใจที่ถูกต้องไม่คร่ำครึ ถึงกับพูดจาให้ร้ายสำนักอาจารย์เดิมก็มี</p>
<p>โดยปกตินั้น เมื่อผู้ฝึกฝึกฝนไปได้ระดับหนึ่ง อาจารย์อาจจะเริ่มมอบหมายให้ดูแลหรือให้ฝึกสอนให้กับศิษย์รุ่นน้อง ซึ่งระหว่างนั้นทางหนึ่งเท่ากับฝึกฝนการเป็นอาจารย์ ทางหนึ่งเท่ากับได้ทบทวนตนเอง ได้เห็นภาพสะท้อนของตนเองซึ่งแสดงออกมาโดยศิษย์รุ่นน้อง เพื่อให้ตนเองได้มองเห็นข้อบกพร่องในตัวเองและพัฒนาต่อไปได้ สิ่งหนึ่งที่อาจารย์มักจะกล่าวถึงในการสอนศิษย์น้องก็คือ <strong>“เห็นเขาเป็นอย่างไร ก็ให้รู้ว่าเราก็เคยเป็นอย่างนั้น”</strong> และ <strong>“เมื่อเห็นข้อผิดพลาดของเขา ก็ให้ย้อนกลับมาดูตนเองว่ายังมีความผิดพลาดเช่นนั้นอยู่หรือไม่ ไม่ใช่มัวแต่ไปหัวเราะเยาะเขา”</strong>  ในระหว่างนั้น อาจารย์ก็จะถ่ายทอดวิธีสอน วิธีดูและแก้ปัญหาจุดผิดพลาด วิธีปรับสภาพร่างกายผู้ฝึก เรียกว่าต้องเรียนวิชาการสอนด้วย ไม่ใช่ว่าแค่รู้วิชาแบบผู้ฝึกแล้วจะรู้วิธีสอน  ในระหว่างนี้เมื่อผู้ฝึกได้เห็นปัญหาจากการฝึกสอน ก็จะนำมาปรึกษากับอาจารย์ได้โดยง่าย โดยหลักการทั่วไปก็จะคล้ายกับในการเรียนการสอนในโรงเรียน ซึ่งเหล่าครูจะต้องนำปัญหาในห้องเรียนมาประชุมแลกเปลี่ยนกันในที่ประชุมครู ไม่ใช่แต่เพียงว่าคนเดียวก็สามารถทำการสอนได้</p>
<p>เมื่อมีความชำนาญในระดับหนึ่งแล้ว อาจารย์อาจจะอนุญาตให้สอนผู้อื่นภายนอกที่ไม่อยู่ในสายตาอาจารย์ได้ หากแต่มักจะต้องกำกับว่า <strong>“ใช้เท่ากับที่ตัวเองมี สอนเท่ากับที่ตัวเองรู้”</strong> นั่นหมายถึงว่าเรายังไม่มีความสามารถที่จะตีความเองวุ่นวาย หากจะฝึกหรือจะสอนก็ทำเฉพาะเท่ากับที่ตนเองได้เรียนได้รู้มา ไม่ใช่ว่าสอนในสิ่งที่คิดขึ้นเองว่าถูกต้อง หรือตีความขึ้นเองว่าถูกต้อง เพราะเรายังไม่ได้มีความสามารถระดับนั้น ในระดับนี้อาจารย์บอกว่า แม้เรายังไม่ได้ฝึกวิชาจนครบถ้วนกระบวนความ แต่หากเราสอนขั้นอนุบาลก็ต้องสอนวิชาของชั้นอนุบาล ไม่มีประโยชน์ที่จะนำเอาวิชาในระดับมหาวิทยาลัยไปสอน ไม่เช่นนั้นสอนเด็กอนุบาลนับเลข ต้องเอาศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์มาสอน ก็คงไม่มีอาจารย์พอให้สอนกันแล้ว</p>
<p>จนเมื่อถึงจุดที่อาจารย์อนุญาตเต็มที่แล้ว เมื่อถึงจุดที่อาจารย์ได้บอกกับเราว่า <strong>“ได้ถ่ายทอดวิชาให้หมดสิ้นแล้ว”</strong> และผู้ฝึกอยู่ในจุดที่เรียกว่า <strong>“ปลอดภัยแล้ว”</strong> คือแม้จะอยู่ห่างสายตาอาจารย์ก็ไม่ได้ทำให้วิชาที่ได้ร่ำเรียนมาผิดเพี้ยนไป หรือการนำไปสอนก็ไม่ได้จะทำให้เกิดความผิดเพี้ยนในการสอน ไม่เป็นที่เสื่อมเสียของสำนักอาจารย์ นั่นจึงเป็นจุดที่ผู้ฝึกก้าวสู่การเป็นอาจารย์เต็มตัวได้  ซึ่งโดยปกติจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝนนับสิบๆ ปี</p>
<p>แต่เช่นที่ได้กล่าวไปแล้วว่าในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แม้แต่ความคิดที่ว่าผิดเพี้ยนก็ไม่ได้มองว่าเป็นสาระ  รวมทั้งมีความผิดเพี้ยนมากมายจนเกินพรรณนาอยู่แล้ว บางสำนักอาจารย์จึงอาจจะไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป  คนในสังคมก็ไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องโบร่ำโบราณเช่นนี้ ไม่ได้มองเป็นการอนุรักษ์ศิลปะ ถึงกับพูดกันว่า “<strong>แค่ขยับแข้งขยับขาเท่ากับออกกำลังกาย”</strong>  เห็นใครสอนให้ขยับแข้งขยับขาก็ให้คุณค่าเท่าเทียมกันไปหมด ไม่ได้แยกแยะความแตกต่างระหว่างถ้วยเบญจรงค์ กับชามพลาสติก ด้วยเห็นว่าก็ใส่ข้าวกินได้เหมือนๆ กัน หนำซ้ำชามพลาสติกยังไม่ต้องดูแลรักษามาก แตกหักเสียหายก็ซื้อหาใหม่ได้ง่ายๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-teaching/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กีฬาเป็นยาวิเศษ</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/sport-health/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/sport-health/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Aug 2007 17:43:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=58</guid>
		<description><![CDATA[สิ่งที่อยู่ในสายเลือด ในพันธุกรรมหรืออะไรก็ตาม ของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ชาย คือ ความก้าวร้าว อยากต่อยตีเก่ง อยากมีความสามารถในการต่อยตีหรือต่อสู้ เขาว่ามันเป็นสัญชาติญาณของสัตว์โลกที่ต้องพยายามรักษาตัวรอด รักษาเผ่าพันธุ์อะไรทำนองนั้น แรงผลักดันชนิดนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ต่อสู้กับธรรมชาติ ให้มีการพัฒนาก้าวหน้า ผลักดันให้มนุษย์เรากลายเป็นมนุษย์เช่นทุกวันนี้ และในอีกทางหนึ่ง ผลักดันให้มนุษย์มีการต่อสู้ รบราฆ่าฟันกันมาตลอดระยะเวลาในประวัติศาตร์ของมนุษยชาติ เท่าที่มีบันทึกไว้ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา มนุษย์เราได้สร้างระบบศีลธรรม ระบบกฏหมายขึ้นมามากมาย เพื่อควบคุมความก้าวร้าวรุนแรงเหล่านี้ ซึ่งแม้จะกล่าวได้ว่าพอจะควบคุมได้ แต่มันก็ไม่ได้หายไปไหน มันไม่ได้ถูกทำลายให้หายไป และมันยังอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ส่วนหนึ่งถูกแปลงออกมาอยู่ในรูปของศิลปะการต่อสู้หรือศิลปะยุทธ์ และส่วนหนึ่งแสดงออกมาทางการกีฬา ซึ่งหลายๆ คนโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น แสวงหาความแข็งแกร่งให้กับตนเอง เพื่อตอบสนองความก้าวร้าวในตัว บางคนทุ่มเทให้กับการกีฬา บางคนเลือกทางตรงกว่านั้นเช่นการฝึกฝนศิลปะป้องกันตัว หรือกีฬาประเภทที่เป็นการต่อสู้เช่นมวย คาราเต้ ยูโด เทควันโด การออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ดี  แต่การเล่นกีฬาบางครั้งไม่ใช่ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป การฝึกที่บางครั้งหนักเกินกำลัง หรือการแสวงหาความแข็งแกร่งแบบผิดวิธี ก่อให้เกิดปัญหากับตัวผู้ฝึกมากมาย และเมื่อบาดเจ็บ ก็ถือได้ว่าเป็นความสูญเสีย ทั้งต่อตัวผู้ฝึกเอง และต่อสังคม อาการบาดเจ็บบางครั้งหรือหลายๆ ครั้ง เกินกว่าที่จะเยียวยารักษาได้ง่ายๆ หรือไม่ก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมากในการรักษา หรืออาจจะถึงขั้นรักษาไม่หายนั่นคือผลจากการฝึกกีฬา ยาวิเศษที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงโทษของมัน นักกีฬาจำนวนมากที่บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ในหมู่นักกีฬาอาชีพ สามารถกล่าวได้ว่าเห็นกันเป็นเรื่องปกติ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Fsport-health%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="กีฬาเป็นยาวิเศษ" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/sport-health/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>สิ่งที่อยู่ในสายเลือด ในพันธุกรรมหรืออะไรก็ตาม ของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ชาย</strong> คือ ความก้าวร้าว อยากต่อยตีเก่ง อยากมีความสามารถในการต่อยตีหรือต่อสู้ เขาว่ามันเป็นสัญชาติญาณของสัตว์โลกที่ต้องพยายามรักษาตัวรอด รักษาเผ่าพันธุ์อะไรทำนองนั้น</p>
<p>แรงผลักดันชนิดนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ต่อสู้กับธรรมชาติ ให้มีการพัฒนาก้าวหน้า ผลักดันให้มนุษย์เรากลายเป็นมนุษย์เช่นทุกวันนี้ และในอีกทางหนึ่ง ผลักดันให้มนุษย์มีการต่อสู้ รบราฆ่าฟันกันมาตลอดระยะเวลาในประวัติศาตร์ของมนุษยชาติ เท่าที่มีบันทึกไว้ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา<span id="more-50"></span></p>
<p>มนุษย์เราได้สร้างระบบศีลธรรม ระบบกฏหมายขึ้นมามากมาย เพื่อควบคุมความก้าวร้าวรุนแรงเหล่านี้ ซึ่งแม้จะกล่าวได้ว่าพอจะควบคุมได้ แต่มันก็ไม่ได้หายไปไหน มันไม่ได้ถูกทำลายให้หายไป และมันยังอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ส่วนหนึ่งถูกแปลงออกมาอยู่ในรูปของศิลปะการต่อสู้หรือศิลปะยุทธ์ และส่วนหนึ่งแสดงออกมาทางการกีฬา</p>
<p>ซึ่งหลายๆ คนโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น แสวงหาความแข็งแกร่งให้กับตนเอง เพื่อตอบสนองความก้าวร้าวในตัว บางคนทุ่มเทให้กับการกีฬา บางคนเลือกทางตรงกว่านั้นเช่นการฝึกฝนศิลปะป้องกันตัว หรือกีฬาประเภทที่เป็นการต่อสู้เช่นมวย คาราเต้ ยูโด เทควันโด</p>
<p>การออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ดี  แต่การเล่นกีฬาบางครั้งไม่ใช่ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป การฝึกที่บางครั้งหนักเกินกำลัง หรือการแสวงหาความแข็งแกร่งแบบผิดวิธี ก่อให้เกิดปัญหากับตัวผู้ฝึกมากมาย และเมื่อบาดเจ็บ ก็ถือได้ว่าเป็นความสูญเสีย ทั้งต่อตัวผู้ฝึกเอง และต่อสังคม อาการบาดเจ็บบางครั้งหรือหลายๆ ครั้ง เกินกว่าที่จะเยียวยารักษาได้ง่ายๆ หรือไม่ก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมากในการรักษา หรืออาจจะถึงขั้นรักษาไม่หายนั่นคือผลจากการฝึกกีฬา ยาวิเศษที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงโทษของมัน</p>
<p>นักกีฬาจำนวนมากที่บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ในหมู่นักกีฬาอาชีพ สามารถกล่าวได้ว่าเห็นกันเป็นเรื่องปกติ ออกข่าวกันเป็นประจำ เดี๋ยวคนนี้เจ็บตรงนั้น คนนั้นเจ็บตรงนี้ เดี๋ยวต้องผ่าตัดตรงนั้น ต้องพักฟื้นเท่านั้นเท่านี้เดือน  หรือบางทีก็มีข่าวประเภทที่ว่า นักกีฬาฝืนลงแข่งทั้งๆ ที่ยังไม่หายดี เพื่อพยายามรักษาสถิติหรืออะไรบางอย่าง หรือไปไกลกว่านั้นก็อาจจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์เงินทอง ทั้งของตัวนักกีฬาเองและบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย</p>
<p>ส่วนที่แทบจะไม่มีใครเก็บสถิติกันเลย คือในหมู่นักกีฬาสมัครเล่น นักกีฬาระดับโรงเรียน หรือตามชมรมกีฬาต่างๆ ว่ามีอาการบาดเจ็บกันหรือไม่ อย่างไร ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีไหม และการติดตามผลการรักษาในระยะยาวเป็นอย่างไร  ประกอบกับในการฝึกกีฬาสมัครเล่นในระดับโรงเรียนหรือเยาวชนนั้น บ่อยครั้งที่ผู้ฝึกก็ไม่ได้มีความรู้ในทางสรีรศาสตร์ หรือในระบบการฝึกที่แท้จริง</p>
<p>เห็นกันบ่อยๆ ว่ามีการฝึกโดยไม่ได้บริหารอบอุ่นร่างกายอย่างเหมาะสมก่อนการฝึก  การดื่มน้ำเย็นจัดระหว่างฝึกหรือหลังการฝึก การทรุดตัวลงนั่งทันทีหลังจากฝึกมาเหนื่อยๆ หรือการไม่รู้จักคูลดาวน์ร่างกายอย่างถูกวิธี  การเคลื่อนไหวที่ฝืนกับระบบร่างกายหรือกล้ามเนื้อข้อต่อทั้งหลาย การไม่รู้จักวิธีนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อซึ่งอาจทำให้มีการบาดเจ็บสะสม  การฝึกที่ผิดวิธี เช่นการชกลมหรือเตะลมอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้ข้อต่อบาดเจ็บ การฝึกกับอุปกรณ์แบบผิดวิธี เช่นการฝึกยกลูกเหล็กด้วยน้ำหนักที่ไม่เหมาะสม หรือบางคนถึงกับฝึกชกอิฐชกหิน โดยไม่ได้เรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องในการป้องกันอาการบาดเจ็บ  จนไปถึงการใช้โปรตีนบำรุงร่างกายด้วยปริมาณมหาศาลเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างผิดธรรมชาติ หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยการใช้ยากระตุ้นประเภทต่างๆ ที่ก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาวก็มีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ</p>
<p>สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บทั้งระยะสั้นหรือระยะยาวทั้งสิ้น</p>
<p>กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/sport-health/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มวยไท่เก๊กคืออะไร ภาค2</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/what-is-taijiquan-2/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/what-is-taijiquan-2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Aug 2007 22:07:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=49</guid>
		<description><![CDATA[คำถามที่ดูเหมือนง่ายๆ ตรงไปตรงมาที่สุดนี้  กลับเป็นคำถามที่ยากที่สุดสำหรับคนฝึกมวยไท่เก๊ก เพราะไม่รู้จะอธิบายกันอย่างไรว่ามวยไท่เก๊กคืออะไร เอาเป็นว่า มวยไท่เก๊ก ภาษาจีนเรียก ไท่จี๋เฉวียน หรือไท่เก๊กคุ้ง  เป็น &#8220;มวย&#8221; เป็นวิทยายุทธ์แขนงหนึ่งของจีน ซึ่งมีลักษณะการฝึกเป็นระบบทั้งภายนอกภายใน ทั้งร่างกายและจิตใจ   ในการฝึกฝนจะประกอบด้วยการอบอุ่นร่างกาย บริหารข้อต่อ,  การฝึกยืนเสา (จั่นจวง) ในท่าต่างๆ เพื่อฝึกกำลังขาและสมาธิจิต , การฝึกรำชุดมวย ซึ่งอาจมีหลายชุดในแต่ละสำนัก,  การฝึกชี่กงหรือพลังภายใน, การฝึกผลักมือ (ทุยโส่วหรือชุยชิ่ว) เป็นการฝึกคู่ เพื่อฝึกการฟังแรงคู่ต่อสู้ และฝึกสมดุลของร่างกาย, การฝึกอาวุธต่างๆ ดั้งเดิมมีดาบ กระบี่ ทวน แต่บางสำนักมีเพิ่มบางอย่างเช่นพลอง พัด ระบบการฝึกแม้จะหนักสาหัส แต่ไม่มีการฝึกที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงถาวรหรือเรื้อรัง  สามารถฝึกฝนได้ทุกเพศทุกวัย มีท่วงท่านิ่มนวล ไม่แข็งกร้าวดุดัน ให้ผลดีมากในด้านสุขภาพ จนทำให้มวยไท่เก๊กมีชื่อเสียงในฐานะการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมากไม่น้อยไปกว่าการเป็นวิทยายุทธ์แขนงหนึ่ง มวยไท่เก๊กนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องการเคลื่อนไหวที่สง่างาม ผ่อนคลายและต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวที่เนิบช้าและไม่ออกแรง ช่วยในการฝึกสมาธิจิต และทำให้จิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่าน  การฝึกท่ามวยจะช่วยสร้างรูปแบบความสมดุลของการเคลื่อนไหวขึ้นไหม่ ซึ่งช่วยให้ร่างกายคงความสมดุล ไม่ฝืนธรรมชาติ กลับสู่โครงร่างลักษณะแบบทารกซึ่งทำให้มีความปลอดภัยสูง การฝึกผลักมือ ก็ไม่ใช่การฝึกสเต็ปต่อสู้ และไม่ใช่การซ้อมชกหรือ free [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Fwhat-is-taijiquan-2%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="มวยไท่เก๊กคืออะไร ภาค2" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/what-is-taijiquan-2/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>คำถามที่ดูเหมือนง่ายๆ ตรงไปตรงมาที่สุดนี้</strong>  กลับเป็นคำถามที่ยากที่สุดสำหรับคนฝึกมวยไท่เก๊ก เพราะไม่รู้จะอธิบายกันอย่างไรว่ามวยไท่เก๊กคืออะไร</p>
<p>เอาเป็นว่า มวยไท่เก๊ก ภาษาจีนเรียก ไท่จี๋เฉวียน หรือไท่เก๊กคุ้ง  เป็น &#8220;มวย&#8221; เป็นวิทยายุทธ์แขนงหนึ่งของจีน ซึ่งมีลักษณะการฝึกเป็นระบบทั้งภายนอกภายใน ทั้งร่างกายและจิตใจ   ในการฝึกฝนจะประกอบด้วยการอบอุ่นร่างกาย บริหารข้อต่อ,  การฝึกยืนเสา (จั่นจวง) ในท่าต่างๆ <span id="more-48"></span>เพื่อฝึกกำลังขาและสมาธิจิต , การฝึกรำชุดมวย ซึ่งอาจมีหลายชุดในแต่ละสำนัก,  การฝึกชี่กงหรือพลังภายใน, การฝึกผลักมือ (ทุยโส่วหรือชุยชิ่ว) เป็นการฝึกคู่ เพื่อฝึกการฟังแรงคู่ต่อสู้ และฝึกสมดุลของร่างกาย, การฝึกอาวุธต่างๆ ดั้งเดิมมีดาบ กระบี่ ทวน แต่บางสำนักมีเพิ่มบางอย่างเช่นพลอง พัด ระบบการฝึกแม้จะหนักสาหัส แต่ไม่มีการฝึกที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงถาวรหรือเรื้อรัง  สามารถฝึกฝนได้ทุกเพศทุกวัย มีท่วงท่านิ่มนวล ไม่แข็งกร้าวดุดัน ให้ผลดีมากในด้านสุขภาพ จนทำให้มวยไท่เก๊กมีชื่อเสียงในฐานะการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมากไม่น้อยไปกว่าการเป็นวิทยายุทธ์แขนงหนึ่ง</p>
<p>มวยไท่เก๊กนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องการเคลื่อนไหวที่สง่างาม ผ่อนคลายและต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวที่เนิบช้าและไม่ออกแรง ช่วยในการฝึกสมาธิจิต และทำให้จิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่าน  การฝึกท่ามวยจะช่วยสร้างรูปแบบความสมดุลของการเคลื่อนไหวขึ้นไหม่ ซึ่งช่วยให้ร่างกายคงความสมดุล ไม่ฝืนธรรมชาติ กลับสู่โครงร่างลักษณะแบบทารกซึ่งทำให้มีความปลอดภัยสูง</p>
<p>การฝึกผลักมือ ก็ไม่ใช่การฝึกสเต็ปต่อสู้ และไม่ใช่การซ้อมชกหรือ free sparing แต่เป็นการฝึกการฟังแรง การประสานตัวเองเข้ากับคู่ต่อสู้ การรักษาสมดุลร่างกาย ขณะฝ่ายหนึ่งฝึกเคลื่อนไปข้างหน้า อีกฝ่ายก็ฝึกที่จะเคลื่อนไปข้างหลัง ฝ่ายใดที่สมดุลไม่ดีก็จะถลำไปไม่ข้างหน้าก็ข้างหลังเสมอ จึงไม่ใช่การฝึกประเภทฝ่ายหนึ่งสมมติว่ารุก อีกฝ่ายสมมติว่ารับ สำหรับมวยไท่เก๊กนั้นการรุกรับเป็นสิ่งเดียวกันการผลักมือ ไม่ใช่การพยายามตีอีกฝ่ายให้บาดเจ็บ หรือทำให้อีกฝ่ายยอมแพ้ เพียงแต่รักษาสมดุลของตัวเอง และพาอีกฝ่ายให้เสียสมดุล อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า <strong>&#8220;แม้จะล้มคู่ต่อสู้ไม่ได้ แต่คู่ต่อสู้ก็ไม่อาจล้มเราไม่ได้เช่นกัน&#8221;</strong> จึงไม่มีอันตรายเหมือนการฝึกคู่ของศิลปะการต่อสู้ชนิดอื่น</p>
<p>มวยไท่เก๊กนั้นมีต้นกำเนิดจากปรัชญาเต๋า  ซึ่งว่าด้วยวิถีของธรรมชาติ และการเข้าร่วมกับธรรมชาติ  ในคัมภีร์เต๋านั้นกล่าวถึงลักษณะอันเป็นทวิลักษณ์ของธรรมชาติคือการประกอบด้วยแข็ง อ่อน, ร้อน เย็น, สว่าง มืด ฯลฯ  จากนั้นกล่าวถึงการไม่กระทำ  เรียกว่าไม่กระทำคือไม่ฝืนความเป็นไปของธรรมชาติ แล้วจึงเป็นแนวทางปฏิบัติในการอยู่ร่วมกับธรรมชาตินั้น  แนวคิดและหลักปฏิบัติเหล่านี้มีปราชญ์โบราณนำมาขยายความออกมามากมาย  เป็นรากฐานของภูมิปัญญาจีนโบราณอย่างไม่มีอะไรมาเปรียบได้</p>
<p>จากแนวคิดเหล่านี้เอง ที่ทำให้นักวิทยายุทธ์โบราณนำมาใช้ในการสร้างสรรค์วิทยายุทธ์ซึ่งเน้นในเรื่องการไม่ออกแรง และใช้อ่อนชนะแข็ง เช่นมวยไท่เก๊ก และวิทยายุทธ์ในสายมวยภายในอีกหลายชนิด</p>
<p>ในปรัชญาตะวันตก  แนวคิดพื้นฐานคือการเอาชนะธรรมชาติ  การพิชิตโลก พิชิตทะเล พิชิตอวกาศ จนแม้แต่พิชิตความแก่ความชรา จึงไม่ยอมแพ้ให้กับความถดถอยของร่งากาย ปราชญ์ตะวันตกก็จะเน้นไปในด้านการบำรุง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ มวลกระดูก ออกกำลังกายตามหลักวิทยาศาสตร์ ส่วนไหนที่มีปัญหาก็มีการผ่าตัดดัดแปลง เปลี่ยนอะไหล่ให้กับร่างกาย มีทั้งหัวใจเทียม ข้อเทียม กระดูกเทียม หูเทียม ตาเทียม เพื่อคงสภาพหนุ่มสาวไว้ให้นานที่สุด ซึ่งความอุตสาหะทางด้านนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ผลเสียทีเดียว ผู้ชราหลายๆ ท่านมีร่างกายที่สมบูรณ์กว่าหนุ่มสาวส่วนมากด้วยซ้ำ  ผู้ชราบางท่านออกมาแสดงการวิ่งมาราธอนในระยะสี่สิบกิโลเมตร ว่ายน้ำทีละสิบกิโลเมตร หรือกระโดดโลดเต้นต่างๆ เพื่อให้เห็นว่าร่างกายยังคงสภาพเดิมไว้ได้ ก็นับว่าใช้ได้อยู่ เพียงแต่การฝืนธรรมชาติเช่นนี้ก็ยังมีขีดจำกัด และหากให้พูดว่าเหนือกว่า หรือชนะวัยหนุ่มสาวได้นั้นคงไม่กล้าพูดแล้ว</p>
<p>สำหรับแนวคิดฝั่งตะวันออก เช่นปรัชญาเต๋านั้น ไม่ได้พยายามไปฝืนความเป็นไปของธรรมชาติ หากแต่ยอมรับ ใช้การยอมรับในธรรมชาติที่เป็นอยู่ ในธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ยอมรับว่าแก่แล้วย่อมเชื่องช้าลง ความแข็งแกร่งของร่างกายย่อมลดทอนลง กำลังกายย่อมถดถอย ความสามารถในการออกแรงอย่างต่อเนื่องไม่มีอีกต่อไป แม้เพียงเดินไม่กี่ก้าวก็หมดแรงเสียแล้ว  หากการยอมรับนี้ไม่ใช่การยอมแพ้  การยอมรับนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดของการยุทธ์คือ รู้จักตนเองและรู้จักผู้อื่น  เมื่อมีกำลังน้อยก็ต้องยอมรับว่ามีกำลังน้อยแล้วจึงคิดหาวิธีการจากกำลังที่น้อยกว่านี้  ไม่ใช่ว่ามีกำลังน้อยแต่ยังถือดี วิ่งเข้าไปสู้ซึ่งๆ หน้า  แม้ฝีมือประสบการณ์เหนือกว่าแต่ก็เปรียบเหมือนน้ำน้อยวิ่งเข้าหากองไฟ  ธรรมชาติของน้ำแม้จะสามารถดับไฟ แต่น้ำน้อยก็ยังไม่สามารถดับไฟมากได้อยู่ดี ฉันใดฉันนั้น  แนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของระบบการฝึกฝนที่มุ่งใช้ประโยชน์จากความอ่อน ความชรา ความช้าเช่นมวยไท่เก๊กนี่เอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/what-is-taijiquan-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มวยไท่เก๊กกับการออกกำลังกาย</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taijiquan-exercise/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taijiquan-exercise/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Aug 2007 21:55:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนอื่น ต้องตั้งความเข้าใจให้ถูกต้องเรื่องหนึ่งก่อน  เวลาพูดถึงมวยไท่เก๊กหรืออ่านเจอเรื่องของมวยไท่เก๊ก หลายแห่งมักจะเขียนไว้ทำนองว่า &#8220;มวยไท่เก๊ก เป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่งของจีน&#8221; บ้างก็ใช้คำว่า &#8220;ศิลปะการเคลื่อนไหว&#8221; บ้างพยายามหลีกเลี่ยงคำว่า &#8220;มวย&#8221; แต่เรียกลอยๆ เป็นไท่เก๊ก หรือไท้เก๊ก หรือเป็นวิชาไท่เก๊ก  คำว่าไท่เก๊กที่ไม่มีอะไรนำหน้า ไม่มีอะไรต่อท้ายนั้นหมายถึงสภาวะทวิลักษณ์ (อิน หยาง) เป็นภาวะที่จากความไม่มีเปลี่ยนเป็นความมี  มีสัญลักษณ์เป็นรูปกลมๆที่มีรูปปลาขาวดำอยู่ข้างใน ในสีดำมีจุดขาว ในสีขาวมีจุดดำ  นั้นละครับที่เรียกว่าไท่เก๊ก ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่เคลื่อนไหว ออกกำลังกาย ศิลปะอะไรทั้งนั้น  หรือบางคนนำไปสับสนกับวิชา &#8220;ชี่กง&#8221; ซึ่งเป็นการฝึกกำลังภายในและการหายใจเพื่อสุขภาพไปแล้ว ซึ่งเราเองก็คงจะรู้สึกไม่ชอบใจเช่นกัน  หากต่อไปมีใครเขียนลงหนังสือว่า &#8220;วิชามวยไทย เป็นศิลปะการเคลื่อนไหว  สำหรับออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ&#8221; หรือ &#8220;วิชาดาบไทย เป็นนาฏลีลาแขนงหนึ่ง ขณะร่ายรำใช้ดาบเป็นเครื่องประกอบ รำเพื่อความสวยงาม นิยมรำเป็นคู่โดยสมมติว่าสู้กัน&#8221; อะไรทำนองนี้ มวยไท่เก๊ก ภาษาจีนเรืยก ไท่จี๋เฉวียน หรือไท่เก๊กคุ้ง  เป็น &#8220;มวย&#8221; เป็นชื่อวิทยายุทธ์จีนแขนงหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับมาแต่โบราณ  นักมวยไท่เก๊กที่มีชื่อเสียง มักจะมีชื่อเสียงในด้านความเก่งกาจในการต่อสู้  ไม่ใช่เป็นผู้นำการออกกำลังกายตอนเช้า  แม้ว่าวิชามวยจีนทุกชนิดมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง  แต่อีกนัยหนึ่งก็เพื่อใช้ป้องกันตัวได้ด้วย  แต่ไหนแต่ไรมวยไท่เก๊กไม่เคยมีรูปแบบของการออกกำลังกายลอยๆ โดยไร้จุดมุ่งหมาย  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Ftaijiquan-exercise%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="มวยไท่เก๊กกับการออกกำลังกาย" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/taijiquan-exercise/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>ก่อนอื่น ต้องตั้งความเข้าใจให้ถูกต้องเรื่องหนึ่งก่อน</strong>  เวลาพูดถึงมวยไท่เก๊กหรืออ่านเจอเรื่องของมวยไท่เก๊ก หลายแห่งมักจะเขียนไว้ทำนองว่า <em>&#8220;มวยไท่เก๊ก เป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่งของจีน&#8221;</em> บ้างก็ใช้คำว่า <em>&#8220;ศิลปะการเคลื่อนไหว&#8221;</em> บ้างพยายามหลีกเลี่ยงคำว่า <strong>&#8220;มวย&#8221;</strong> แต่เรียกลอยๆ เป็นไท่เก๊ก หรือไท้เก๊ก หรือเป็นวิชาไท่เก๊ก  คำว่าไท่เก๊กที่ไม่มีอะไรนำหน้า ไม่มีอะไรต่อท้ายนั้นหมายถึงสภาวะทวิลักษณ์ (อิน หยาง) เป็นภาวะที่จากความไม่มีเปลี่ยนเป็นความมี  มีสัญลักษณ์เป็นรูปกลมๆที่มีรูปปลาขาวดำอยู่ข้างใน ในสีดำมีจุดขาว ในสีขาวมีจุดดำ  นั้นละครับที่เรียกว่าไท่เก๊ก ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่เคลื่อนไหว ออกกำลังกาย ศิลปะอะไรทั้งนั้น  หรือบางคนนำไปสับสนกับวิชา <strong>&#8220;ชี่กง&#8221;</strong> ซึ่งเป็นการฝึกกำลังภายในและการหายใจเพื่อสุขภาพไปแล้ว<span id="more-47"></span></p>
<p>ซึ่งเราเองก็คงจะรู้สึกไม่ชอบใจเช่นกัน  หากต่อไปมีใครเขียนลงหนังสือว่า <em>&#8220;วิชามวยไทย เป็นศิลปะการเคลื่อนไหว  สำหรับออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ&#8221;</em> หรือ <em>&#8220;วิชาดาบไทย เป็นนาฏลีลาแขนงหนึ่ง ขณะร่ายรำใช้ดาบเป็นเครื่องประกอบ รำเพื่อความสวยงาม นิยมรำเป็นคู่โดยสมมติว่าสู้กัน&#8221;</em> อะไรทำนองนี้</p>
<p>มวยไท่เก๊ก ภาษาจีนเรืยก ไท่จี๋เฉวียน หรือไท่เก๊กคุ้ง  เป็น <strong>&#8220;มวย&#8221;</strong> เป็นชื่อวิทยายุทธ์จีนแขนงหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับมาแต่โบราณ  นักมวยไท่เก๊กที่มีชื่อเสียง มักจะมีชื่อเสียงในด้านความเก่งกาจในการต่อสู้  ไม่ใช่เป็นผู้นำการออกกำลังกายตอนเช้า  แม้ว่าวิชามวยจีนทุกชนิดมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง  แต่อีกนัยหนึ่งก็เพื่อใช้ป้องกันตัวได้ด้วย  แต่ไหนแต่ไรมวยไท่เก๊กไม่เคยมีรูปแบบของการออกกำลังกายลอยๆ โดยไร้จุดมุ่งหมาย  ทุกท่วงท่า ทุกเทคนิคนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้ต่อสู้ป้องกันตัวได้ ซึ่งการผิดเพี้ยนในเชิงความหมายเช่นนี้  เมื่อเรียนมวยก็จะไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของเนื้อหาวิชาที่เรียน ไม่เข้าใจความหมายของท่วงท่า  เมื่อไม่เข้าใจก็เกิดความผิดเพี้ยนสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ  จนทำให้คุณค่าและคุณประโยชน์ที่แท้จริงของมวยไท่เก๊ก รวมทั้งภูมิปัญญาโบราณที่คิดค้นวิทยายุทธ์แขนงนี้สูญหายไปอย่างน่าเสียดาย</p>
<p>ซึ่งความเข้าใจผิดนี้เกิดจากการที่มวยไท่เก๊กมีลักษณะที่แตกต่างจากศิลปะการต่อสู้ชนิดอื่นๆ  นั่นคือการปฏิเสธที่จะใช้แรง การใช้อ่อนสยบแข็ง  ไม่มีรูปแบบที่รวดเร็วรุนแรงเหมือนวิทยายุทธ์ประเภทอื่นๆ อีกทั้งยังสามารถฝึกได้ทุกเพศทุกวัย มากน้อยอย่างไรก็ยังได้คุณค่าอยู่  นอกจากนี้การเรียนรู้ให้ได้ตามมาตรฐานเดิมจนถึงขั้นนำไปใช้ในการต่อสู้ได้นั้นค่อนข้างยากลำบากและกินเวลานานมาก จากประวัติของครูมวยที่มีชื่อเสียงในยุคก่อน ท่านเล่าไว้ว่าต้องฝึกฝนกันแทบเลือดตากระเด็น บางท่านถึงกับคิดหนีออกจากบ้านไปบวชเป็นหลวงจีน บางท่านถึงกับคิดฆ่าตัวตาย ฝึกกันจนเหงื่อที่อยู่ในรองเท้าสามารถเทออกมาเป็นน้ำได้ </p>
<p>ดังนั้นผู้ที่มีโอกาสได้ฝึกมวยไท่เก๊กเพียงครึ่งๆ กลางๆ หรือในระยะเวลาสั้นๆ หรือได้รับการถ่ายทอดแบบผิดๆ ย่อมไม่สามารถเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงได้  แต่การฝึกฝนรำมวยอย่างต่อเนื่องก็ยังช่วยให้ผู้ฝึกได้ผลลัพธ์หรือคุณค่าในเชิงการบริหารสุขภาพอยู่บ้าง และที่ว่าได้ผลอยู่บ้างนั้นเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ แล้ว  ยิ่งถือว่าได้มากจนน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุ ซึ่งร่างกายไม่เหมาะสมที่จะออกกำลังกายประเภทแอโรบิค หรือประเภทที่ต้องใช้กล้ามเนื้อ หรือที่เป็นความดันโลหิต โรคหัวใจ หรือหอบหืด โรคข้อเสื่อม กระดูกผุ ทั้งหลายอันมักจะเกิดแก่ผู้สูงอายุและมักเป็นอุปสรรคในการออกกำลังกาย  ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กแต่อย่างใด  ยังสามารถฝึกอย่างต่อเนื่องวันหนึ่งๆ นานนับชั่วโมงได้หากตั้งใจจะทำ  ซึ่งหากออกกำลังกายประเภทอื่นคงทำได้ไม่เกินสิบนาที  ผลทางด้านสุขภาพจึงสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน</p>
<p>ในการฝึกมวยไท่เก๊กนั้น มีรูปแบบการฝึกที่เน้นความผ่อนคลายของทั้งร่างกายและจิตใจ   ในขณะเดียวกันก็เป็นการบริหารเส้นเอ็นข้อต่อ บริหารอวัยวะภายใน  เรียนรู้วิธีการยืนการเดินที่จะไม่ทำให้ข้อต่อหัวเข่า สะโพก และข้อต่ออื่นๆ ต้องรับภาระ ผู้ที่ฝึกมวยไท่เก๊กอย่างต่อเนื่องแม้เมื่ออายุมากแล้วจึงมักจะยังเดินเหินได้เป็นปกติโดยแทบไม่ต้องพึ่งไม้เท้า  ในประวัติครูมวยบางท่าน ทั้งสามีภรรยาสามารถเดินได้เองจนถึงวันสิ้นอายุขัยและเสียชีวิตในวัย 105-107 ปี ทั้งๆ ที่ตอนเป็นเด็กท่านเป็นเด็กอ่อนแอ เจ็บป่วยสารพัดโรคด้วยซ้ำ  อีกทั้งผู้ฝึกมวยไท่เก๊กยังจะมีสมดุลที่ดี ยากที่จะหกล้มหรือบาดเจ็บจากการกระทบกระแทก ซึ่งลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บถาวรในผู้สูงอายุไปได้มาก</p>
<p>นอกจากนี้การฝึกฝนมวยไท่เก๊กยังให้ผลทางด้านจิตใจ  เนื่องจากในการฝึกหรือการร่ายรำชุดมวยนั้นจะเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการเดินจงกรม หรือการฝึกสติปัฎฐานในพุทธศาสนา  ผู้รำมวยไท่เก๊กหนึ่งรอบจะต้องมีสมาธิต่อเนื่องอย่างน้อยยี่สิบนาที ระหว่างนั้นทั้งร่างกายและจิตใจจะสงบและผ่อนคลายอย่างมาก ตัดภาระหน้าที่การงาน ความเครียดทั้งหลายออกไป ซึ่งมีผลช่วยในการรักษาอาการโรคไม่มีเชื้อ หรือโรคอันเกิดจากความเครียดทั้งหลายได้เป็นอย่างดี</p>
<p>นอกจากในประเทศจีนแล้ว ทั้งอเมริกา รัสเซียและในอีกหลายๆ ประเทศ ทราบว่ามีการวิจัยผลของการฝึกมวยไท่เก๊กกับสุขภาพกันอย่างเป็นรูปธรรม มีการทดลองต่างๆ มากมาย เช่นการตรวจวัดคลื่นหัวใจ คลื่นสมองของผู้ฝึก ซึ่งพบว่าขณะรำจะมีลักษณะคลื่นสมองเช่นเดียวกับคนทำสมาธิ หรืออยู่ในสภาวะหลับลึก  นอกจากนี้ยังมีการทดลองนำไปใช้ในการลดอาการก้าวร้าว ลดอาการลงแดงจากยาเสพติด หรือนำไปช่วยในการฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยในหลายๆ โรค</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taijiquan-exercise/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มวยภายใน</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taijiquan-internal-boxing/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taijiquan-internal-boxing/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Aug 2007 21:25:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=46</guid>
		<description><![CDATA[ในปัจจุบัน เราได้รู้จักกับศิลปะปัองกันตัวมากมายหลายระบบ ตั้งแต่คาราเต้ กังฟู ไอคิโด มวยไทย  ทั้งแต่ละระบบยังมีความแตกต่างกันระหว่างสำนัก หรือรูปแบบต่างๆ เช่น คารเต้ หรือกังฟูแบบต่างๆ แต่โดยหลักแล้วศิลปะป้องกันตัวสามาารถแบ่งหลักๆ ได้เพียงสองประเภท ประเภทที่รู้จักกันทโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจเรียกได้ว่า &#8220;มวยแข็ง&#8221; หรือ &#8220;มวยภายนอก&#8221; เช่นมวยไทย คาราเต้ เทควันโด และกังฟูสายแข็งอีกหลายสำนัก เช่น มวยฉอยลีฟัด, ฮังก่าและมวยเส้าหลินต่างๆ อาจกล่าวได้ว่า มวยจีนสายแข็งส่วนมากมักจะมาจากรากเดียวกันคือมวยของวัดเส้าหลิน  วัดเส้าหลิน หรือแปลตามตัวว่าวัดป่าน้อยมีอายุหลายร้อยปี ถูกทำลายและสร้างขึ้นมาใหม่หลายครั้งหลายคราถูกกล่าวถึงในมากมายในฐานะแหล่งกำเนิดวิทยายุทธจีน นอกจากนี้ มวยจีนอีกประเภทที่มีการฝึกสอนกันอย่างกว้างขวาง คือมวยประเภทที่เรียกกันว่า &#8220;มวยอ่อน&#8221; หรือ &#8220;มวยภายใน&#8221; เช่นมวยไท้จี๋ (มวยไท้เก๊ก)  มวยปากัวจาง, มวยสิ่งอี้   ทั้งนี้มวยไท้จี๋เป็นมวยที่มีผู้คนฝึกฝนกันเป็นจำนวนมากนับล้านๆ คนในเมืองจีน   แต่กระนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ฝึกฝนวิชามวยไท้จี๋ในฐานะของมวยหรือศิลปะป้องกันตัว  ส่วนมากแล้วมักฝึกมวยนี้เพียงเพื่อเป็นการออกกำลังกาย หรือเพื่อสุขภาพ ซึ่งก็นับเป็นผลรับอันยิ่งใหญ่ที่มวยไท้จี๋สามารถให้กับผู้ฝึกฝนได้  ในยุคปัจจุบัน มวยไท้จี๋ ซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์หยินหยางหรือบางคนอาจแปลตามตัวอักษรว่า มวยสุดยอดแห่งสุดยอดหรือสุดยอดยิ่งใหญ่ ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในโลกตะวันตกทั้งอเมริกาและยุโรป ทำให้มวยไท้จี๋เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก มวยไท้จี๋ถูกกล่าวถึงในฐานะมารดาแห่งมวยภายใน ขณะที่บางคนเปรียบมวยปากัวจาง เป็นน้องสาวหรือลูกสาว และมวยสิ่งอี้เป็นน้องชายหรือลูกชาย  ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่ามวยทั้งสองถือกำเนิดขึ้นมาจากมวยไท้จี๋  มวยเหล่านี้ล้วนมีการฝึกฝนการโคจรลมปราณหรือชี่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Ftaijiquan-internal-boxing%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="มวยภายใน" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/taijiquan-internal-boxing/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>ในปัจจุบัน เราได้รู้จักกับศิลปะปัองกันตัวมากมายหลายระบบ</strong> ตั้งแต่คาราเต้ กังฟู ไอคิโด มวยไทย  ทั้งแต่ละระบบยังมีความแตกต่างกันระหว่างสำนัก หรือรูปแบบต่างๆ เช่น คารเต้ หรือกังฟูแบบต่างๆ แต่โดยหลักแล้วศิลปะป้องกันตัวสามาารถแบ่งหลักๆ ได้เพียงสองประเภท</p>
<p>ประเภทที่รู้จักกันทโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจเรียกได้ว่า <strong>&#8220;มวยแข็ง&#8221;</strong> หรือ <strong>&#8220;มวยภายนอก&#8221;</strong> เช่นมวยไทย คาราเต้ เทควันโด และกังฟูสายแข็งอีกหลายสำนัก<span id="more-45"></span> เช่น มวยฉอยลีฟัด, ฮังก่าและมวยเส้าหลินต่างๆ อาจกล่าวได้ว่า มวยจีนสายแข็งส่วนมากมักจะมาจากรากเดียวกันคือมวยของวัดเส้าหลิน  วัดเส้าหลิน หรือแปลตามตัวว่าวัดป่าน้อยมีอายุหลายร้อยปี ถูกทำลายและสร้างขึ้นมาใหม่หลายครั้งหลายคราถูกกล่าวถึงในมากมายในฐานะแหล่งกำเนิดวิทยายุทธจีน</p>
<p>นอกจากนี้ มวยจีนอีกประเภทที่มีการฝึกสอนกันอย่างกว้างขวาง คือมวยประเภทที่เรียกกันว่า <strong>&#8220;มวยอ่อน&#8221;</strong> หรือ <strong>&#8220;มวยภายใน&#8221;</strong> เช่นมวยไท้จี๋ (มวยไท้เก๊ก)  มวยปากัวจาง, มวยสิ่งอี้   ทั้งนี้มวยไท้จี๋เป็นมวยที่มีผู้คนฝึกฝนกันเป็นจำนวนมากนับล้านๆ คนในเมืองจีน   แต่กระนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ฝึกฝนวิชามวยไท้จี๋ในฐานะของมวยหรือศิลปะป้องกันตัว  ส่วนมากแล้วมักฝึกมวยนี้เพียงเพื่อเป็นการออกกำลังกาย หรือเพื่อสุขภาพ ซึ่งก็นับเป็นผลรับอันยิ่งใหญ่ที่มวยไท้จี๋สามารถให้กับผู้ฝึกฝนได้  ในยุคปัจจุบัน มวยไท้จี๋ ซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์หยินหยางหรือบางคนอาจแปลตามตัวอักษรว่า มวยสุดยอดแห่งสุดยอดหรือสุดยอดยิ่งใหญ่ ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในโลกตะวันตกทั้งอเมริกาและยุโรป ทำให้มวยไท้จี๋เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก</p>
<p>มวยไท้จี๋ถูกกล่าวถึงในฐานะมารดาแห่งมวยภายใน ขณะที่บางคนเปรียบมวยปากัวจาง เป็นน้องสาวหรือลูกสาว และมวยสิ่งอี้เป็นน้องชายหรือลูกชาย  ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่ามวยทั้งสองถือกำเนิดขึ้นมาจากมวยไท้จี๋  มวยเหล่านี้ล้วนมีการฝึกฝนการโคจรลมปราณหรือชี่ เน้นการใช้กำลังภายในมากกว่ากำลังของกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้แตกต่างจากระบบของมวยภายนอกทั่วไป</p>
<p>ในประเทศจีน แม้ในทุกวันนี้มีน้อยคนนักที่สามารถศึกษามวยทั้งสามชนิดได้อย่างเชี่ยวชาญ บางคนถึงกับกล่าวว่าคงต้องฝึกกันตลอดชีวิตถึงสามชาติกว่าจะเรียนรู้ได้หมด ดังนั้นส่วนมากมักจะศึกษามวยไท้เก๊กเป็นมวยหลักแล้วฝึกมวยปากัวจางหรือสิ่งอี้เป็นมวยที่สอง  และแม้แต่สำนักมวยส่วนใหญ่จะสอนเพียงมวยชนิดเดียว แต่มันก็จะง่ายกว่ามากหากได้เรียนมวยสิ่งอี้หรือปากัวจางภายหลังจากที่ได้ศึกษามวยไท้จี๋มาก่อนแล้ว  ทั้งนี้เพราะมันจะง่ายกว่าหากจะเรียนส่วนที่ยากที่สุดของมวยภายในจากมวยไท้จี๋ รวมถึงการที่หลักหลายๆ อย่างของมวยปากัวจางหรือมวยสิ่งอี้ก็สามารถพบได้ในมวยไท้จี๋เอง</p>
<p>อาจารย์มวยจีนหลายท่านที่มีชื่อเสียง ซึ่งได้ศึกษามวยจีนชนิดอื่นๆ มาก่อน ภายหลังเมื่อมีโอกาส หลายท่านก็มักจะมาฝึกฝนมวยไท่จี๋เพิ่มเติม หรือมาเริ่มฝึกฝนเมื่อมีอายุสูงวัยแล้ว เนื่องจากมวยไท่จี๋นั้นไม่ได้เกี่ยงรูปร่างลักษณะหรือวัยของผู้ฝึก แม้สูงอายุหรือมีร่างกายอ่อนแอเจ็บไข้ได้ป่วยก็สามารถฝึกฝนพัฒนาต่อเนื่องได้</p>
<p>อาจารย์มวยบางท่าน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง จะไม่พยายามแบ่งแยกมวยเป็น <strong>&#8220;ภายนอก&#8221;</strong> และ <strong>&#8220;ภายใน&#8221;</strong> ด้วยอ้างว่ามวยจีนทุกประเภทล้วนใช้หลักการเดียวกัน มีการฝึกฝนทั้งภายนอกและภายใน มีการฝึกทั้งท่วงท่าและพลังภายในเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่ามวยภายนอกจะไม่ฝึกฝนลมปราณพลังภายใน หรือมวยภายในจะไม่ฝึกฝนท่วงท่า รวมทั้งอาจจะอ้างว่าคำว่า &#8220;มวยภายนอก&#8221; และ &#8220;มวยภายใน&#8221; เพิ่งได้รับการบัญญัติขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนนี้เอง ไม่ได้ถูกเรียกมาตั้งแต่ยุคแรกๆ  หากแต่อย่างไรก็ดี เราคงไม่สามารถปฏิเสธความแตกต่างระหว่างกระบวนการ วิธีฝึกและปรัชญาของมวยที่แตกต่างกันได้ แม้จะไม่เรียกว่า &#8220;ภายนอก&#8221; หรือ &#8220;ภายใน&#8221; แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันโดยตัวเองอยู่ดี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/taijiquan-internal-boxing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศิษย์หลายอาจารย์</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/many-school-many-master/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/many-school-many-master/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Aug 2007 05:08:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=44</guid>
		<description><![CDATA[จากหนังสือหลวงปู่ฝากไว้ โดย พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) ตื่นอาจารย์ นักปฎิบัติธรรมสมัยนี้มีสองประเภท ประเภทหนึ่งเมื่อได้รับข้อปฏิบัติ หรือข้อแนะนำจากอาจารย์ พอเข้าใจแนวทางแล้วก็ตั้งใจเพียรพยายามปฏิบัติไปจนสุดความสามารถ อีกประเภทหนึ่งทั้งที่มีอาจารย์แนะนำดีแล้ว ได้ข้อปฏิบัติถูกต้องดีแล้ว แต่ก็ไม่ตั้งใจทำอย่างจริงจัง มีความเพียรต่ำ ขณะเดียวกันก็ชอบเที่ยวแสวงหาอาจารย์ ไปในสำนักต่างๆ ได้ยินว่าสำนักไหนดีก็ไปทุกแห่ง ซึ่งลักษณะนี้มีอยู่มากมาย หลวงปู่เคยแนะนำลูกศิษย์ว่า &#8220;การไปหลายสำนักหลายอาจารย์ การปฏิบัติจะไม่ได้ผล เพราะการเดินหลายสำนักนี้ คล้ายกับการเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ไปเรื่อย เราก็ไม่ได้หลักธรรมที่แน่นอน บางทีก็เกิดความลังเล งวยงง จิตก็ไม่มั่นคง การปฏิบัติก็เสื่อม ไม่เจริญคืบหน้าต่อไป&#8221; คำถามที่พบบ่อยครั้งสำหรับผู้ฝึกศิลปยุทธ์คือ ควรฝึกหลายสำนักหลายอาจารย์หรือไม่ บ้างก็ตอบว่าไม่ บ้างก็ตอบว่าได้ บ้างก็บอกว่าแล้วแต่ แล้วแต่ว่าเรียนอะไรร่วมกับอะไร ต่างสำนักก็มีวิธีการฝึกที่แตกต่างกันครับ ผู้ฝึกก็พิจารณาเอา แต่ถ้าคิดจะฝึกก็เลือกเอาสักสำนัก สักแนวทางครับ อย่าเอามาปะปนกัน บางสำนักสอนให้ยกเวท บางสำนักไม่ให้ยก ถ้าไปเข้าสำนักไหน ก็ให้ฝึกตามแนวทางสำนักนั้น อย่าเอาหลายตำราหลายอาจารย์มาปะปนกัน การฝึกแต่ละอย่างมีเหตุผล มีวัตถุประสงค์ การที่เราไม่เข้าใจวัตถุประสงค์อย่างถ่องแท้ แล้วทำผิดครู ก็เข้ารกเข้าพงได้ง่าย ก็ลองๆ หาดูครับ เพราะมวยไท่เก๊กบางสำนักเขาก็ให้ยกเวทร่วมด้วยก็มีนั่นแหละ หรือบางสำนักก็ให้ฝึกแขม่วท้องหายใจนั่นแหละ ถ้าชอบก็ลองฝึกดู [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Fmany-school-many-master%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="ศิษย์หลายอาจารย์" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/many-school-many-master/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>จากหนังสือหลวงปู่ฝากไว้</strong></p>
<p>โดย พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)</p>
<p><strong>ตื่นอาจารย์</strong></p>
<p>นักปฎิบัติธรรมสมัยนี้มีสองประเภท ประเภทหนึ่งเมื่อได้รับข้อปฏิบัติ หรือข้อแนะนำจากอาจารย์ พอเข้าใจแนวทางแล้วก็ตั้งใจเพียรพยายามปฏิบัติไปจนสุดความสามารถ อีกประเภทหนึ่งทั้งที่มีอาจารย์แนะนำดีแล้ว ได้ข้อปฏิบัติถูกต้องดีแล้ว แต่ก็ไม่ตั้งใจทำอย่างจริงจัง มีความเพียรต่ำ ขณะเดียวกันก็ชอบเที่ยวแสวงหาอาจารย์ ไปในสำนักต่างๆ ได้ยินว่าสำนักไหนดีก็ไปทุกแห่ง ซึ่งลักษณะนี้มีอยู่มากมาย<span id="more-43"></span></p>
<p>หลวงปู่เคยแนะนำลูกศิษย์ว่า</p>
<p>&#8220;การไปหลายสำนักหลายอาจารย์ การปฏิบัติจะไม่ได้ผล เพราะการเดินหลายสำนักนี้ คล้ายกับการเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ไปเรื่อย เราก็ไม่ได้หลักธรรมที่แน่นอน บางทีก็เกิดความลังเล งวยงง จิตก็ไม่มั่นคง การปฏิบัติก็เสื่อม ไม่เจริญคืบหน้าต่อไป&#8221;</p>
<p>คำถามที่พบบ่อยครั้งสำหรับผู้ฝึกศิลปยุทธ์คือ ควรฝึกหลายสำนักหลายอาจารย์หรือไม่ บ้างก็ตอบว่าไม่ บ้างก็ตอบว่าได้ บ้างก็บอกว่าแล้วแต่ แล้วแต่ว่าเรียนอะไรร่วมกับอะไร</p>
<p>ต่างสำนักก็มีวิธีการฝึกที่แตกต่างกันครับ ผู้ฝึกก็พิจารณาเอา แต่ถ้าคิดจะฝึกก็เลือกเอาสักสำนัก สักแนวทางครับ อย่าเอามาปะปนกัน บางสำนักสอนให้ยกเวท บางสำนักไม่ให้ยก ถ้าไปเข้าสำนักไหน ก็ให้ฝึกตามแนวทางสำนักนั้น อย่าเอาหลายตำราหลายอาจารย์มาปะปนกัน การฝึกแต่ละอย่างมีเหตุผล มีวัตถุประสงค์ การที่เราไม่เข้าใจวัตถุประสงค์อย่างถ่องแท้ แล้วทำผิดครู ก็เข้ารกเข้าพงได้ง่าย ก็ลองๆ หาดูครับ เพราะมวยไท่เก๊กบางสำนักเขาก็ให้ยกเวทร่วมด้วยก็มีนั่นแหละ หรือบางสำนักก็ให้ฝึกแขม่วท้องหายใจนั่นแหละ ถ้าชอบก็ลองฝึกดู ของอย่างนี้ขึ้นกับวาสนาครับ ผมอาจเป็นคนเดินผิดทางเองก็ได้ อย่างเช่นหากคุณเลือกฝึกมวยไท่เก๊กระบบโบราณ ก็รับประกันได้ว่าไม่มีทางเอาไปแข่งในระบบกีฬาวูซูได้เลย แข่งไปก็ตกรอบแรกแน่นอน ยังไม่นับว่ามวยไท่เก๊กก็มีหลายตระกูล หลายสายอีก ซึ่งแต่ละตระกูลก็มีวิธีการฝึก และเคล็ดความแตกต่างกัน สำหรับผมโดยส่วนตัวก็คิดว่าไม่น่านำตำรามวยหนึ่งมาอธิบายหรือยกตัวอย่างอีกมวยหนึ่งนะครับ เช่นการใช้ตำราของเส้าหลินมาพูดเรื่องของไท่เก๊ก มันก็ย่อมเป็นคนละเรื่องกัน ดูอย่างการยืนม้าของไท่เก๊กกับของเส้าหลินก็แตกต่างกัน มวยไท่เก๊กยืนสูง ไม่ใช่ว่าขี้เกียจ หรือรักสบาย แต่เพราะมีเคล็ดเฉพาะที่ต้องฝึกด้วยท่านี้ ถ้ารู้มากไปหัดยืนต่ำก็จะอดเห็นของดีที่จะได้จากการยืนสูง แต่อาจไปเห็นผลของการยืนต่ำแทน ทีนี้หลักอื่นๆ ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะเริ่มคดเสียแล้ว มันก็ออกนอกทางไปแล้ว ไอ้ที่ว่าออกนอกทางก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เก่ง คุณอาจจะเก่ง สู้ใครไม่เคยแพ้ หรืออาจจะแข่งได้เหรียญได้ถ้วย จากการยำมวยยำหลักแต่สิ่งที่คุณฝึกก็ไม่ใช่ไท่เก๊กแล้ว ความพิสดารของไท่เก๊กที่อธิบายไว้ในคัมภีร์ก็คงไม่มีโอกาสได้รับรู้แล้ว</p>
<p>หากแต่เรื่องระบบมวยนั้น หากฝึกได้ทั้งระบบ แต่ละมวย แต่ละ system ค่อนข้างสมบูรณ์ครับ มวยเส้าหลินก็มีการฝึกทั้งภายนอกภายใน มวยไท่เก๊กก็มีการฝึกทั้งภายนอกภายใน ซึ่งเสริมกับระบบมวยของตนเอง การฝึกจั่นจวงหรือติ้งซื่อก็เป็น weight training แบบไท่เก๊ก ซึ่งสนับสนุนระบบมวยไท่เก๊กเองครับ อย่างเช่นเรื่องการหายใจ สำนักหนึ่งฝึกลมหายใจโดยใช้ท่ามวยชักนำการหายใจแบบธรรมชาติจนเกิดความเปลี่ยนแปลง แต่อีกสำนักหนึ่งฝึกฝืนหายใจจนเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงนี่เป็นคนละอย่าง แล้วหากฝึกพร้อมๆ กัน ถามว่าสุดท้ายจะให้เปลี่ยนเป็นอะไรครับ มันต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง หรือไม่ก็ออกมาเป็นทางที่สาม ซึ่งก็ไม่ใช่ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งก็คือผิดระบบมวยที่วางไว้ แนวที่สามมันก็ต่อกับระบบเดิมไม่ติดอีก การนำการฝึกนอกระบบบางอย่างเข้ามารวมด้วยกลับกลายเป็นการทำลาย ผมเคยยกตัวอย่างเรื่องนักซูโม่กับนักเต้นรำ ทั้งสองระบบก็มีการฝึก weight training หลายประเภท แต่โปรแกรมการฝึกก็แตกต่างกันครับ เอาโปรแกรมนักซูโม่ไปให้นักเต้นรำฝึกไม่ได้ แล้วก็เอาโปรแกรมนักเต้นรำไปให้นักซูโม่ฝึกก็ไม่ได้ ก็ไม่ใช่ไม่ได้ แต่จะออกมาเป็นเป็ดเสียมากกว่า ซูโม่ก็ได้ เต้นรำก็ได้ แต่ไม่ได้ดีสักอย่าง &#8230;แต่บางคนก็ชอบอย่างนี้นะครับ ก็ต่างจิตต่างใจ</p>
<p>ผมเคยบอกเพื่อนคนหนึ่งว่า</p>
<p>&#8220;คุณสามารถฝึกวิชาไท่เก๊กเสริมการออกกำลังกายชนิดใดก็ได้ แต่คุณไม่สามารถฝึกวิชาอื่นเพื่อมาเสริมวิชามวยไท่เก๊กได้เลย มวยไท่เก๊กมีแต่มวยไท่เก๊กเท่านั้น&#8221;</p>
<p>เช่นการนำซูโม่มาฝึกเบสิคบัลเลต์ก็อาจจะทำได้ แต่คงยอมรับใช่ไหมครับว่าคงไม่ฝึกท่าหมุนตัวขาเดียวสิบรอบ มันมีสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ ควรและไม่ควรอยู่ ไท่เก๊กก็ไม่ใช่ไม่มีเวทเทรนนิ่ง การยืนเฉยๆ ยี่สิบนาที โดยยกแขนค้างไว้ ก็เป็นเวทเทรนนิ่งแบบไท่เก๊ก เพียงแต่การฝึกไท่เก๊กพิสดารกว่าการยกแขนเฉยๆ คุณต้องถ่ายน้ำหนักจากแขนทิ้งผ่านลำตัว ผ่านขาให้หมด ให้แขนเบาสนิท ไม่ออกแรงเลย ธรรมดาฝึกเคล็ดนี้ด้วยน้ำหนักของแขนเปล่าๆ ยังกินเวลาเป็นปี หากเพิ่มตุ้มน้ำหนักไป กว่าจะฝึกได้จะเสียเวลากี่ปีก็ไม่รู้</p>
<p>ผู้ฝึกมวยไท่เก๊กก็มีความฟิตและความแข็งแรงที่สอดคล้องกับวิชาอยู่แล้ว หากยังคิดว่าฟิตไม่พอ แข็งแรงไม่พอ ก็เพิ่มรอบรำมวยเข้าสิ หรืออย่างซาดิสม์คือเพิ่มเวลาจั่นจวง หรือทำจั่นจวงด้วยท่ายากๆ เช่น อยากให้แขนฟิตก็มีตั้งหลายท่าที่ต้องเหยียดแขนไปยาวๆ ก็ใช้เป็นท่าจั่นจวง เหล่านี้อยู่ในกระบวนการฝึกทั้งสิ้น ฝึกยังจะไม่ไหว แล้วมีเหตุอะไรต้องไปแสวงหาวิธีการฝึกแบบอื่น จริงๆ แล้วเป็นการหลอกตัวเอง คือหนีของยากไปหาของง่ายหรือเปล่า แล้วถ้าการออกแบบโปรแกรมเวทเทรนนิ่งเอง เช่นวิดพื้น หรือยกลูกเหล็กเพื่อความฟิตที่ว่า คุณออกแบบโปรแกรมฝึกพลาดนิดเดียว เกิดกล้ามขึ้น หรือเกิดกล้ามเนื้อรัดตัว มันก็ขวางทางมวยไท่เก๊ก ต้องมาเสียเวลาสลายหรือผ่อนคลายกันอีก แต่ในระบบฝึกของมวยไท่เก๊กเองค่อนข้างรับรองได้ว่าจะไม่มีความผิดพลาดแบบนี้ เพราะถูกออกแบบมารองรับวิชานี้อยู่แล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/many-school-many-master/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชี่กงกับมวยไท่เก๊ก</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/chigung-taiji/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/chigung-taiji/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Aug 2007 03:18:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=39</guid>
		<description><![CDATA[การฝึกชี่กง มีหลายตำรา หลายสำนัก  ซึ่งมักจะให้ผลคล้ายๆ กันก็คือ การชักนำให้เลือดลมเดินสะดวก ปรับสมดุลภายในร่างกาย ช่วยรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือชลอความเสื่อมของสังขาร หรือถ้าฝีมือแก่กล้าขึ้นก็อาจใช้ในการชักนำชี่หรือพลังชีวิตของคนอื่น ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับผู้อื่นได้ด้วย ดังนั้นการฝึกชี่กงย่อมมีคุณประโยชน์อยู่ในตัวอยู่แล้วครับ  ผู้ฝึกมวยไท่เก๊กก็สามารถฝึกชี่กงร่วมด้วยได้ หากว่าการฝึกฝนแบบนั้นๆ ไม่ขัดกับวิชามวยไท่เก๊กที่ฝึกฝนอยู่ เพราะชี่กงมีหลายประเภทหลายรูปแบบ บางรูปแบบก็เน้นไปในทางการฝึกพลังแข็ง หรือการฝึกความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อร่างกาย ซึ่งบางครั้งอาจจะขัดแย้งกับแนวทางการฝึกฝนมวยไท่เก๊กก็เป็นได้ แต่การฝึกชี่กงจะทำให้การฝึกมวยไท่เก๊กก้าวหน้าขึ้นหรือไม่นั่นอาจกลายเป็นคนละเรื่องกัน  เพราะในวิชามวยไท่เก๊กนั้น ไม่ได้อาศัยชี่ล้วนๆ หากอาศัยการประสานกันระหว่าง จิต ชี่ และร่างกาย  ซึ่งโดยปกติจะได้จากการฝึกชุดรำมวยโดยอาศัยเคล็ดที่ถูกต้องของมวยไท่เก๊กเท่านั้น  คำว่าชี่กงของมวยไท่เก๊กจึงเป็นเหมือนศัพท์เฉพาะของการฝึก ชี่ผสานกับจิตและกาย ไม่ใช่เพียงการฝึกชี่เพียงอย่างเดียว บางท่านที่เน้นการฝึกชี่กงมาโดยเฉพาะ จึงอาจจะเข้าใจผิดในเรื่องนี้ได้ง่าย ส่วนมากมักจะเข้าใจกันว่า เมื่อฝึกชี่ได้เก่งแล้ว หรือเข้มข้นพอแล้ว สามารถปล่อยชี่ออกไปตีหรือไปทำร้ายชาวบ้านได้ หรือบางคนก็เกิดอุปาทานเอาว่ามือไม้ของตนเองมีเรี่ยวมีแรงมากขึ้น รู้สึกเหมือนมือหนักขึ้น  ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นไปได้หากว่าผู้ฝึกสามารถฝึกพลังชี่จนแข็งแกร่งจริงๆ ซึ่งก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เพราะผมเองก็ยังไม่เคยเห็นใครฝึกชี่ล้วนๆ แล้วจะไปตีใครได้ อย่างมากก็ปล่อยออกมาให้รู้สึกคันๆ หรือขนลุกซู่เล็กน้อย ถ้าจะตีกันดูเหมือนยกมือไปชกเอาดื้อๆ เลยน่าจะง่ายกว่า   ซึ่งแตกต่างจากการตีด้วยชี่ในมวยไท่เก๊ก ซึ่งจะส่งออกมาในรูปของแรงที่เรียกว่าจิ้ง  เจ้าตัว &#8220;จิ้ง&#8221; นี่แหละที่หมายถึงแรงที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้ว หรือบางคนก็เรียกว่าแรงภายใน กำลังภายในซึ่งเกิดจากการฝึกฝนกระดูกและเส้นเอ็น ซึ่งแตกต่างจากแรงกล้ามเนื้อทั่วๆ ไป  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Fchigung-taiji%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="ชี่กงกับมวยไท่เก๊ก" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/chigung-taiji/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>การฝึกชี่กง มีหลายตำรา หลายสำนัก</strong>  ซึ่งมักจะให้ผลคล้ายๆ กันก็คือ การชักนำให้เลือดลมเดินสะดวก ปรับสมดุลภายในร่างกาย ช่วยรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือชลอความเสื่อมของสังขาร หรือถ้าฝีมือแก่กล้าขึ้นก็อาจใช้ในการชักนำชี่หรือพลังชีวิตของคนอื่น ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับผู้อื่นได้ด้วย</p>
<p>ดังนั้นการฝึกชี่กงย่อมมีคุณประโยชน์อยู่ในตัวอยู่แล้วครับ  ผู้ฝึกมวยไท่เก๊กก็สามารถฝึกชี่กงร่วมด้วยได้ หากว่าการฝึกฝนแบบนั้นๆ ไม่ขัดกับวิชามวยไท่เก๊กที่ฝึกฝนอยู่ เพราะชี่กงมีหลายประเภทหลายรูปแบบ บางรูปแบบก็เน้นไปในทางการฝึกพลังแข็ง หรือการฝึกความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อร่างกาย ซึ่งบางครั้งอาจจะขัดแย้งกับแนวทางการฝึกฝนมวยไท่เก๊กก็เป็นได้<span id="more-38"></span></p>
<p>แต่การฝึกชี่กงจะทำให้การฝึกมวยไท่เก๊กก้าวหน้าขึ้นหรือไม่นั่นอาจกลายเป็นคนละเรื่องกัน  เพราะในวิชามวยไท่เก๊กนั้น ไม่ได้อาศัยชี่ล้วนๆ หากอาศัยการประสานกันระหว่าง จิต ชี่ และร่างกาย  ซึ่งโดยปกติจะได้จากการฝึกชุดรำมวยโดยอาศัยเคล็ดที่ถูกต้องของมวยไท่เก๊กเท่านั้น  คำว่าชี่กงของมวยไท่เก๊กจึงเป็นเหมือนศัพท์เฉพาะของการฝึก ชี่ผสานกับจิตและกาย ไม่ใช่เพียงการฝึกชี่เพียงอย่างเดียว</p>
<p>บางท่านที่เน้นการฝึกชี่กงมาโดยเฉพาะ จึงอาจจะเข้าใจผิดในเรื่องนี้ได้ง่าย ส่วนมากมักจะเข้าใจกันว่า เมื่อฝึกชี่ได้เก่งแล้ว หรือเข้มข้นพอแล้ว สามารถปล่อยชี่ออกไปตีหรือไปทำร้ายชาวบ้านได้ หรือบางคนก็เกิดอุปาทานเอาว่ามือไม้ของตนเองมีเรี่ยวมีแรงมากขึ้น รู้สึกเหมือนมือหนักขึ้น  ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นไปได้หากว่าผู้ฝึกสามารถฝึกพลังชี่จนแข็งแกร่งจริงๆ ซึ่งก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เพราะผมเองก็ยังไม่เคยเห็นใครฝึกชี่ล้วนๆ แล้วจะไปตีใครได้ อย่างมากก็ปล่อยออกมาให้รู้สึกคันๆ หรือขนลุกซู่เล็กน้อย ถ้าจะตีกันดูเหมือนยกมือไปชกเอาดื้อๆ เลยน่าจะง่ายกว่า   ซึ่งแตกต่างจากการตีด้วยชี่ในมวยไท่เก๊ก ซึ่งจะส่งออกมาในรูปของแรงที่เรียกว่าจิ้ง  เจ้าตัว &#8220;จิ้ง&#8221; นี่แหละที่หมายถึงแรงที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้ว หรือบางคนก็เรียกว่าแรงภายใน กำลังภายในซึ่งเกิดจากการฝึกฝนกระดูกและเส้นเอ็น ซึ่งแตกต่างจากแรงกล้ามเนื้อทั่วๆ ไป  แรงจิ้งนี่จึงเป็นแรงที่เราเอาไว้ตีกัน ไม่ใช่ตัวชี่</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/chigung-taiji/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมต้องมวยไท่เก๊ก</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/08/why-taiji/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/08/why-taiji/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Aug 2007 00:50:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=37</guid>
		<description><![CDATA[มวยไท่เก๊กหรือไทชิ คือวิทยายุทธ์แขนงหนึ่งของจีน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปรัชญาลัทธิเต๋า เน้นการใช้ ความอ่อนชนะความแข็ง ช้าชนะเร็ว แรงน้อยชนะแรง มาก โดยมีลักษณะการฝึกฝนร่ายรำชุดมวยที่เนิบช้า เบาสบาย กลมกลืน ต่อเนื่อง หากแลดูคล่องแคล่ว มีชีวิต ชีวา ฝึกฝนสติและสมาธิ เน้นการฝึกพลังภายในมากกว่า ภายนอก เน้นการเสริมสร้างสุขภาพของผู้ฝึกฝนมากกว่า การต่อยตีทำร้ายผู้อื่น สามารถฝึกฝนได้ทุกเพศทุกวัยจน แม้คนชราอายุ 80-90 ปีก็ยังสามารถฝึกได้ ทั้งนี้ก็มีผู้ฝึก มากมายที่เริ่มต้นเรียนมวยไท่เก๊กในวัยชราหรือเมื่อมีข้อจำกัดทางร่างกายจนไม่สามารถฝึกฝนหรือออกกำลังกาย ชนิดอื่นได้ มวยไท่เก๊กนั้น เชื่อกันว่าถือกำเนิดโดยนักพรต เต๋าชื่อท่านจางซานฟง ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงคริสตศตวรรษ ที่ 13 ในประเทศจีน ผ่านการสืบทอดหลายยุคหลายสมัย จนแตกออกเป็นหลายสายหลายตระกูล หากแต่ละสาย ก็ ยังคงความร้ายกาจในฐานะวิทยายุทธ์ที่สำคัญแขนงหนึ่ง จนแทบจะกล่าวได้ว่ามวยไท่เก๊กเป็นตัวแทนของวิชามวยภายในของประเทศจีน มีชื่อเสียงโด่งดังเคียงคู่กับวิทยา ยุทธ์จากวัดเส้าหลิน ซึ่งประกอบด้วยวิชามวยต่างๆ หลายแขนง  สำหรับในเมืองไทย แต่เดิมการฝึกมวยไท่เก๊ก ไม่ได้มีความแพร่หลายนัก จนกระทั่งราวปีพ.ศ. 2498 ก็ ได้มีการรวมตัวกันในหมู่คหบดีชาวจีนในประเทศไทย เดินทางไปเชิญท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยหรือตั่งเอ็งเกี๊ยก ครู มวยไท่เก๊กที่มีชื่อเสียงมาจากมาเก๊า  เพื่อมาสาธิตและ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F08%2Fwhy-taiji%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="ทำไมต้องมวยไท่เก๊ก" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/08/why-taiji/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>มวยไท่เก๊กหรือไทชิ คือวิทยายุทธ์แขนงหนึ่งของจีน</strong> ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปรัชญาลัทธิเต๋า เน้นการใช้ ความอ่อนชนะความแข็ง ช้าชนะเร็ว แรงน้อยชนะแรง มาก โดยมีลักษณะการฝึกฝนร่ายรำชุดมวยที่เนิบช้า เบาสบาย กลมกลืน ต่อเนื่อง หากแลดูคล่องแคล่ว มีชีวิต ชีวา ฝึกฝนสติและสมาธิ เน้นการฝึกพลังภายในมากกว่า ภายนอก เน้นการเสริมสร้างสุขภาพของผู้ฝึกฝนมากกว่า การต่อยตีทำร้ายผู้อื่น สามารถฝึกฝนได้ทุกเพศทุกวัยจน แม้คนชราอายุ 80-90 ปีก็ยังสามารถฝึกได้ ทั้งนี้ก็มีผู้ฝึก มากมายที่เริ่มต้นเรียนมวยไท่เก๊กในวัยชราหรือเมื่อมีข้อจำกัดทางร่างกายจนไม่สามารถฝึกฝนหรือออกกำลังกาย ชนิดอื่นได้<span id="more-36"></span></p>
<p>มวยไท่เก๊กนั้น เชื่อกันว่าถือกำเนิดโดยนักพรต เต๋าชื่อท่านจางซานฟง ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงคริสตศตวรรษ ที่ 13 ในประเทศจีน ผ่านการสืบทอดหลายยุคหลายสมัย จนแตกออกเป็นหลายสายหลายตระกูล หากแต่ละสาย ก็ ยังคงความร้ายกาจในฐานะวิทยายุทธ์ที่สำคัญแขนงหนึ่ง จนแทบจะกล่าวได้ว่ามวยไท่เก๊กเป็นตัวแทนของวิชามวยภายในของประเทศจีน มีชื่อเสียงโด่งดังเคียงคู่กับวิทยา ยุทธ์จากวัดเส้าหลิน ซึ่งประกอบด้วยวิชามวยต่างๆ หลายแขนง </p>
<p>สำหรับในเมืองไทย แต่เดิมการฝึกมวยไท่เก๊ก ไม่ได้มีความแพร่หลายนัก จนกระทั่งราวปีพ.ศ. 2498 ก็ ได้มีการรวมตัวกันในหมู่คหบดีชาวจีนในประเทศไทย เดินทางไปเชิญท่านอาจารย์ต่งอิงเจี๋ยหรือตั่งเอ็งเกี๊ยก ครู มวยไท่เก๊กที่มีชื่อเสียงมาจากมาเก๊า  เพื่อมาสาธิตและ สอนมวยไท่เก๊กในประเทศไทย </p>
<p>ซึ่งต่อมาท่านอาจารย์ต่ง อิงเจี๋ยก็ได้ส่งบุตรชายของท่าน คืออาจารย์ต่งหู่หลิงหรือ ตั่งโหวเนี่ย มาเป็นผู้ฝึกสอนมวยไท่เก๊กในประเทศไทย ทำให้ต่อมาวิชามวยไท่เก๊กตระกูลหยาง สายท่านอาจารย์ ต่งอิงเจี๋ยได้มีโอกาสเผยแพร่ไปในวงกว้าง โดยเป็นที่นิยม ในหมู่ผู้สูงอายุชาวจีนและแพร่หลายไปยังผู้สนใจอีกมาก </p>
<p>ภายหลังเมื่อประเทศจีนเปิดประเทศมีการติดต่อกันระหว่างคนจีนและคนไทยมากขึ้น ก็ได้มีอาจารย์อีกหลายๆ ท่าน เดินทางเข้ามาสอนมวยไท่เก๊กสายตระกูลอื่นๆ ในบ้านเรา ด้วยเช่น มวยไท่เก๊กสกุลอู่ สกุลอู๋ สกุลเฉิน เป็นต้น </p>
<p>มวยไท่เก๊ก แม้ว่าจะมีชื่อว่าเป็นมวย หากแต่มุ่ง เน้นการเสริมสุขภาพ อีกทั้งยังเน้นไปที่การฝึกสติสมาธิ ผู้ที่ฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กยิ่งฝึกไปนาน ยิ่งมีอารมณ์สงบ เยือกเย็น ปราศจากความคิดที่จะไปต่อยตีหรือรบราฆ่า ฟันกับผู้อื่น อีกทั้งการมีสมาธิยังส่งผลดีในเรื่องการเรียน หรือการทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นสมองดีขึ้น อาจารย์ มวยไท่เก๊กหลายท่าน แม้ยามแก่เฒ่าก็ยังมีความจำเป็นเลิศ ไม่ค่อยมีอาการหลงลืมแต่อย่างใด</p>
<p>นอกจากนี้มวยไท่เก๊ก ยังเน้นการรักษาสมดุลและการจัดระเบียบโครงสร้างของร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่วัยทำงานมัก มีปัญหาในเรื่องโครงสร้างร่างกายอันเกิดจากการอยู่ในอิริยาบท หรือการใช้ชีวิตประจำวันผิดสุขลักษณะเป็นเวลา นาน เช่นการนั่งโต๊ะเรียนหรือ หรือโต๊ะทำงานติดต่อกัน หลายๆ ชั่วโมง การหอบหิ้วกระเป๋าหนังสือไปโรงเรียน การหิ้วกระเป๋าใส่คอมพิวเตอร์ไปทำงาน หรือแม้แต่การ เล่นกีฬาบางประเภทโดยขาดผู้มีความรู้ทางด้านกายวิภาคคอยแนะนำ รวมไปถึงความเครียดที่สะสมจากการใช้ชี วิตในสังคมปัจจุบัน ล้วนเป็นเหตุให้โครงสร้างร่างกาย ตลอดจนอวัยวะภายในมีปัญหา ก่อเกิดโรคต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ ภูมิแพ้ต่างๆ ไมเกรน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไปจนถึงมะเร็ง หรือความผิดปรกติเกี่ยวกับกล้ามเนื้อเส้น เอ็นอีกมาก</p>
<p>ซึ่งสามารถแก้ไขและบำบัดได้ด้วยการจัด โครงสร้างร่างกายให้ดี การลดความเครียดและผ่อนคลาย ทั้งร่างกายและจิตใจ การสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันและ ระบบซ่อมแซมตนเองของร่างกาย ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้มีอยู่ในวิชามวยไท่เก๊ก รวมถึงการรักษาสมดุลการ วางน้ำหนัก ซึ่งช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ได้มากโดย เฉพาะในผู้สูงอายุ   ทั้งนี้ปัจจุบันในหลายๆ ประเทศทั้ง ประเทศทางตะวันตกและประเทศจีนเอง ก็มีงานวิจัยมาก มายเกี่ยวกับการนำวิชามวยไท่เก๊กไปใช้ในการบำบัดและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยในหลายๆ โรค รวมถึงการฝึกมวย ไท่เก๊กควบคู่กับการทำสมาธิ เพื่อแก้ปัญหาความเครียด จากสภาพการทำงานในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี </p>
<p>ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว มวยไท่เก๊กสามารถฝึกได้ ตั้งแต่ยังเด็กจนถึงวัยชรา หรือแม้แต่ในผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อ รังต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นข้อจำกัดแต่อย่างใด เป็นศาสตร์ใน การดูแลสุขภาพ และเป็นศิลปยุทธ์สำหรับป้องกันตนเอง ทั้งยังประกอบด้วยขนบธรรมเนียม และประเพณีอันดีงาม  การฝึกฝนไม่ใช่มีเพียงแต่ยืนเรียงๆ กันแล้วฝึก แล้วต่าง คนต่างไป หากยังรวมไปถึงการได้มีโอกาสพูดคุยแลก เปลี่ยนประสบการณ์กัน ผู้เยาว์ได้มีโอกาสรับฟังประสบการณ์จากผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มีโอกาสได้รับรู้สิ่งใหม่ๆ ในโลก จากเด็กๆ การเรียนประกอบด้วยการฝึกร่างกายและการ เรียนรู้หลักวิชาและหลักคุณธรรมต่างๆ</p>
<p>วิชามวยไท่เก๊กจึง นับว่า เป็นบูรณาการศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งมีความครบ ถ้วนสมบูรณ์ในแง่วิถีการดำเนินชีวิต มากกว่าที่จะเป็น เพียงการฝึกท่าออกกำลังกาย หรือการฝึกต่อยตีเพียงอย่าง เดียว อีกทั้งยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่าของชาว จีน ซึ่งผู้เรียนสามารถภาคภูมิใจว่าเป็นผู้หนึ่งซึ่งได้มีโอกาสสัมผัสและรับช่วงมรดกอันเลอค่านี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/08/why-taiji/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

