<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Fajing DotNet &#187; การฝึก</title>
	<atom:link href="http://www.fajing.net/thai/category/taijiquan/taijiquan-practice/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.fajing.net/thai</link>
	<description>The Journey of My Life</description>
	<lastBuildDate>Sun, 08 May 2011 15:23:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>ความกลม</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2008/02/taiji-roundness/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2008/02/taiji-roundness/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Feb 2008 21:52:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/2008/02/26/taiji-roundness/</guid>
		<description><![CDATA[รำมวยต้องให้กลม เรื่องนี้ทุกๆ คนที่ฝึกมวยไท่เก๊กย่อมทราบดี แต่ที่ว่ากลมนั้นเป็นอย่างไร ที่ว่ากลมนั้น สำหรับเบื้องต้นแล้ว สามารถฝึกฝนได้ไม่ยาก นั่นคือ ขณะที่รำมวย ให้ปลายนิ้วเหมือนกับลากเส้นโค้งวงกว้างๆ ไปด้วย ไม่มีการหักมุมเหลี่ยมมุมแหลม การเปลี่ยนท่วงท่าทุกครั้งจะต้องวาดเป็นวงโค้งต่อเนื่องกันไป จากวงใหญ่สู่วงเล็ก จากวงเล็กขยายออกไปสู่วงใหญ่ แต่การฝึกฝนเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่ผู้ฝึกฝนจะต้องระวัง เพราะจะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย นั้นคือบางครั้งที่ผู้ผึกเอาจิตสมาธิไปจับอยู่กับปลายนิ้ว คอยระวังแต่จะวาดเส้นโค้งด้วยปลายนิ้ว แต่กลายเป็นเผลอเล่นข้อมือ ข้อมือพลิกไปพลิกมาไม่มั่นคง หนทางแก้ทางหนึ่งก็คือ ลองเปลี่ยนจุดวาดวงกลมมาไว้ที่ข้อมือ ก็จะทำให้ข้อมือมีความมั่นคงขึ้น วาดเส้นโค้งได้อย่างมีพลัง แต่ก็เช่นกัน การไปเน้นที่ข้อมือ ก็จะทำให้ข้อมือหัก ปลายนิ้วไร้ทิศทาง ไม่มีพลัง ถ้าไม่ระวังก็จะกลายเป็นความเคยชินผิดๆ ไปได้เช่นกัน แต่หากชำนาญแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนจุดวาดวงกลมมาอยู่ที่ปลายศอก ขณะรำมวยก็ใช้ปลายข้อศอกวาดวงกลมไปด้วยก็ยังสามารถทำได้ เพียงแต่นี่จะควบคุมได้ยากแล้ว หากเริ่มเข้าใจถึงความกลม จะมีอีกหนึ่งกลมที่ต้องรักษาไว้ คือความโค้งกลมระหว่างช่วงแขนถึงหน้าอก แขนจะต้องไม่แบนจนมาติดหน้าอก หรือทำเหลี่ยมทำมุมกับหน้าอก และในอีกทางหนึ่งก็ต้องไม่ยื่นเก้งก้างออกไป แต่จะต้องรักษาแนวโค้งหนึ่งไว้ตลอด โดยปกติแล้วในส่วนนี้จะฝึกฝนโดยทำความรู้สึกเหมือนหนีบซาละเปาไว้ใต้รักแร้ข้างละลูก ทั้งนี้เพื่อไม่ให้รักแร้หนีบเข้ามาหาตัว และไม่ให้กางออกมากเกินไปนั่นเอง อีกหนึ่งหลักที่จะช่วยให้สามารถรักษาความกลมระหว่างแนวแขนทั้งสองข้างกับช่วงอกได้ คือหลักหันเซียง หรือการผ่อนคลายอก นั่นคือขณะฝึกฝน หน้าอกต้องผ่อนคลายให้ว่าง หายใจด้วยกระบังลมลงไปถึงช่วงท้อง ไม่ได้หายใจที่หน้าอก และไม่มีการเบ่งอก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2008%2F02%2Ftaiji-roundness%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="ความกลม" data-url="http://www.fajing.net/thai/2008/02/taiji-roundness/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>รำมวยต้องให้กลม</strong> เรื่องนี้ทุกๆ คนที่ฝึกมวยไท่เก๊กย่อมทราบดี</p>
<p>แต่ที่ว่ากลมนั้นเป็นอย่างไร</p>
<p><strong>ที่ว่ากลมนั้น</strong> สำหรับเบื้องต้นแล้ว สามารถฝึกฝนได้ไม่ยาก นั่นคือ ขณะที่รำมวย ให้ปลายนิ้วเหมือนกับลากเส้นโค้งวงกว้างๆ ไปด้วย ไม่มีการหักมุมเหลี่ยมมุมแหลม การเปลี่ยนท่วงท่าทุกครั้งจะต้องวาดเป็นวงโค้งต่อเนื่องกันไป จากวงใหญ่สู่วงเล็ก จากวงเล็กขยายออกไปสู่วงใหญ่<span id="more-138"></span></p>
<p><strong>แต่การฝึกฝนเช่นนี้</strong> สิ่งหนึ่งที่ผู้ฝึกฝนจะต้องระวัง เพราะจะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย นั้นคือบางครั้งที่ผู้ผึกเอาจิตสมาธิไปจับอยู่กับปลายนิ้ว คอยระวังแต่จะวาดเส้นโค้งด้วยปลายนิ้ว แต่กลายเป็นเผลอเล่นข้อมือ ข้อมือพลิกไปพลิกมาไม่มั่นคง</p>
<p><strong>หนทางแก้ทางหนึ่ง</strong>ก็คือ ลองเปลี่ยนจุดวาดวงกลมมาไว้ที่ข้อมือ ก็จะทำให้ข้อมือมีความมั่นคงขึ้น วาดเส้นโค้งได้อย่างมีพลัง แต่ก็เช่นกัน การไปเน้นที่ข้อมือ ก็จะทำให้ข้อมือหัก ปลายนิ้วไร้ทิศทาง ไม่มีพลัง ถ้าไม่ระวังก็จะกลายเป็นความเคยชินผิดๆ ไปได้เช่นกัน</p>
<p><strong>แต่หากชำนาญแล้ว</strong> อาจจะลองเปลี่ยนจุดวาดวงกลมมาอยู่ที่ปลายศอก ขณะรำมวยก็ใช้ปลายข้อศอกวาดวงกลมไปด้วยก็ยังสามารถทำได้ เพียงแต่นี่จะควบคุมได้ยากแล้ว</p>
<p><strong>หากเริ่มเข้าใจถึงความกลม</strong> จะมีอีกหนึ่งกลมที่ต้องรักษาไว้ คือความโค้งกลมระหว่างช่วงแขนถึงหน้าอก แขนจะต้องไม่แบนจนมาติดหน้าอก หรือทำเหลี่ยมทำมุมกับหน้าอก และในอีกทางหนึ่งก็ต้องไม่ยื่นเก้งก้างออกไป แต่จะต้องรักษาแนวโค้งหนึ่งไว้ตลอด โดยปกติแล้วในส่วนนี้จะฝึกฝนโดยทำความรู้สึกเหมือนหนีบซาละเปาไว้ใต้รักแร้ข้างละลูก ทั้งนี้เพื่อไม่ให้รักแร้หนีบเข้ามาหาตัว และไม่ให้กางออกมากเกินไปนั่นเอง</p>
<p><strong>อีกหนึ่งหลัก</strong>ที่จะช่วยให้สามารถรักษาความกลมระหว่างแนวแขนทั้งสองข้างกับช่วงอกได้ คือหลัก<strong>หันเซียง</strong> หรือการผ่อนคลายอก นั่นคือขณะฝึกฝน หน้าอกต้องผ่อนคลายให้ว่าง หายใจด้วยกระบังลมลงไปถึงช่วงท้อง ไม่ได้หายใจที่หน้าอก และไม่มีการเบ่งอก หากเบ่งอก แขนทั้งสองข้างก็จะกางออกไปด้านข้าง ไม่สามารถสร้างแนวโค้งแนวกลมกับหน้าอกได้ <strong>แต่ทั้งนี้การหายใจต้องปล่อยให้เป็นธรรมชาติ</strong> ไม่ใช่ฝืนสูดลมหายใจเข้าไปถึงท้อง แต่ฝึกฝนโดยการผ่อนคลายช่วงอก และเชิงกราน เมื่อฝึกฝนไประยะหนึ่งลมหายใจก็จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเอง ลึกลงและยาวขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2008/02/taiji-roundness/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเดิน</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2008/02/taiji-walking/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2008/02/taiji-walking/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Feb 2008 18:21:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[กงปู้]]></category>
		<category><![CDATA[ย้ายน้ำหนัก]]></category>
		<category><![CDATA[งอเข่าย่างก้าว]]></category>
		<category><![CDATA[โลซีเอ้าปู้]]></category>
		<category><![CDATA[ไท่เก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[เข่า]]></category>
		<category><![CDATA[เดิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/2008/02/26/taiji-walking/</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้มีโอกาสได้สอนศิษย์น้องเกี่ยวกับเรื่องการเดินครับ ก็เลยถือโอกาสเอามาบันทึกไว้ การเดินในมวยไท่เก๊กตระกูลหยางนั้น เมื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ท่าเดินพื้นฐานที่สุดคือเดินด้วยท่ากงปู้ หรือก้าวธนู ที่เห็นได้ชัดๆ คือท่า โลซีเอ้าปู้ หรือท่า งอเข่าย่างก้าว  ขั้นตอนหลักๆ คือ ก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า วางส้นเท้าหน้า วางเท้าหน้าเต็มเท้า ย้ายน้ำหนักจากขาหลังไปขาหน้า ให้ลงขาหน้า 7 ส่วน เหลือไว้ที่ขาหลัง 3 ส่วน เมื่อจะก้าวต่อไป ให้ บิดขาหน้าออก ประมาณ 45-60 องศา วางน้ำหนักลงบนขาหน้าให้เต็ม ปล่อยเท้าหลังให้ว่าง ก้าวเท้าหลังไปข้างหน้า วางส้นเท้า วางเต็มเท้า แล้วจึงย้ายน้ำหนักจากขาหลัง หรือขาที่วางน้ำหนัก ไปยังขาหน้า ขั้นตอนหลักๆ นี้ดูเหมือนไม่ยาก แต่มักจะพบปัญหาหนึ่งอยู่ตลอด นั่นคือ เมื่อเดินไปข้างหน้า กลับกลายเป็นคล้ายกับขโมยย่องเบา ค่อยๆ ก้าวขาหลังออกไปด้วยความยากลำบาก ดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือไม่ก็กลายเป็นต้องเกร็งบริเวณคัว หรือบริเวณเชิงกรานอยู่ตลอด เพื่อจะยกขาหลังไปขาหน้า เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อวางน้ำหนักบนขาหน้า 7 ส่วนขาหลัง 3 ส่วนแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2008%2F02%2Ftaiji-walking%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="การเดิน" data-url="http://www.fajing.net/thai/2008/02/taiji-walking/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p>วันนี้มีโอกาสได้สอนศิษย์น้องเกี่ยวกับเรื่องการเดินครับ ก็เลยถือโอกาสเอามาบันทึกไว้</p>
<p><strong>การเดิน</strong>ในมวยไท่เก๊กตระกูลหยางนั้น เมื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ท่าเดินพื้นฐานที่สุดคือเดินด้วยท่า<strong>กงปู้</strong> หรือ<strong>ก้าวธนู</strong> ที่เห็นได้ชัดๆ คือท่า <strong>โลซีเอ้าปู้</strong> หรือท่า <strong>งอเข่าย่างก้าว</strong></p>
<p> ขั้นตอนหลักๆ คือ</p>
<blockquote><p>ก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า</p>
<p>วางส้นเท้าหน้า</p>
<p>วางเท้าหน้าเต็มเท้า</p>
<p>ย้ายน้ำหนักจากขาหลังไปขาหน้า ให้ลงขาหน้า 7 ส่วน เหลือไว้ที่ขาหลัง 3 ส่วน<span id="more-137"></span></p></blockquote>
<p>เมื่อจะก้าวต่อไป ให้</p>
<blockquote><p>บิดขาหน้าออก ประมาณ 45-60 องศา</p>
<p>วางน้ำหนักลงบนขาหน้าให้เต็ม ปล่อยเท้าหลังให้ว่าง</p>
<p>ก้าวเท้าหลังไปข้างหน้า</p>
<p>วางส้นเท้า</p>
<p>วางเต็มเท้า</p>
<p>แล้วจึงย้ายน้ำหนักจากขาหลัง หรือขาที่วางน้ำหนัก ไปยังขาหน้า</p></blockquote>
<p><strong>ขั้นตอนหลักๆ</strong> นี้ดูเหมือนไม่ยาก แต่มักจะพบปัญหาหนึ่งอยู่ตลอด นั่นคือ เมื่อเดินไปข้างหน้า กลับกลายเป็นคล้ายกับขโมยย่องเบา ค่อยๆ ก้าวขาหลังออกไปด้วยความยากลำบาก ดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือไม่ก็กลายเป็นต้องเกร็งบริเวณคัว หรือบริเวณเชิงกรานอยู่ตลอด เพื่อจะยกขาหลังไปขาหน้า</p>
<p><strong>เหตุที่เป็นเช่นนั้น</strong> เพราะเมื่อวางน้ำหนักบนขาหน้า 7 ส่วนขาหลัง 3 ส่วนแล้ว เมื่อบิดขาหน้าไป น้ำหนักที่ขาหน้ายังเป็น 7 ส่วนอยู่ หรือแย่กว่านั้นคือกลายเป็นน้ำหนักไหลย้อนกลับมายังขาหลัง ทำให้การยกขาหลังทำได้ยากลำบาก เพราะมีน้ำหนักค้างอยู่ ก็เลยกลายเป็นต้องเกร็งเชิงกรานเพื่อยกขาหลังเคลื่อนไป ทั้งยังมีความรู้สึกว่าขาหลังมีความหนัก การเคลื่อนไหวไม่ได้เบาสบาย</p>
<p><strong>การแก้ปัญหา</strong>คือ จากท่ากงปู้ซึ่งน้ำหนักอยู่ที่ขาหน้า 7 ส่วน ขาหลัง 3 ส่วน เมื่อจะเดินหน้าต่อไป ขณะบิดขาหน้าออก ไม่ใช่บิดแต่เพียงเท้า หรือบิดแต่เพียงขา แต่ต้องไปทั้งตัว ร่างกายทั้งร่างกาย ย้ายไปตั้งอยู่บนขาหน้าที่บิดไปทั้งหมด น้ำหนักตัวทั้ง 10 ส่วนล้วนวางอยู่บนขาหน้า หากลากเส้นตรงจากใจกลางเท้าหน้าจะต้องผ่านแกนลำตัว และผ่านศีรษะขึ้นไป ไม่ใช่ให้ลำตัวอยู่นอกเส้นตรงนี้ เมื่อนั้นก็จะสามารถวางน้ำหนักทั้งหมดลงบนขาหน้าได้ และขาหลังจะเบาจนพร้อมจะก้าวออกไปได้เอง หรืออาจพูดว่า ขาหลังอยากจะขยับออกไปข้างหน้าเองโดยแทบไม่ต้องสั่ง แทบไม่ต้องออกแรงเลย เพียงการบิดลำตัววางลงบนขาหน้า ลำตัวก็แทบจะพาขาหลังให้ก้าวไปข้างหน้าได้แล้ว เพียงแต่ใช้จิตสั่งการในกายก้าวเดินไปเท่านั้น ขาหลังก็จะเคลื่อนไปได้ง่ายๆ</p>
<p>จนเมื่อขาหลังก้าวออกไปแล้ว เมื่อส้นเท้าแตะพื้นแล้ว พอวางเต็มเท้าก็จะเริ่มกระบวนการย้ายน้ำหนักไป การย้ายน้ำหนักก็ไม่ใช่เป็นการดันตัวไปข้างหน้า ซึ่งน้ำหนักจะแทงออกไปที่เข่าหน้า ทำให้รู้สึกเจ็บแปล๊บๆ แต่ต้องเป็นการยกน้ำหนักจากขาหลัง ไปวางไว้บนขาหน้า แต่เรื่องนี้ก็ต้องอาศัยการฝึกฝน ความเข้าใจแต่อย่างเดียวยังไม่สามารถทำให้เป็นเช่นนั้นได้</p>
<p><strong>หากทำได้เช่นนี้</strong> การก้าวเดินก็จะเบาสบาย แต่มีความมั่นคง เมื่อก้าวออกไป หากจุดที่วางไม่ปลอดภัยก็สามารถถอยกลับได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งการก้าวก็จะไม่เป็นภาระต่อหัวเข่า แม้ข้อเข่าไม่ดีก็สามารถฝึกฝนได้ นานไปข้อเข่าก็จะแข็งแรงขึ้นเองด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2008/02/taiji-walking/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รำมวยต้องให้มีความต่อเนื่อง</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/11/taiji-continuous/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/11/taiji-continuous/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Nov 2007 05:26:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/2007/11/12/taiji-continuous/</guid>
		<description><![CDATA[ในการฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กนั้น มีหลักพื้นฐานบางประการที่ต้องคำนึงถึงตั้งแต่บทเรียนแรกๆ เลยคือ เบา กลม ช้า และต่อเนื่อง ในที่นี้จะมาว่ากันเรื่องความต่อเนื่อง สำหรับผู้ฝึกมวยไท่เก๊กใหม่ๆ คำว่าต่อเนื่องนี้ย่อมหมายถึงการรำมวยทั้งชุดให้ลื่นไหลต่อเนื่องกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่รำสะดุดๆ หยุดเป็นท่าๆ ไม่ใช่เดี๋ยวหยุดเดี๋ยวเริ่มใหม่ ในท่ามวยแต่ละท่านั้นถูกออกแบบร้อยเรียงกันให้มีความต่อเนื่องกันอยู่แล้ว โดยไม่ต้องหยุดเพื่อเปลี่ยนท่าหรือหาลีลาพิสดารมาเชื่อมระหว่างท่าเข้าด้วยกัน รำไปตามปกติ ท่าต่อท่า มันก็ต่อเนื่องกันเอง ขณะต่อเนื่องนั้นก็ต้องร่ายรำให้ช้าให้ละเอียด ซึ่งตรงนี้สำหรับคนฝึกใหม่ๆ หากช้าเกินไปจะกลายเป็นการเคลื่อนไหวแบบกระตุก ควรให้ช้าแบบเป็นธรรมชาติ คือร่างกายขยับเคลื่อนที่ได้โดยไม่สะดุด และไม่ร้อนรนหรือเร็วเกินไป บางครั้งหากรู้สึกว่ารำช้าๆ ไม่ค่อยได้อาจเป็นเพราะเก็บรายละเอียดของท่วงท่าไม่ครบ ทำให้จบท่าเร็วเกินไป หรือระหว่างท่ากลายเป็นกระโดดไม่ต่อเนื่องกัน เมื่อฝึกฝนได้ระยะหนึ่ง อาจารย์จะสอนเรื่องความต่อเนื่องของจิต นั่นคือขณะที่รำมวย จิตต้องรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เพียงรับรู้ ไม่ใช่เอาจิตไปจับหรือไปสังกัดอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่ใช่การหดจิตให้แคบลง แต่ต้องขยายการรับรู้ให้กว้างออก เราสามารถฝึกฝนเรื่องความต่อเนื่องของจิตได้จากการฝึกท่าเดี่ยวที่ไม่ซับซ้อนมาก เช่นชุดฝึกชี่กงยกแขนขึ้นยกแขนลง หรือท่ามวยเช่นหวินโส่ว หรือชุดเผิง-ลู่ในท่าหลันเชี่ยะเว่ย ฝึกฝนด้วยท่วงท่าที่ง่ายๆ และเราชำนาญมากที่สุด เพื่อจะไม่ต้องพะวงกับท่วงท่า จากนั้นก็ขยับรำท่าเดิมไปซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ต่อไปก็เอาจิตไปรับรู้ถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ ให้รู้ตัวอยู่ตลอดว่ากำลังทำอะไร ด้วยท่วงท่าที่ไม่ซับซ้อน เราจะสามารถรู้ตัวได้ทันทีเมื่อจิตเกิดขาดช่วง หรือเกิดเหม่อลอย หรือแม้แต่กระด้าง เพ่งเอามากเกินไป แรกเริ่มอาจทดลองฝึกด้วยความเร็วสูงกว่าปกติบ้าง แต่อย่าให้กลายเป็นเร็วเกินไปจนจิตจับไม่ทัน แต่ให้เร็วกว่าปกติสักเล็กน้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F11%2Ftaiji-continuous%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="รำมวยต้องให้มีความต่อเนื่อง" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/11/taiji-continuous/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p>ในการฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กนั้น มีหลักพื้นฐานบางประการที่ต้องคำนึงถึงตั้งแต่บทเรียนแรกๆ เลยคือ เบา กลม ช้า และต่อเนื่อง</p>
<p>ในที่นี้จะมาว่ากันเรื่องความต่อเนื่อง</p>
<p>สำหรับผู้ฝึกมวยไท่เก๊กใหม่ๆ คำว่าต่อเนื่องนี้ย่อมหมายถึงการรำมวยทั้งชุดให้ลื่นไหลต่อเนื่องกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่รำสะดุดๆ หยุดเป็นท่าๆ ไม่ใช่เดี๋ยวหยุดเดี๋ยวเริ่มใหม่ ในท่ามวยแต่ละท่านั้นถูกออกแบบร้อยเรียงกันให้มีความต่อเนื่องกันอยู่แล้ว โดยไม่ต้องหยุดเพื่อเปลี่ยนท่าหรือหาลีลาพิสดารมาเชื่อมระหว่างท่าเข้าด้วยกัน รำไปตามปกติ ท่าต่อท่า มันก็ต่อเนื่องกันเอง ขณะต่อเนื่องนั้นก็ต้องร่ายรำให้ช้าให้ละเอียด ซึ่งตรงนี้สำหรับคนฝึกใหม่ๆ หากช้าเกินไปจะกลายเป็นการเคลื่อนไหวแบบกระตุก ควรให้ช้าแบบเป็นธรรมชาติ คือร่างกายขยับเคลื่อนที่ได้โดยไม่สะดุด และไม่ร้อนรนหรือเร็วเกินไป บางครั้งหากรู้สึกว่ารำช้าๆ ไม่ค่อยได้อาจเป็นเพราะเก็บรายละเอียดของท่วงท่าไม่ครบ ทำให้จบท่าเร็วเกินไป หรือระหว่างท่ากลายเป็นกระโดดไม่ต่อเนื่องกัน<span id="more-131"></span></p>
<p>เมื่อฝึกฝนได้ระยะหนึ่ง อาจารย์จะสอนเรื่องความต่อเนื่องของจิต นั่นคือขณะที่รำมวย จิตต้องรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เพียงรับรู้ ไม่ใช่เอาจิตไปจับหรือไปสังกัดอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่ใช่การหดจิตให้แคบลง แต่ต้องขยายการรับรู้ให้กว้างออก</p>
<p>เราสามารถฝึกฝนเรื่องความต่อเนื่องของจิตได้จากการฝึกท่าเดี่ยวที่ไม่ซับซ้อนมาก เช่นชุดฝึกชี่กงยกแขนขึ้นยกแขนลง หรือท่ามวยเช่นหวินโส่ว หรือชุดเผิง-ลู่ในท่าหลันเชี่ยะเว่ย ฝึกฝนด้วยท่วงท่าที่ง่ายๆ และเราชำนาญมากที่สุด เพื่อจะไม่ต้องพะวงกับท่วงท่า จากนั้นก็ขยับรำท่าเดิมไปซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ต่อไปก็เอาจิตไปรับรู้ถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ ให้รู้ตัวอยู่ตลอดว่ากำลังทำอะไร ด้วยท่วงท่าที่ไม่ซับซ้อน เราจะสามารถรู้ตัวได้ทันทีเมื่อจิตเกิดขาดช่วง หรือเกิดเหม่อลอย หรือแม้แต่กระด้าง เพ่งเอามากเกินไป แรกเริ่มอาจทดลองฝึกด้วยความเร็วสูงกว่าปกติบ้าง แต่อย่าให้กลายเป็นเร็วเกินไปจนจิตจับไม่ทัน แต่ให้เร็วกว่าปกติสักเล็กน้อย เพื่อจะได้มีชีวิตชีวา แล้วค่อยๆ ลดความเร็วลงให้กลายเป็นช้าเท่ากับที่ฝึกอยู่ตามปกติ หรืออาจลดลงให้ช้ากว่าปกติ โดยที่ต้องรักษาความมีชีวิตชีวาที่เคยเป็นตอนฝึกเร็วไว้ ไม่ให้กลายเป็นเนือยหน่วงเหมือนคนนอนหลับ หรือรำไปตามความเคยชินโดยที่จิตไม่ได้รู้เรื่องด้วย หรือคิดเรื่องอื่นวุ่นวายฟุ้งซ่านไปเสีย</p>
<p>ดังนั้นการฝึกฝนแบบนี้จะไร้ผลโดยสิ้นเชิง หากว่าผู้ฝึก ฝึกไปแล้วดูโทรทัศน์ไปด้วย หรือพยายามฟังเพลงไปด้วย หรือคิดเรื่องอาหารเย็นไปด้วย บางคนอาจจะชินกับการเปิดดนตรีประกอบระหว่างการฝึก แต่เมื่อฝึกฝนเรื่องจิต แม้มีเสียงดนตรี จิตต้องไม่จดจ่ออยู่กับเสียงดนตรี หรือพูดได้ว่าไม่ฟังเสียงดนตรี เสียงเพียงแต่เข้าหูแล้วก็ผ่านไป รับรู้ว่ามีเสียงผ่านเข้ามา แต่ความรับรู้ที่แท้อยู่ที่ว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่  และแม้ที่ว่ารู้ตัวก็ไม่ใช่การจับจ้องอยู่แต่กับท่วงท่าจนตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน กลายเป็นตกภวังค์ไป หากแต่เป็นสภาวะปกติเป็นธรรมชาติ ตามองเห็น หูได้ยินตามปกติ ใครอะไรเดินผ่านมาก็รับรู้ ใครเรียกก็ได้ยิน ใครมาแตะสัมผัสตัวก็รับรู้ทุกอย่าง หากแต่ขณะนั้นเรากำลังรำมวยอยู่ ก็ต้องรู้เหมือนกันว่ากำลังรำมวยอยู่ และเนื่องจากเรากำลังรำมวยอยู่อย่างต่อเนื่องก็ต้องรับรู้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน อาจเรียกอีกอย่างว่าการฝึกฝนอยู่กับปัจจุบันขณะ ก็ว่าได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/11/taiji-continuous/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การหายใจในวิชามวยไท่เก๊ก ภาค 2</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/11/taijiquan-breathing-2/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/11/taijiquan-breathing-2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Nov 2007 19:42:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/2007/11/12/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%81-%e0%b8%a0%e0%b8%b2/</guid>
		<description><![CDATA[ยังมีผู้ติดใจมากเรื่องการฝึกหายใจ เนื่องจากผมเคยบอกว่าการหายใจต้องให้เป็นธรรมชาติ เมื่อผ่านการฝึกฝนมวยไท่เก๊กอย่างถูกระบบ มันจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเองโดยไม่ต้องไปฝืน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะ ในการฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กนั้น หลายจุดที่เราจะเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่ที่ปลายเหตุ แม้ในคัมภีร์เดิมก็มีกล่าวเรื่องนี้ เช่นการแก้ปัญหาเมื่ออยู่ในภาวะเสียเปรียบ ให้ปรับตำแหน่งของเอวและขา ไม่ใช่ไปแก้ที่มือหรือแขนซึ่งกำลังรุกรับอยู่ หรือเมื่อจะตีอีกฝ่ายก็ต้องเริ่มจากถอนรากเขาก่อน ในเรื่องการหายใจนี้ก็เช่นกัน การแก้ปัญหาหรือการฝึกฝนลมหายใจนั้น ไม่ได้ไปฝึกฝนที่วิธีการหายใจโดยตรง หากแต่ไปฝึกเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกาย ไปทำกระดูกสันหลังให้ตั้งตรง ไปทำอกให้ว่าง ทำสะบักให้ยืดหยุ่น ผ่อนคลายต้นคอและหัวไหล่ วางใจไว้ที่ตันเถียน ซึ่งผลที่เกิดขึ้นเมื่อฝึกทุกอย่างที่กล่าวมาก็คือ ระบบการหายใจจะค่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลง ลึกและยาว ลงถึงท้องน้อย หายใจเข้าท้องยุบ หายใจออกท้องป่อง นั่นคือเปลี่ยนแปลงไปตามโครงร่าง ตามภาชนะที่เขาปั้นขึ้นใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นการฝืนอัดลมเข้าไปในโครงร่างแบบเดิมๆ ฝืนให้ท้องป่องท้องยุบ ซึ่งแม้จะฝึกจนชำนาญก็ต้องเรียกว่าฝืนจนชำนาญ ไม่ใช่เป็นไปตามธรรมชาติ ในการฝึกฝนนั้น จริงๆ แล้วอาจกล่าวได้ว่าเป็นการฝืนการดัด แต่เป็นการดัดที่กรอบ ดัดที่ภาชนะ ให้ได้รูปทรงที่สอดคล้องกับธรรมชาติ เปรียบได้กับเมื่อเราขุดคลองให้กว้าง ให้ตรง น้ำก็จะไหลผ่านได้แรงและสะดวกตามธรรมชาติของคลองที่กว้างและตรง แต่หากคลองนั้นทั้งคดทั้งแคบ แต่ยังพยายามฉีดน้ำเข้าไปแรงๆ เพื่อให้ไหลได้มาก ได้แรง มันก็ต้องฉีดกันอยู่เรื่อยไป ออกแรงฉีดกันอยู่ตลอดเวลา ฉีดกันทุกวันจนนึกเอาว่าธรรมชาติของคลองต้องฉีดน้ำมันถึงจะไหลได้แรงได้มาก ก็เข้าใจว่านี่เรียกว่าทำจนเป็นธรรมชาติ ซึ่งแท้จริงย่อมไม่ใช่ นอกจากนั้นการฝืนฉีดน้ำแรงๆ ผ่านคลองคดๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F11%2Ftaijiquan-breathing-2%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="การหายใจในวิชามวยไท่เก๊ก ภาค 2" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/11/taijiquan-breathing-2/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p>ยังมีผู้ติดใจมากเรื่องการฝึกหายใจ เนื่องจากผมเคยบอกว่าการหายใจต้องให้เป็นธรรมชาติ เมื่อผ่านการฝึกฝนมวยไท่เก๊กอย่างถูกระบบ มันจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเองโดยไม่ต้องไปฝืน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น</p>
<p>ทั้งนี้เพราะ ในการฝึกฝนวิชามวยไท่เก๊กนั้น หลายจุดที่เราจะเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่ที่ปลายเหตุ แม้ในคัมภีร์เดิมก็มีกล่าวเรื่องนี้ เช่นการแก้ปัญหาเมื่ออยู่ในภาวะเสียเปรียบ ให้ปรับตำแหน่งของเอวและขา ไม่ใช่ไปแก้ที่มือหรือแขนซึ่งกำลังรุกรับอยู่ หรือเมื่อจะตีอีกฝ่ายก็ต้องเริ่มจากถอนรากเขาก่อน<span id="more-129"></span></p>
<p>ในเรื่องการหายใจนี้ก็เช่นกัน การแก้ปัญหาหรือการฝึกฝนลมหายใจนั้น ไม่ได้ไปฝึกฝนที่วิธีการหายใจโดยตรง หากแต่ไปฝึกเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกาย ไปทำกระดูกสันหลังให้ตั้งตรง ไปทำอกให้ว่าง ทำสะบักให้ยืดหยุ่น ผ่อนคลายต้นคอและหัวไหล่ วางใจไว้ที่ตันเถียน ซึ่งผลที่เกิดขึ้นเมื่อฝึกทุกอย่างที่กล่าวมาก็คือ ระบบการหายใจจะค่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลง ลึกและยาว ลงถึงท้องน้อย หายใจเข้าท้องยุบ หายใจออกท้องป่อง นั่นคือเปลี่ยนแปลงไปตามโครงร่าง ตามภาชนะที่เขาปั้นขึ้นใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นการฝืนอัดลมเข้าไปในโครงร่างแบบเดิมๆ ฝืนให้ท้องป่องท้องยุบ ซึ่งแม้จะฝึกจนชำนาญก็ต้องเรียกว่าฝืนจนชำนาญ ไม่ใช่เป็นไปตามธรรมชาติ</p>
<p>ในการฝึกฝนนั้น จริงๆ แล้วอาจกล่าวได้ว่าเป็นการฝืนการดัด แต่เป็นการดัดที่กรอบ ดัดที่ภาชนะ ให้ได้รูปทรงที่สอดคล้องกับธรรมชาติ เปรียบได้กับเมื่อเราขุดคลองให้กว้าง ให้ตรง น้ำก็จะไหลผ่านได้แรงและสะดวกตามธรรมชาติของคลองที่กว้างและตรง แต่หากคลองนั้นทั้งคดทั้งแคบ แต่ยังพยายามฉีดน้ำเข้าไปแรงๆ เพื่อให้ไหลได้มาก ได้แรง มันก็ต้องฉีดกันอยู่เรื่อยไป ออกแรงฉีดกันอยู่ตลอดเวลา ฉีดกันทุกวันจนนึกเอาว่าธรรมชาติของคลองต้องฉีดน้ำมันถึงจะไหลได้แรงได้มาก ก็เข้าใจว่านี่เรียกว่าทำจนเป็นธรรมชาติ ซึ่งแท้จริงย่อมไม่ใช่ นอกจากนั้นการฝืนฉีดน้ำแรงๆ ผ่านคลองคดๆ ตลอดเวลาก็อาจมีผลทำให้คลองพัง ตลิ่งถล่ม เดือดร้อนกันไปเสียอีก</p>
<p>ระบบการหายใจของเรานั้นเป็นระบบอัตโนมัติ ทำงานโดยการเคลื่อนของกระบังลมเพียงเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการไปขยับกล้ามเนื้อท้อง ไม่เกี่ยวข้องกับการแขม่วการเกร็ง หรือการพยายามดันมันออกมา ไม่มีความจำเป็นต้องไปทำอะไรทั้งสิ้นในการหายใจ เพียงแต่หายใจธรรมดาเท่านั้น ส่วนการที่กล้ามเนื้อท้องจะมีการขยับตามจังหวะหายใจนั้น ก็เพราะเราได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายจนมันสอดคล้องกัน เมื่อหายใจเข้า สะบักก็เปิดออก อกกลายเป็นความว่าง กระดูกสันหลังมีการยกตัวขึ้นเล็กน้อย ปลายกระดูกสันหลังบริเวณปลายหาง ก็จะม้วนเข้าเล็กน้อย ทำให้บริเวณฝีเย็บถูกรั้งขึ้น และท้องน้อยก็ถูกดึงให้ยุบเข้าไป ในทางกลับกัน เมื่อหายใจออกกระดูกสะบักหดกลับเข้ามา กระดูกสันหลังจนถึงปลายหางก็คลายตัวลงเล็กน้อยมันก็ดันท้องน้อยให้พองออกมา</p>
<h2 class="posttitle"><a href="http://www.fajing.net/thai/2007/08/21/taijiquan-breathing/" target="_blank" rel="bookmark" title="Permanent link to การหายใจในวิชามวยไท่เก๊ก">การหายใจในวิชามวยไท่เก๊ก</a></h2>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/11/taijiquan-breathing-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จี่</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-ze/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-ze/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Sep 2007 09:06:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=120</guid>
		<description><![CDATA[จี่หมายถึงการกด คือการใช้พลังเผิงออกไปในทิศทางที่ชัดเจน โดยท่วงท่า จะเป็นท่วงท่าที่คล้ายคลึงกับการเผิง หากแต่ยังใช้ฝ่ามืออีกข้างกดเสริมเข้าไปด้านในของท่อนแขนที่เผิงออกไป เพื่อเน้นย้ำการส่งพลังให้ชัดเจนขึ้น ตามตำราตำแหน่งจี่จะอยู่ในรูปเส้นเต็มอยู่ระหว่างเส้นประสองเส้น หรือเป็นความหมายของน้ำ แม้จะดูอ่อนแอไร้พิษสงแต่แฝงความแกร่งกร้าวแทรกซึม มีบทเพลงเกี่ยวกับการจี่ ดังนี้ อะไรคือความหมายของพลังจี่ ยังสามารถใช้งานได้สองวิธี ทางตรงนั้นเรียบง่าย เผชิญคู่ต่อสู้และ &#8220;ปิด&#8221; ในหนึ่งกระบวน อีกหนทางนั้นอาศัยแรงปฏิกริยา เหมือนหนึ่งลูกบอลกระทบกำแพง หรือโยนเหรียญลงบนหนังกลอง ย่อมกระเด้งกระดอนออกมา พลังเผิงนั้นเป็นพลังพื้นฐาน ไม่รับ และปัดออก หากแต่จี่เป็นการใช้พลังเผิงส่งเข้าไปภายในศูนย์กลาง เหมือนงูโดนจับต้นคอเจ็ดนิ้ว เหมือนทัพใหญ่โดนทัพทะลวงบุกชิงตัวแมทัพ แม้มีกำลังน้อยก็สามารถเอาชัยผู้มีกำลังมากกว่า หรือในอีกทางหนึ่งคือเสริมพลังจังหวะที่ปรปักษ์รุกเข้ามาจนสุด เขาก็จะกระดอนออกไปได้อย่างง่ายดาย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F09%2Ftaiji-ze%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="จี่" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-ze/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>จี่หมายถึงการกด คือการใช้พลังเผิงออกไปในทิศทางที่ชัดเจน</strong> โดยท่วงท่า จะเป็นท่วงท่าที่คล้ายคลึงกับการเผิง หากแต่ยังใช้ฝ่ามืออีกข้างกดเสริมเข้าไปด้านในของท่อนแขนที่เผิงออกไป เพื่อเน้นย้ำการส่งพลังให้ชัดเจนขึ้น</p>
<p>ตามตำราตำแหน่งจี่จะอยู่ในรูปเส้นเต็มอยู่ระหว่างเส้นประสองเส้น หรือเป็นความหมายของน้ำ แม้จะดูอ่อนแอไร้พิษสงแต่แฝงความแกร่งกร้าวแทรกซึม</p>
<p>มีบทเพลงเกี่ยวกับการจี่ ดังนี้</p>
<blockquote><p>อะไรคือความหมายของพลังจี่</p>
<p>ยังสามารถใช้งานได้สองวิธี</p>
<p>ทางตรงนั้นเรียบง่าย เผชิญคู่ต่อสู้และ &#8220;ปิด&#8221; ในหนึ่งกระบวน</p>
<p>อีกหนทางนั้นอาศัยแรงปฏิกริยา เหมือนหนึ่งลูกบอลกระทบกำแพง</p>
<p>หรือโยนเหรียญลงบนหนังกลอง ย่อมกระเด้งกระดอนออกมา</p></blockquote>
<p>พลังเผิงนั้นเป็นพลังพื้นฐาน ไม่รับ และปัดออก หากแต่จี่เป็นการใช้พลังเผิงส่งเข้าไปภายในศูนย์กลาง เหมือนงูโดนจับต้นคอเจ็ดนิ้ว เหมือนทัพใหญ่โดนทัพทะลวงบุกชิงตัวแมทัพ แม้มีกำลังน้อยก็สามารถเอาชัยผู้มีกำลังมากกว่า หรือในอีกทางหนึ่งคือเสริมพลังจังหวะที่ปรปักษ์รุกเข้ามาจนสุด เขาก็จะกระดอนออกไปได้อย่างง่ายดาย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-ze/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลีว์</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-lu/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-lu/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Sep 2007 18:26:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=117</guid>
		<description><![CDATA[หลีว์หมายถึงการตาม  ตามตำราจะวางตำแหน่งหลีว์ไว้ที่เส้นอินสามเส้น เป็นสภาวะอินที่สุดในแผนภูมิปากัว นี่ก็อีกที่ตำราบางเล่มตีความเอาว่านี่เป็นภาคอ่อนหรือภาคอินของมวยไท่เก๊ก โดยไปแบ่งแยกเอาว่ามีท่าหนึ่งเป็นอิน ท่าหนึ่งเป็นหยาง ท่าหนึ่งใช้วิธีแข็งกร้าว ท่าหนึ่งใช้วิธีอ่อนหยุ่น ท่าหนึ่งใช้แรงเอาชนะ อีกท่าหนึ่งใช้ความอ่อนเอาชนะ  ก็ในเมื่อหลักพื้นฐานของมวยไท่เก๊กนั้นบอกอยู่แต่แรกว่าใช้น้อยเอาชนะมาก ใช้อ่อนเอาชนะแข็ง ซึ่งนี่หมายถึงทุกกรณี  ไม่ได้ต้องมาแยกว่าท่านี้ใช้แข็ง ท่านี้ใช้อ่อน  ความหมายของหลีว์ ซึ่งเป็นเส้นอินสามเส้น  หากดูความหมายเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ท่านก็ว่า ตำแหน่งนี้หมายถึง ดิน ดินนั้นรองรับสรรพสิ่งได้ไม่สิ้นสุด  หากเราจะเปรียบพลังเผิงเป็นความเต็ม พลังหลีว์ก็ย่อมหมายถึงความว่าง  เมื่อมีความว่างจึงสามารถรองรับวัตถุสิ่งของได้  บ้านว่างคนจึงสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ ท่วงท่านี้คือความว่าง หมายถึงเมื่อปรปักษ์โจมตีเข้ามา เขาจะพบกับความว่าง  เมื่อเขาตามเข้ามาเหมือนกับระยะทางนั้นไกลไม่สิ้นสุด การที่คู่ปรปักษ์เข้ามาสู่ความว่างที่ไม่สิ้นสุด ไม่ได้หมายถึงเราเพียงแต่ถอยอย่างไม่สิ้นสุด แต่คือการสลายตัวตน เข้าร่วมกับปรปักษ์ ชักนำเขาไปสู่ความว่าง นี่ไม่ขัดแย้งกับหลักเผิงที่ได้กล่าวไปแล้ว ไม่ใช่คนละเรื่องกัน แต่เป็นคนละด้านของเรื่องเดียวกัน  เมื่อเผิงคือความเต็ม เขาไม่อาจเข้ามา ลู่คือความว่าง เขาเข้ามาแล้วไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น เมื่อเขาหาเราไม่เจอ แม้เราไม่ต้องทำอะไร เขาก็จะแพ้พ่ายไปเอง ไม้สามสิบซี่มาพบกันตรงแกน เพราะดุมล้อนั้นว่าง ล้อจึงสามารถหมุนเคลื่อนไปได้ ปั้นดินเป็นภาชนะ เพราะถ้วยนั้นว่างจึงหาประโยชน์ได้ ก่อกำแพงขึ้นเป็นห้อง เพราะช่องว่างประตู บ้านจึงยังประโยชน์ เครื่องมือนั้นเกิดจากความมี แต่ใช้ประโยชน์จากความไม่มี คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F09%2Ftaiji-lu%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="หลีว์" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-lu/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>หลีว์หมายถึงการตาม</strong>  ตามตำราจะวางตำแหน่งหลีว์ไว้ที่เส้นอินสามเส้น เป็นสภาวะอินที่สุดในแผนภูมิปากัว นี่ก็อีกที่ตำราบางเล่มตีความเอาว่านี่เป็นภาคอ่อนหรือภาคอินของมวยไท่เก๊ก โดยไปแบ่งแยกเอาว่ามีท่าหนึ่งเป็นอิน ท่าหนึ่งเป็นหยาง ท่าหนึ่งใช้วิธีแข็งกร้าว ท่าหนึ่งใช้วิธีอ่อนหยุ่น ท่าหนึ่งใช้แรงเอาชนะ อีกท่าหนึ่งใช้ความอ่อนเอาชนะ  ก็ในเมื่อหลักพื้นฐานของมวยไท่เก๊กนั้นบอกอยู่แต่แรกว่าใช้น้อยเอาชนะมาก ใช้อ่อนเอาชนะแข็ง ซึ่งนี่หมายถึงทุกกรณี  ไม่ได้ต้องมาแยกว่าท่านี้ใช้แข็ง ท่านี้ใช้อ่อน<span id="more-89"></span> </p>
<p>ความหมายของหลีว์ ซึ่งเป็นเส้นอินสามเส้น  หากดูความหมายเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ท่านก็ว่า ตำแหน่งนี้หมายถึง ดิน</p>
<p>ดินนั้นรองรับสรรพสิ่งได้ไม่สิ้นสุด  หากเราจะเปรียบพลังเผิงเป็นความเต็ม พลังหลีว์ก็ย่อมหมายถึงความว่าง  เมื่อมีความว่างจึงสามารถรองรับวัตถุสิ่งของได้  บ้านว่างคนจึงสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้</p>
<p>ท่วงท่านี้คือความว่าง</p>
<p>หมายถึงเมื่อปรปักษ์โจมตีเข้ามา เขาจะพบกับความว่าง  เมื่อเขาตามเข้ามาเหมือนกับระยะทางนั้นไกลไม่สิ้นสุด การที่คู่ปรปักษ์เข้ามาสู่ความว่างที่ไม่สิ้นสุด ไม่ได้หมายถึงเราเพียงแต่ถอยอย่างไม่สิ้นสุด แต่คือการสลายตัวตน เข้าร่วมกับปรปักษ์ ชักนำเขาไปสู่ความว่าง</p>
<p>นี่ไม่ขัดแย้งกับหลักเผิงที่ได้กล่าวไปแล้ว</p>
<p>ไม่ใช่คนละเรื่องกัน แต่เป็นคนละด้านของเรื่องเดียวกัน  เมื่อเผิงคือความเต็ม เขาไม่อาจเข้ามา ลู่คือความว่าง เขาเข้ามาแล้วไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น เมื่อเขาหาเราไม่เจอ แม้เราไม่ต้องทำอะไร เขาก็จะแพ้พ่ายไปเอง</p>
<blockquote><p>ไม้สามสิบซี่มาพบกันตรงแกน<br />
เพราะดุมล้อนั้นว่าง ล้อจึงสามารถหมุนเคลื่อนไปได้<br />
ปั้นดินเป็นภาชนะ<br />
เพราะถ้วยนั้นว่างจึงหาประโยชน์ได้<br />
ก่อกำแพงขึ้นเป็นห้อง<br />
เพราะช่องว่างประตู บ้านจึงยังประโยชน์<br />
เครื่องมือนั้นเกิดจากความมี<br />
แต่ใช้ประโยชน์จากความไม่มี</p>
<p>คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง บทที่  11</p></blockquote>
<p>บทเพลงของ หลีว์</p>
<blockquote><p>อะไรคือความหมายของพลังหลีว์<br />
ชักนำให้ปรปักษ์ล่วงเข้ามา<br />
เข้าร่วมกับพลังของเขา<br />
เบาและคล่อง ไม่ทิ้งห่าง ไม่ต้านทาน<br />
เมื่อเขาออกแรงมาจนสุดล้า จะกลับกลายเป็นว่างเปล่า<br />
เราย่อมสามารถปล่อยให้เขาถลาล้มหรือตอบโต้ได้ดังใจ<br />
พึงรักษาสมดุลของตนเอง จึงไม่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ</p></blockquote>
<p>เวลาเราอยู่ในภาวะขาด แต่ยังไม่ไร้ หากสามารถปรับตัวยังสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ถอยไม่ได้หมายถึงพ่ายแพ้ เป็นฝ่ายรับไม่ใช่ถูกกระทำ หลักการเหล่านี้ยังสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-lu/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เผิง</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-peng/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-peng/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Sep 2007 20:33:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=116</guid>
		<description><![CDATA[เผิงหมายถึงการปัด  ตำราหลายเล่มจะวางตำแหน่งพลังเผิงไว้ในตำแหน่งที่เป็นหยางที่สุดบนแผนภูมิปากัว หรือแผนภูมิแปดทิศ ทำให้หลายท่านตีความเอาว่า นี่คือด้านแกร่งกร้าวของมวยไท่เก๊ก  หมายถึงการใช้พลังอย่างรุนแรงกร้าวแกร่ง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงเอาความรุนแรงกร้าวแกร่งนี้มาผนวกไว้กับความหมายว่าปัด เหตุใดจึงต้องปัดอย่างรุนแรงกร้าวแกร่ง  เหตุใดจะปัดอย่างแผ่วเบานิ่มนวลไม่ได้ นั่นย่อมไม่สมเหตุสมผลกับการตีความพลังเผิงออกมาเช่นนี้ ในอีกด้านหนึ่ง ความหมายของขีดเต็มสามขีดบนแผนภูมิปากัวนี้ยังหมายถึง ฟ้า หรือสวรรค์ อะไรคือความหมายของฟ้า ฟ้าคือความเต็ม คือความสมบูรณ์พร้อม เมื่อสมบูรณ์พร้อม จึงไม่อาจรับอะไรเข้ามาได้อีก แม้ขนนกสักเส้น ก็ยังมากเกินไป นี่จึงสอดคล้องกับความหมายของเผิง คือการปัด เมื่อไม่อาจรับอะไรเข้ามาได้อีก ก็ต้องปัดออกไป เมื่อเราอยู่ในภาวะสมบูรณ์ เต็มเปี่ยม สงบนิ่ง แม้จะมีสิ่งใดเข้ามากระทบก็ไม่หวั่นไหว ล้วนแต่ถูกปัดออกไป แม้นไม่ชนะ แต่ก็อยู่ในสถานะที่ไม่พ่ายแพ้ ความเต็มนั้น ไม่ใช่หมายความว่าไม่เคลื่อนไหว แม้จะเป็นจุดที่เป็นหยางมากที่สุด แต่หากพิจารณาจากแผนภูมิไท่จี๋ จะเห็นว่าในตำแหน่งของหยางที่สุดนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของอิน  นั่นคือทวิลักษณ์ คือความเปลี่ยนแปลง หากมีแต่ความเต็ม แต่ไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ย่อมจะถูกทำลายจนได้  แต่เมื่อในความเต็มพบที่ว่างจึงเกิดความเคลื่อนไหวจากเต็มไหลไปยังที่ว่าง ด้วยความเปลี่ยนแปลงนี้จึงสามารถปัดสิ่งที่เข้ามากระทบออกไปได้  แม้จะเรียกว่าการปัดออก แต่ก็ยังอาศัยหลักการละทิ้งตนเองเข้าร่วมกับผู้อื่น อาศัยแรงของเขานำพาเขาออกไป ส่งเขาไปตามทางที่อยากไปตามแนวทางแห่งความเปลี่ยนแปลงของอิน-หยาง  โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายาม แต่หากว่าสักแต่ใช้แรงปัดออกไป นั่นเท่ากับขัดขืนวิถีทางของฟ้า ยากที่ประสบความสำเร็จ จะหด ต้องขยายก่อน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F09%2Ftaiji-peng%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="เผิง" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-peng/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>เผิงหมายถึงการปัด</strong>  ตำราหลายเล่มจะวางตำแหน่งพลังเผิงไว้ในตำแหน่งที่เป็นหยางที่สุดบนแผนภูมิปากัว หรือแผนภูมิแปดทิศ ทำให้หลายท่านตีความเอาว่า นี่คือด้านแกร่งกร้าวของมวยไท่เก๊ก  หมายถึงการใช้พลังอย่างรุนแรงกร้าวแกร่ง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงเอาความรุนแรงกร้าวแกร่งนี้มาผนวกไว้กับความหมายว่าปัด เหตุใดจึงต้องปัดอย่างรุนแรงกร้าวแกร่ง  เหตุใดจะปัดอย่างแผ่วเบานิ่มนวลไม่ได้ นั่นย่อมไม่สมเหตุสมผลกับการตีความพลังเผิงออกมาเช่นนี้<span id="more-88"></span></p>
<p>ในอีกด้านหนึ่ง ความหมายของขีดเต็มสามขีดบนแผนภูมิปากัวนี้ยังหมายถึง ฟ้า หรือสวรรค์</p>
<p>อะไรคือความหมายของฟ้า</p>
<blockquote><p>ฟ้าคือความเต็ม คือความสมบูรณ์พร้อม<br />
เมื่อสมบูรณ์พร้อม จึงไม่อาจรับอะไรเข้ามาได้อีก<br />
แม้ขนนกสักเส้น ก็ยังมากเกินไป<br />
นี่จึงสอดคล้องกับความหมายของเผิง คือการปัด<br />
เมื่อไม่อาจรับอะไรเข้ามาได้อีก ก็ต้องปัดออกไป<br />
เมื่อเราอยู่ในภาวะสมบูรณ์ เต็มเปี่ยม สงบนิ่ง แม้จะมีสิ่งใดเข้ามากระทบก็ไม่หวั่นไหว<br />
ล้วนแต่ถูกปัดออกไป<br />
แม้นไม่ชนะ แต่ก็อยู่ในสถานะที่ไม่พ่ายแพ้</p></blockquote>
<p>ความเต็มนั้น ไม่ใช่หมายความว่าไม่เคลื่อนไหว แม้จะเป็นจุดที่เป็นหยางมากที่สุด แต่หากพิจารณาจากแผนภูมิไท่จี๋ จะเห็นว่าในตำแหน่งของหยางที่สุดนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของอิน  นั่นคือทวิลักษณ์ คือความเปลี่ยนแปลง หากมีแต่ความเต็ม แต่ไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ย่อมจะถูกทำลายจนได้  แต่เมื่อในความเต็มพบที่ว่างจึงเกิดความเคลื่อนไหวจากเต็มไหลไปยังที่ว่าง ด้วยความเปลี่ยนแปลงนี้จึงสามารถปัดสิ่งที่เข้ามากระทบออกไปได้  แม้จะเรียกว่าการปัดออก แต่ก็ยังอาศัยหลักการละทิ้งตนเองเข้าร่วมกับผู้อื่น อาศัยแรงของเขานำพาเขาออกไป ส่งเขาไปตามทางที่อยากไปตามแนวทางแห่งความเปลี่ยนแปลงของอิน-หยาง  โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายาม แต่หากว่าสักแต่ใช้แรงปัดออกไป นั่นเท่ากับขัดขืนวิถีทางของฟ้า ยากที่ประสบความสำเร็จ</p>
<blockquote><p>จะหด ต้องขยายก่อน<br />
จะทอนกำลัง ต้องเพิ่มก่อน<br />
จะกำจัด ต้องยกย่องก่อน<br />
จะได้ ต้องให้ก่อน</p></blockquote>
<blockquote><p>นี่คือหลักอ่อนหยุ่นชนะแข็งกร้าว<br />
ปลาไม่ควรขึ้นจากน้ำลึก<br />
ดาบไม่ควรออกจากฝัก</p></blockquote>
<blockquote><p>จาก คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง บทที่  36</p></blockquote>
<p>ยังมีบทเพลงเกี่ยวกับพลังเผิง ดังนี้</p>
<blockquote><p>อะไรคือความหมายของ พลังเผิง<br />
มันคล้ายน้ำที่พยุงเรือ<br />
เริ่มต้นโดยจมชี่ลงสู่ตันเถียน<br />
แล้ววางศรีษะตั้งตรงเหมือนถูกแขวนจากเบื้องบน<br />
ทั้งร่างกายมีความยืดหยุ่น<br />
เปิดปิดได้ในพริบตา<br />
แม้เผชิญกับแรงนับพันชั่ง<br />
ยังสามารถถอนรากและส่งปรปักษ์ลอยไปโดยไม่ลำบาก</p></blockquote>
<p>ในปัจจุบัน  เราไม่รู้จักความเต็ม ไม่รู้จักการพอ  เราอยู่ในสภาวะขาดอยู่ตลอด แสวงหาวัตถุหรือแม้แต่สิ่งที่มีความหมายอันเป็นนามธรรมเพื่อเติมเต็มจิตใจอยู่ตลอดเวลา  เราจึงไม่อาจสงบนิ่ง ไม่สามมารถอยู่ในสภาวะของฟ้า  และไม่เข้าใจความเคลื่อนไหวของฟ้า</p>
<p>เมื่อจิตใจของเราไม่เต็ม การแสวงหาของเราก็ไม่มีวันจบสิ้น   ยิ่งเป็นเรื่องน่าตลกที่เราพยายามแสวงหาความสงบ หรือแสวงหาการหลุดพ้นไปจากสภาวะนี้  เพราะยิ่งหาก็ยิ่งไม่มีทางเจอ ก็ในเมื่อเราแสวงหาความเต็มจากความไม่เต็ม จะหาเจอได้อย่างไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-peng/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลันเชียะเหว่ย (คว้าหางนกกระจอก)</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-grasp-the-sparrow-tail/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-grasp-the-sparrow-tail/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Sep 2007 20:01:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=115</guid>
		<description><![CDATA[ท่าหลันเชียะเหว่ยประกอบด้วยหลักพื้นฐานของมวยไท่เก๊กสี่ประการ หรืออาจเรียกว่าพลังสี่ประการคือ พลังเผิง พลังลู่ พลังจี่ และพลังอั่น มวยไท่เก๊กนั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างว่ามวย 13 ท่า ซึ่งเกิดจากพลังพื้นฐาน 8 ประการ คือ พลังเผิง พลังลู่ พลังจี่ พลังอั่นพลังไฉ่ พลังเลียะ พลังโจ่ว และพลังโค่ว  และทิศทั้ง 5 คือ หน้า หลัง ซ้าย ขวา และตรงกลาง พลังทั้ง 8 นี้ล้วนมีความหมายลึกซึ้งในตัวเองจนยากที่จะแปลตรงๆ ออกมาได้  แต่หากแปลตรงตัวก็พอจะแปลออกมาได้ดังนี้ พลังเผิง หมายถึงการปัด พลังหลีว์ หมายถึงการฉุด พลังจี่ หมายถึงการกด พลังอั่น หมายถึงการผลัก พลังไฉ่ หมายถึงการเด็ด พลังเลียะ หมายถึงการแยก พลังโจ่ว หมายถึงพลังศอก และพลังโค่ว หมายถึงพลังไหล่ แต่ดีที่สุดคือไม่ควรไปแปล เพราะจะทำให้เรายึดติดกับความหมายที่แปลออกมา ซึ่งไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของพลังชนิดนั้นๆ ในการฝึกมวยไท่เก๊กไม่ว่าจะเป็นชุดกี่กระบวนท่าก็ตาม ล้วนแต่ไม่พ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F09%2Ftaiji-grasp-the-sparrow-tail%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="หลันเชียะเหว่ย (คว้าหางนกกระจอก)" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-grasp-the-sparrow-tail/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>ท่าหลันเชียะเหว่ยประกอบด้วยหลักพื้นฐานของมวยไท่เก๊กสี่ประการ</strong> หรืออาจเรียกว่าพลังสี่ประการคือ <strong>พลังเผิง พลังลู่ พลังจี่</strong> และ<strong>พลังอั่น</strong></p>
<p>มวยไท่เก๊กนั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างว่ามวย 13 ท่า ซึ่งเกิดจากพลังพื้นฐาน 8 ประการ คือ พลังเผิง พลังลู่ พลังจี่ พลังอั่นพลังไฉ่ พลังเลียะ พลังโจ่ว และพลังโค่ว  และทิศทั้ง 5 คือ หน้า หลัง ซ้าย ขวา และตรงกลาง</p>
<p>พลังทั้ง 8 นี้ล้วนมีความหมายลึกซึ้งในตัวเองจนยากที่จะแปลตรงๆ ออกมาได้  แต่หากแปลตรงตัวก็พอจะแปลออกมาได้ดังนี้<span id="more-87"></span></p>
<p>พลังเผิง หมายถึงการปัด</p>
<p>พลังหลีว์ หมายถึงการฉุด</p>
<p>พลังจี่ หมายถึงการกด</p>
<p>พลังอั่น หมายถึงการผลัก</p>
<p>พลังไฉ่ หมายถึงการเด็ด</p>
<p>พลังเลียะ หมายถึงการแยก</p>
<p>พลังโจ่ว หมายถึงพลังศอก</p>
<p>และพลังโค่ว หมายถึงพลังไหล่</p>
<p>แต่ดีที่สุดคือไม่ควรไปแปล เพราะจะทำให้เรายึดติดกับความหมายที่แปลออกมา ซึ่งไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของพลังชนิดนั้นๆ</p>
<p>ในการฝึกมวยไท่เก๊กไม่ว่าจะเป็นชุดกี่กระบวนท่าก็ตาม ล้วนแต่ไม่พ้น 8 หลัก 5 ทิศนี้ทั้งสิ้น หากหลักที่ฟังดูง่ายๆ ตรงไปตรงมาเหล่านี้ ก็ต้องอาศัยระยะเวลาบ่มเพาะและทำความเข้าใจอย่างยาวนาน ไม่สามารถยึดเอาตามตัวอักษรได้ แต่หากเมื่อฝึกจนเกิดความเข้าใจแล้ว สุดท้ายเมื่อกลับมาดูในคัมภีร์ ก็จะพบว่าคำที่ใช้นั้นก็ถูกต้องเหมาะสมแล้ว ยากที่จะหาคำอื่นมาแทนได้อีก  แม้จะพยายามอธิบายก็ยิ่งดูจะไปกันใหญ่  เพราะการจะเขียนอธิบายให้กับผู้ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝน หรือผ่านการฝึกฝนมาในระยะเวลาที่แตกต่างกันยากที่จะทำได้  ลองนึกดู หากต้องเขียนในคัมภีร์ว่าสำหรับกับผู้ไม่เคยฝึก ให้ตีความเช่นนี้ สำหรับผู้ที่ฝึกมาแล้วสามเดือนจะมีความหมายเช่นนี้ สำหรับผู้ฝึกมาแล้ว 1 ปีมีความหมายเช่นนี้  คำๆ เดียวกัน สำหรับผู้ที่ผ่านระยะเวลาแตกต่างกัน ร่างกายมีความเข้าใจที่แตกต่างกันนั้น บางครั้งมีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่นคำว่าเผิง หรือปัด  อะไรคือปัด จะปัดอย่างไร  ก็เรียกว่าฝึกมาอย่างไรก็ปัดอย่างนั้น</p>
<p>สำหรับคนที่ไม่เคยฝึก ปัดก็คือปัด ไม่มีอะไรยุ่งยากไปกว่านั้น ยกมือปัดอะไรให้พ้นๆ ไปก็เรียกว่าปัด </p>
<p>สำหรับคนที่ฝึกมาสามเดือน ท่าเผิงหรือท่าปัดคือท่วงท่าหนึ่งของมวยไท่เก๊ก มีรูปแบบเฉพาะอันหนึ่ง</p>
<p>สำหรับคนที่ฝึกมาหนึ่งปี ท่าปัดนอกจากจะเป็นท่วงท่าแล้ว ยังต้องประกอบด้วยหลักการ เคล็ดความอีก</p>
<p>สำหรับคนที่ฝึกมามากกว่าห้าปี  ปัดคำนี้กลายเป็นรูปแบบการใช้พลังแบบหนึ่ง  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพลังพื้นฐานที่สุดของวิชามวยไท่เก๊ก เป็นฐานของพลังอื่นๆ ทั้งหมด</p>
<p>นี่คนละความหมายกัน แต่ล้วนหมายถึงคำว่า เผิง คำเดียวกันนี่เอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-grasp-the-sparrow-tail/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชี่กง</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/qigong/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/qigong/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 08 Sep 2007 19:28:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=99</guid>
		<description><![CDATA[ชี่ เป็นศัพท์ภาษาจีนคำหนึ่งที่เราเอามาแปลกันไปสารพัด บ้างก็ว่าลม หรือลมหายใจ หรือลมปราณ หรือพลังชีวิต หรือพลังภายใน  ซึ่งจากที่ได้คุยกับท่านอาจารย์หลายๆ ท่าน รวมทั้งความเห็นส่วนตัวของผมเองคิดว่า ไม่น่าไปแปลคำว่าชี่  ชี่ก็คือ ชี่  กงคือพลัง ชี่กงคือ พลังชี่ การฝึกชี่กง ก็คือการฝึกพลังชี่นี่แหละ อันว่ารูปร่างลักษณะตัวตนของชี่เป็นอย่างไร ผมไม่ทราบ หาดูหลายตำราก็ไม่ใคร่จะมีใครอธิบายไว้ชัดเจน แต่ความรู้สึกถึงชี่นั้นพอจะบอกกันได้ความรู้สึกถึงชี่นั้นมักจะออกมาในอาการอุ่นร้อน จะรู้สึกได้ชัดบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าและบนศรีษะค่อนไปทางด้านหลัง หรือจะรู้สึกเหมือนมีไอความร้อนวิ่งผ่านบริเวณแผ่นหลัง แยกออกไปตามท่อนแขนทั้งคู่ หรือบางทีมีอาการคันชายุบๆ ยิบๆ หรือเหมือนถูกเข็มเล็กๆ แทงเป็นแนวในท่อนแขนหรือท่อนขา หรืออาจจะรู้สึกเหมือนมีมดไต่อยู่ในกระดูก กึ่งคันกึ่งจั๊กจี้ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเกิดขึ้นแล้วก็หายไป โดยไม่จำเป็นต้องเก็บมาเป็นอารมณ์ โดยลักษณะอาการจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามระดับผลของการฝึก ยิ่งระดับฝีมือสูงขึ้นจะมีอาการที่เปลี่ยนแปลงไปจากตอนเริ่มฝึกใหม่ๆ ซึ่งมีทั้งอาการที่เกิดขึ้นในทางที่ดี คือผลของการฝึกที่ถูกต้อง หรืออาการที่เกิดขึ้นในทางที่ไม่ดี คือการฝึกผิดแนวทาง สำหรับผู้ที่ฝึกฝนอย่างจริงจังควรจะมีอาจารย์เป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด แต่ปกติแล้วหากนำมาฝึกเองก็มักจะไม่มีผลเสียอะไร โดยทั่วๆ ไปก็มักจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งมีหลายๆ ท่านที่เพียงแต่ฝึกฝนตามหนังสือ หรือจากซีดี แม้แต่จากโทรทัศน์ วิทยุหรือแค่ฟังผ่านๆ หู ก็ยังได้ผลลัพธ์ที่ดี  ทุเลาหรือหายจากอาการเจ็บป่วยหรือโรคเรื้อรังได้  เพียงแต่เมื่อเห็นผล หรือเกิดอาการบางอย่างแล้ว อย่าฟุ้งซ่านหรือจินตนาการว่าสำเร็จยอดวิชา สามารถปล่อยพลังออกไปทำร้ายผู้คนได้แบบในภาพยนตร์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F09%2Fqigong%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="ชี่กง" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/09/qigong/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>ชี่</strong> เป็นศัพท์ภาษาจีนคำหนึ่งที่เราเอามาแปลกันไปสารพัด บ้างก็ว่าลม หรือลมหายใจ หรือลมปราณ หรือพลังชีวิต หรือพลังภายใน  ซึ่งจากที่ได้คุยกับท่านอาจารย์หลายๆ ท่าน รวมทั้งความเห็นส่วนตัวของผมเองคิดว่า ไม่น่าไปแปลคำว่าชี่  ชี่ก็คือ ชี่  กงคือพลัง ชี่กงคือ พลังชี่ การฝึกชี่กง ก็คือการฝึกพลังชี่นี่แหละ<span id="more-71"></span></p>
<p>อันว่ารูปร่างลักษณะตัวตนของชี่เป็นอย่างไร ผมไม่ทราบ หาดูหลายตำราก็ไม่ใคร่จะมีใครอธิบายไว้ชัดเจน แต่ความรู้สึกถึงชี่นั้นพอจะบอกกันได้ความรู้สึกถึงชี่นั้นมักจะออกมาในอาการอุ่นร้อน จะรู้สึกได้ชัดบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าและบนศรีษะค่อนไปทางด้านหลัง หรือจะรู้สึกเหมือนมีไอความร้อนวิ่งผ่านบริเวณแผ่นหลัง แยกออกไปตามท่อนแขนทั้งคู่ หรือบางทีมีอาการคันชายุบๆ ยิบๆ หรือเหมือนถูกเข็มเล็กๆ แทงเป็นแนวในท่อนแขนหรือท่อนขา หรืออาจจะรู้สึกเหมือนมีมดไต่อยู่ในกระดูก กึ่งคันกึ่งจั๊กจี้</p>
<p>ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเกิดขึ้นแล้วก็หายไป โดยไม่จำเป็นต้องเก็บมาเป็นอารมณ์ โดยลักษณะอาการจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามระดับผลของการฝึก ยิ่งระดับฝีมือสูงขึ้นจะมีอาการที่เปลี่ยนแปลงไปจากตอนเริ่มฝึกใหม่ๆ ซึ่งมีทั้งอาการที่เกิดขึ้นในทางที่ดี คือผลของการฝึกที่ถูกต้อง หรืออาการที่เกิดขึ้นในทางที่ไม่ดี คือการฝึกผิดแนวทาง สำหรับผู้ที่ฝึกฝนอย่างจริงจังควรจะมีอาจารย์เป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด</p>
<p>แต่ปกติแล้วหากนำมาฝึกเองก็มักจะไม่มีผลเสียอะไร โดยทั่วๆ ไปก็มักจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งมีหลายๆ ท่านที่เพียงแต่ฝึกฝนตามหนังสือ หรือจากซีดี แม้แต่จากโทรทัศน์ วิทยุหรือแค่ฟังผ่านๆ หู ก็ยังได้ผลลัพธ์ที่ดี  ทุเลาหรือหายจากอาการเจ็บป่วยหรือโรคเรื้อรังได้  เพียงแต่เมื่อเห็นผล หรือเกิดอาการบางอย่างแล้ว อย่าฟุ้งซ่านหรือจินตนาการว่าสำเร็จยอดวิชา สามารถปล่อยพลังออกไปทำร้ายผู้คนได้แบบในภาพยนตร์ เพราะนั่นยังอยู่อีกห่างไกลนัก</p>
<p>ท่าฝึกชี่กงในปัจจุบันมีที่นำมาใช้ฝึกกันนับเป็นพันๆ รูปแบบ มีทั้งแบบโบราณ ทั้งแบบที่คิดค้นขึ้นใหม่ ซึ่งส่วนมากที่มีผู้นำมาฝึกก็เท่ากับเป็นการรับรองผลไประดับหนึ่งแล้วว่าก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวผู้ฝึก  สำหรับเรื่องนี้ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ในการฝึกฝนด้วยตนเองไม่ค่อยจะยุ่งยากนัก สามารถหาอ่านได้จากหนังสือเกี่ยวกับชี่กงในท้องตลาดได้ทั่วไป อาจจะนำมาฝึกฝนตามได้ หรือหากสนใจอย่างจริงจังก็อาจจะติดต่อไปยังผู้เขียนหรืออาจารย์แต่ละท่านที่เป็นผู้สอนชี่กงได้</p>
<p>ในที่นี้ก็จะเสนอตัวอย่างชุดฝึกชี่กงอย่างง่ายๆ ไว้ชุดหนึ่ง ซึ่งแม้จะดูเหมือนเรียบง่าย แต่ก็ส่งผลดีต่อผู้ฝึกเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ช่วยให้ชี่ไหลเวียนได้ดี จิตสติมีสมาธิ อวัยวะภายในได้เคลื่อนไหวมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ลมหายใจลึกละเอียดขึ้น ดังนี้</p>
<p>1. ยืนตัวตรง ตั้งศรีษะให้ตรง มือวางข้างลำตัว ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ผ่อนคลายตั้งแต่หว่างคิ้ว หน้าผาก ใบหน้า ต้นคอ หัวไหล่ อก เอว สะโพก ท่อนแขน และท่อนขา</p>
<p>2. ปิดปากให้สนิทแต่ไม่เม้มริมฝีปาก ปลายลิ้นแตะโคนฟันด้านใน หายใจเข้าออกทางจมูก</p>
<p>3. กางเท้าออก กว้างประมาณช่วงไหล่ ปลายเท้าทั้งคู่ขนานกันชี้ตรงไปข้างหน้า หรือยืนแบบเลข 11</p>
<p>4. หย่อนก้นนั่งไปข้างหลังเล็กน้อย อย่าย่อเข่า หากตัวเอนเหมือนจะล้มให้ดึงก้นถอยหลังไปเล็กน้อย ไม่แขม่วท้องยืดเอวขึ้นเล็กน้อย คล้ายท่าเริ่มแรกของการฝึกฮุ่นหยวนจวงกง</p>
<p>5. ขณะหายใจเข้า หงายฝ่ามือขึ้น โอบขึ้นไปเหนือศรีษะจนคว่ำประสานกันอยู่เหนือศรีษะ</p>
<p>6. ขณะหายใจออก ลดฝ่ามือลงจากเหนือศรีษะผ่านด้านหน้าของลำตัว หยุดเล็กน้อยประสานมือกันบริเวณจุดตันเถียน ใต้สะดือประมาณ 3 นิ้วมือ แล้วผ่อนฝ่ามือ ลากผ่านต้นขาจนกลับไปอยู่ในตำแหน่งข้างลำตัวเช่นเดิม</p>
<p>7. ขณะโอบมือขึ้น ทำความรู้สึกเหมือนกำลังโอบมวลอากาศขึ้นไปจนไปอยู่เหนือศรีษะ ยกเอวขึ้นเล็กน้อย</p>
<p>8. ขณะลดฝ่ามือลงมา ทำความรู้สึกเหมือนกำลังกดมวลอากาศผ่านกระหม่อมเข้ามาในลำตัวจนแยกไปยังขาทั้งสองข้างและไหลออกไปทางฝ่าเท้า ผ่อนเอวลงมาตามจังหวะที่ลดฝ่ามือ เมื่อความรู้สึกลงไปถึงฝ่าเท้าก็โอบกลับขึ้นมาอีกครั้ง อย่าให้ขาดช่วง หรืออย่าโอบขึ้นมาเร็วเกินไปก่อนจะไปถึงเท้า</p>
<p>9. การเคลื่อนไหวของฝ่ามือ ผสานกับจังหวะหายใจ ไม่ใช่พยายามปรับลมหายใจให้เข้ากับจังหวะของฝ่ามือ แรกๆ ลมหายใจยังสั้นและเร็ว อาจเคลื่อนฝ่ามือให้เร็วสักหน่อยหนึ่ง แต่เมื่อฝึกไประยะหนึ่งลมหายใจจะค่อยๆ ปรับตัวลึกและยาวมากขึ้นเอง</p>
<p>10. ตามองตรงไปข้างหน้า ตั้งศรีษะให้ตรงทำความรู้สึกเหมือนมีด้ายยึดยอดกระหม่อมไว้จากข้างบน กระดูกสันหลังทิ้งตัวลงมาตรงๆ ฝึกรอบหนึ่งประมาณ 10-15 นาที</p>
<p>11. เมื่อจะเลิก จากจังหวะหายใจออกเมื่อมือทั้งสองข้างอยู่ที่ข้างลำตัว ค่อยๆ ยืดตัวจนอยู่ในท่ายืนปกติ ค่อยๆ ปรับสติและลมหายใจกลับสู่สภาพปกติ แล้วจึงเลิก ไม่ควรนั่งพักทันที หรือดื่มน้ำเย็น หรืออาบน้ำทันที ควรรอจนภายในร่างกายปรับตัวเป็นปกติก่อน  หากกระหายน้ำให้จิบน้ำร้อนหรือน้ำชาแทน</p>
<p>ขณะฝึกท่านี้มักจะมีอาการอุ่นร้อนบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า หรือมีแรงดูดเบาๆ บริเวณใจกลางฝ่ามือและฝ่าเท้า ไม่ถือว่าผิดปกติ ขณะหายใจเข้าทรวงอกและซี่โครงจะขยายออก เอวยืดขึ้น หน้าท้องจะเหมือนยุบตัวลงไปเล็กน้อย เมื่อหายใจออกทรวงอกยุบตัวกลับเข้าไป เอวหดลงเล็กน้อย หน้าท้องจะเหมือนถูกดันออกมาเล็กน้อย แต่อย่าฝืนใช้วิธีแขม่วท้องหรือดันให้หน้าท้องนูนออกมา ปล่อยการหายใจให้เป็นธรรมชาติ ปรากฏการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นเองในระหว่างการฝึก  ผู้ฝึกใหม่ๆ ช่วงอกและเอวยังไม่สามารถขยับได้ หน้าท้องก็จะไม่ขยับเช่นที่บอกไว้ไม่ใช่เรื่องแปลก ให้ค่อยๆ ผ่อนคลายความรู้สึกบริเวณอกและเอว  นานวันไปช่วงอกและท้องจะเริ่มขยับขยายได้เอง ซึ่งส่งผลให้อวัยวะภายในได้รับการกระตุ้น ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/qigong/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การบริหารข้อต่อ</title>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-joint-exercise/</link>
		<comments>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-joint-exercise/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Sep 2007 18:08:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การฝึก]]></category>
		<category><![CDATA[มวยไท่เก๊ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fajing.net/thai/?p=97</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ว่าเราจะไปเรียนมวยไท่เก๊กที่ไหน หรือแม้แต่อ่านจากตำราเล่มไหน มีบทหนึ่ง ซึ่งเขาจะต้องบอกต้องสอนกันแน่ๆ เพียงแต่อาจจะมากน้อยต่างกัน หรืออาจจะให้ความสำคัญต่างกัน ก็คือ การบริหารร่างกายก่อนการฝึก  โดยปกติแล้ว การบริหารนี้จะเน้นไปที่การผ่อนคลายข้อต่อร่างกายแต่ละส่วน ตั้งแต่ข้อมือ ศอก ไหล่ อก เอว กระดูกสันหลัง ข้อสะโพก ข้อเข้า ข้อเท้า ว่ากันทั้งตัว ซึ่งล้วนมีประโยชน์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกมวยหรือไม่ได้ฝึกมวย หากได้บริหารข้อต่อต่างๆ เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยลดอาการบาดเจ็บต่างๆ และส่งผลให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น เส้นเอ็นข้อต่อในร่างกายก็แข็งแรงมากขึ้น  และแม้ท่าบริหารเหล่านี้อาจเปรียบเหมือนการอบอุ่นร่างกายก่อนการฝึกจริง แต่จริงๆ แล้ว ชุดฝึกเบื้องต้นเหล่านี้ก็มีคุณค่ามหาศาลอยู่ในตัวเอง  เรียกว่าหากไม่ได้ฝึกมวยกันเป็นเรื่องเป็นราว หรือไม่ได้ฝึกต่อเนื่อง จำท่ามวยไม่ได้ แต่หากได้ฝึกบริหารข้อต่ออยู่เป็นประจำ ก็ยังได้ประโยชน์ไม่น้อย อีกทั้งท่าทางเหล่านี้ ส่วนมากแล้วก็มักจะเป็นท่าทางง่ายๆ ซึ่งสามารถทำได้ตลอดเวลา แม้ในชีวิตประจำวัน และเนื่องจากความที่ท่าบริหารเหล่านี้ดูเป็นท่าทางที่ง่ายๆ นี่เอง ทำให้หลายๆ คนละเลยชุดบริหารนี้ไปอย่างน่าเสียดาย มัวแต่มุ่งอยู่ที่ชุดมวย ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกฝนค่อนข้างยาวนานต่อเนื่อง  มีรายละเอียดมากมาย มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์เยอะแยะ หรือบางท่านก็มุ่งสะสมชุดมวย พยายามเรียนให้ได้มากชุด เรียนชุดหนึ่งแล้วก็ต้องต่ออีกชุด เรียนจบสองชุดสามชุดแล้วก็ขวนขวายจะเรียนดาบกระบี่ทวนพลอง อาวุธสั้นอาวุธยาวกันอีก แต่ไม่ได้ย้อนกลับมาใส่ใจชุดบริหารเบื้องต้นนี้ หลายคนสักแต่ว่าทำๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="height:33px;" class="really_simple_share robots-nocontent snap_nopreview"><div class="really_simple_share_facebook_like" style="width:100px;">
				<iframe src="http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http%3A%2F%2Fwww.fajing.net%2Fthai%2F2007%2F09%2Ftaiji-joint-exercise%2F&amp;layout=button_count&amp;show_faces=false&amp;width=100&amp;action=like&amp;colorscheme=light&amp;send=false&amp;height=27" 
						scrolling="no" frameborder="0" style="border:none; overflow:hidden; width:100px; height:27px;" allowTransparency="true"></iframe>
				</div><div class="really_simple_share_twitter" style="width:110px;">
					<a href="http://twitter.com/share" class="twitter-share-button" data-count="horizontal" 
						data-text="การบริหารข้อต่อ" data-url="http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-joint-exercise/" 
						data-via="" ></a> 
				</div></div>
		<div style="clear:both;"></div><p><strong>ไม่ว่าเราจะไปเรียนมวยไท่เก๊กที่ไหน</strong> หรือแม้แต่อ่านจากตำราเล่มไหน มีบทหนึ่ง ซึ่งเขาจะต้องบอกต้องสอนกันแน่ๆ เพียงแต่อาจจะมากน้อยต่างกัน หรืออาจจะให้ความสำคัญต่างกัน ก็คือ การบริหารร่างกายก่อนการฝึก<span id="more-69"></span> </p>
<p>โดยปกติแล้ว การบริหารนี้จะเน้นไปที่การผ่อนคลายข้อต่อร่างกายแต่ละส่วน ตั้งแต่ข้อมือ ศอก ไหล่ อก เอว กระดูกสันหลัง ข้อสะโพก ข้อเข้า ข้อเท้า ว่ากันทั้งตัว ซึ่งล้วนมีประโยชน์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกมวยหรือไม่ได้ฝึกมวย หากได้บริหารข้อต่อต่างๆ เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยลดอาการบาดเจ็บต่างๆ และส่งผลให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น เส้นเอ็นข้อต่อในร่างกายก็แข็งแรงมากขึ้น </p>
<p>และแม้ท่าบริหารเหล่านี้อาจเปรียบเหมือนการอบอุ่นร่างกายก่อนการฝึกจริง แต่จริงๆ แล้ว ชุดฝึกเบื้องต้นเหล่านี้ก็มีคุณค่ามหาศาลอยู่ในตัวเอง  เรียกว่าหากไม่ได้ฝึกมวยกันเป็นเรื่องเป็นราว หรือไม่ได้ฝึกต่อเนื่อง จำท่ามวยไม่ได้ แต่หากได้ฝึกบริหารข้อต่ออยู่เป็นประจำ ก็ยังได้ประโยชน์ไม่น้อย อีกทั้งท่าทางเหล่านี้ ส่วนมากแล้วก็มักจะเป็นท่าทางง่ายๆ ซึ่งสามารถทำได้ตลอดเวลา แม้ในชีวิตประจำวัน</p>
<p>และเนื่องจากความที่ท่าบริหารเหล่านี้ดูเป็นท่าทางที่ง่ายๆ นี่เอง ทำให้หลายๆ คนละเลยชุดบริหารนี้ไปอย่างน่าเสียดาย มัวแต่มุ่งอยู่ที่ชุดมวย ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกฝนค่อนข้างยาวนานต่อเนื่อง  มีรายละเอียดมากมาย มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์เยอะแยะ หรือบางท่านก็มุ่งสะสมชุดมวย พยายามเรียนให้ได้มากชุด เรียนชุดหนึ่งแล้วก็ต้องต่ออีกชุด เรียนจบสองชุดสามชุดแล้วก็ขวนขวายจะเรียนดาบกระบี่ทวนพลอง อาวุธสั้นอาวุธยาวกันอีก</p>
<p>แต่ไม่ได้ย้อนกลับมาใส่ใจชุดบริหารเบื้องต้นนี้</p>
<p>หลายคนสักแต่ว่าทำๆ ไป ใจไปจดจ่ออยู่แต่กับบทเรียนข้างหน้า คิดว่านี่แค่เป็นการเตรียมตัว เดี๋ยวถึงจะได้เรียนของจริง  จนทำให้พลาดประโยชน์ พลาดจากของจริงที่อยู่ต่อหน้าไป</p>
<p>สำหรับผู้ที่กำลังฝึกฝนมวยไท่เก๊กอยู่ ลองสังเกตท่าบริหารก่อนฝึกที่อาจารย์มักให้ทำทุกครั้งก่อนเข้าบทเรียน สังเกตถึงรายละเอียดท่วงท่า หรือลองสอบถามเคล็ดความให้ชัดเจน รวมทั้งให้ใส่ใจกับวัตถุประสงค์หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จุดเน้นเล็กๆ น้อยๆ ที่แฝงเร้นอยู่ในชุดออกกำลังกาย ที่บางคนคิดว่าดูเหมือนของเด็กเล่นนี้</p>
<p><strong>แล้วจะได้รับประโยชน์อย่างที่คาดไม่ถึง</strong></p>
<p>สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีอาจารย์ หรือว่าสำนักฝึกฝนเป็นเรื่องเป็นราว หรืออาศัยการอ่านหนังสือ ดูซีดี หรือลักจำเอาจากที่ใดก็ตาม ลองให้ความสนใจกับสิ่งที่อาจจะหลุดลอดสายตาไป เช่นชุดบริหารข้อต่อนี้  ซึ่งส่วนมากแล้วจะมีขั้นตอนหรือกระบวนการฝึกที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ดูแล้วเหมือนไม่มีอะไร</p>
<p>หรือแม้แต่คนเป็นครูพละ หรือหัวหน้าหมู่ลูกเสือ หรือผู้นำกลุ่มกิจกรรม ที่นิยมใช้ท่าออกกำลังกายมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ลองใส่ใจในรายละเอียด วัตถุประสงค์ และกระบวนการฝึกอีกสักนิด  สิบนาทีหรือสิบห้านาทีของการฝึก จะได้สามารถตักตวงประโยชน์จากการฝึกหรือกิจกรรมนี้ได้อย่างเต็มที่</p>
<p>ใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ต่อหน้า ไม่ใช่ว่าทำเรื่องหนึ่งอยู่  แต่ใจไปอยู่กับอีกเรื่อง ใจไปอยู่ข้างหน้าเสียแล้ว จนพลาดปัจจุบันขณะไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fajing.net/thai/2007/09/taiji-joint-exercise/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

