<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.9.2" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>Fajing DotNet</title>
	<link>http://www.fajing.net/thai</link>
	<description>The Journey of My Life</description>
	<lastBuildDate>Sun, 27 Sep 2009 16:29:45 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>JoTaijiquan Backup 2009-09-16 04:32:09</title>
		<description><![CDATA[JoTaijiquan
Backup file made by tweetbackup.com 2009-09-16 04:32:09
2009-09-16 03:14:14
JoTaijiquan: แต่หากมุ่งไปที่ผลเป็นหลัก จิตใจก็ไม่สงบ ไม่อยู่กับปัจจุบัน เพราะคิดถึงแต่ &#8220;ผล&#8221; ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในอนาคต #ไท่เก๊กJoTaijiquan:
แต่หากมุ่งไปที่ผลเป็นหลัก
จิตใจก็ไม่สงบ
ไม่อยู่กับปัจจุบัน
เพราะคิดถึงแต่ &#8220;ผล&#8221;
ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในอนาคต
#ไท่เก๊ก
2009-09-16 03:12:21
JoTaijiquan: การทำตามลำดับกระบวนการที่ถูกต้อง แล้วผลมันเกิดขึ้นเอง ก็สอดคล้องกับกระทำโดยไม่กระทำ เมื่อดำเนินตามวิถี ผลก็ย่อมเกิดเอง ไม่ขัดกับฟ้า #ไท่เก๊กJoTaijiquan:
การทำตามลำดับกระบวนการที่ถูกต้อง
แล้วผลมันเกิดขึ้นเอง
ก็สอดคล้องกับกระทำโดยไม่กระทำ
เมื่อดำเนินตามวิถี
ผลก็ย่อมเกิดเอง
ไม่ขัดกับฟ้า #ไท่เก๊ก
2009-09-16 03:11:10
JoTaijiquan: เวลาตีด้วย #ไท่เก๊ก ก็เช่นกัน ไม่ใช่ชกหมัดหรือซัดฝ่ามือออกไปตีชาวบ้าน แต่ทำกระบวนการต่างๆ ให้ถูกต้อง ตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก มือมันตีไปเองJoTaijiquan: เวลาตีด้วย #ไท่เก๊ก
ก็เช่นกัน
ไม่ใช่ชกหมัดหรือซัดฝ่ามือออกไปตีชาวบ้าน
แต่ทำกระบวนการต่างๆ
ให้ถูกต้อง
ตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก
มือมันตีไปเอง
2009-09-16 03:10:08
JoTaijiquan: ดังนั้นเวลาฝึก #ไท่เก๊ก ไม่ได้ไปฝึกที่ผล แต่ฝึกที่เหตุ ไม่ได้เน้นลู่ไหล่ แต่ทำถูกต้องตามลำดับเหตุ แล้วไหล่ลู่เองJoTaijiquan: ดังนั้นเวลาฝึก
#ไท่เก๊ก ไม่ได้ไปฝึกที่ผล
แต่ฝึกที่เหตุ
ไม่ได้เน้นลู่ไหล่
แต่ทำถูกต้องตามลำดับเหตุ
แล้วไหล่ลู่เอง
2009-09-16 03:08:47
JoTaijiquan: นิยาม &#8220;ไหล่ลู่&#8221; หมายถึงไหล่ตก ไม่ตั้งแบบทหาร เวลาสะพายกระเป๋าแล้วลื่นหลุด ต้องสะพายเฉียง บางคนว่าไม่เท่ห์ เป็นลักษณะของผู้ฝึก [...]]]></description>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2009/09/jotaijiquan-backup-2009-09-16-043209/</link>
			</item>
	<item>
		<title>The Essence of T&#8217;AI CHI CH&#8217;UAN</title>
		<description><![CDATA[
Category:	Books
Genre:	Health, Mind &#38; Body
Author:	Lo/Inn/Foe/Amacker
ชื่อคนเขียนหน้าปกเขาเขียนไว้ว่า Lo/Inn/Foe/Amacker
จริงๆ คือมีสี่คนครับ ชื่อ
Benjamin P. Lo
Martin Inn
Susan Foe
Robert Amacker
หนังสือเล่มนี้ความจริงเนื้อหาไม่เยอะ ตัวหนังสือเท่าหม้อแกง หน้าหนึ่งๆ มีสักสิบบรรทัดอย่างมาก แต่ผมให้คะแนนไว้เยอะ เพราะเล่มนี้แปลคัมภีร์เดิมจากภาษาจีนมาเป็นภาษาอังกฤษ ชนิดเนื้อๆ ไม่มีคำบรรยาย ไม่มีการตีความ มีแต่เนื้อคัมภีร์แท้ๆ อ่านได้อารมณ์ดีมากครับ เหมือนคัมภีร์ลับในนิยายกำลังภายในเลย ถ้าใครที่ฝึกมาก็ถือว่าเอาไว้ทบทวนเคล็ดวิชาได้
แต่ถ้าไม่ได้เรียนมาโดยตรง ผมว่ายิ่งสนุกกว่า เพราะอ่านไปตีความไป เข้าใจมั่งไม่เข้าใจมั่ง (จริงๆ คือไม่น่าเข้าใจ) แต่ทำให้จินตนาการบรรเจิดได้ดี เผลอๆ สร้างวิชาส่วนตัวขึ้นมาได้ &#8230;เคยเจอเหมือนกันนะครับ มีบางคนฝึกมวยไท่เก๊กด้วยตัวเอง เปิดตำราฝึกเอา ตีความเคล็ดเอา ดูเพลินดีเหมือนกัน เคยมีคนมายืนให้ดู แล้วผมเอานิ้วจิ้มแล้วล้ม ยังอ้างได้ว่านี่เพราะเขายังฝึกไม่สำเร็จ ถ้าสำเร็จแล้วจะปล่อยพลังออกมือมาโดนทีเดียวตาย &#8230;เป็นได้ขนาดนี้ก็มี ก็ต้องปล่อยไป อนุโมทนาสาธุว่าเกิดโชคดีเขาอาจจะได้เป็นปรมาจารย์วิชาใหม่ของตัวเองไป ของอย่างนี้ประมาทกันไม่ได้
ตัวอย่างในหนังสือนะครับ
หน้า 54 มีแค่สองประโยค
Be as still as a mountain,
Move like a great [...]]]></description>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2009/06/the-essence-of-tai-chi-chuan/</link>
			</item>
	<item>
		<title>Yang Family Secret Transmissions</title>
		<description><![CDATA[
Category:	Books
Genre:	Health, Mind &#38; Body
Author:	Douglas Wile
หนังสือเล่มนี้จัดเป็นหนังสือเกี่ยวกับมวยไท่เก๊กที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ ภายในเล่มมีทั้งเคล็ดลับ หลักวิชาต่างๆ รวมทั้งภาพประกอบโดยอ.หยางเฉินฟู่เอง ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถฝึกมวยไท่เก๊กด้วยตัวเองจากหนังสือเล่มนี้ แต่หากได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้องจากอาจารย์ที่แท้จริง หนังสือเล่มนี้ก็จะมีส่วนช่วยในเรื่องหลักและเคล็ดต่างๆ ได้มากทีเดียว
http://astore.amazon.com/taijimaster-20/detail/091205901X
เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่เรียกว่า &#8220;ไม่ประนีประนอม&#8221; กับคนอ่านครับ เพราะเริ่มมาก็เล่นเคล็ดวิชากันล้วนๆ ถ้าไม่ได้ฝึกมาแล้วมาอ่าน จะรู้สึกเหมือนเจอคัมภีร์ลับในนิยาย เพราะต้องตีความเยอะแยะ ตั้งแต่เคล็ด &#8220;เบื้องต้น&#8221; เช่น &#8220;พลังยอดกระหม่อม ต้องเบาและไว&#8221;
หรือแม้แต่ที่พิสดารประเภทเป็นโคลงกลอน หรือเป็นปริศนาอย่างเช่น
 ใช้พลังนั้นไม่ถูกต้อง
ไม่ใช้พลังนั้นไม่ถูกต้อง
ประหนึ่งอ่อนแต่แข็ง จึงถูกต้อง
ลอยนั้นไม่ถูกต้อง
หนักก็ไม่ถูกต้อง
เบา, ไว, ผ่อนคลาย และจม จึงถูกต้อง
เป็นหนังสือเก่าแล้ว เลยไม่ค่อยเห็นในร้านหนังสือบ้านเรา คำอธิบายก็ถือได้ว่า &#8220;ไม่รู้เรื่อง&#8221; ถ้าไม่ได้ฝึกมา แต่ถ้าคนที่คิดจะฝึกมวยไท่เก๊กจริงจัง ไม่ว่าสายไหนตระกูลไหน หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์มากครับ
เล่มนี้บ้านเรายังไม่เคยเจอร้านไหนขายเลยไม่ว่าจะร้านหนังสือเก่าหนังสือใหม่ เล่มที่ผมอ่านนี่ก็ถายเอกสารมาจากอาจารย์อีกที ตั้งใจว่าว่างๆ จะสั่งซื้อเล่มจริงมาสักที จะได้มีเก็บไว้
]]></description>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2009/06/yang-family-secret-transmissions/</link>
			</item>
	<item>
		<title>อ.หวงซิงเสียนอธิบายความสำคัญของการผ่อนคลาย (ซง)</title>
		<description><![CDATA[อธิบายเรื่องการซง
 
English Translation (Humble attempt)
MH(Master Huang):Everything has force center coz they have weight. Only if you are weight-less, can you control others&#8217; force center.
RP(reporter):what frame reference do you use to capture others&#8217; force center?
david0404 (1 year ago) 
MH: By relaxation, you have to relax your hands to feel the force. So the important thing is to relax [...]]]></description>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2009/01/huang-shengshyan-sung-in-taiji/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ปรัชญาปารามิตาหฤทัยสูตร</title>
		<description><![CDATA[ปรัชญาปารามิตาหฤทัยสูตร  
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-
ปรัชญาปารามิตาหฤทัยสูตร 
อริยาวโลกิเตศวาโร โพธิสัตตโว คัมภีรํ ปรัชญาปารมิตา จารยํ จารมโน วยาวโลกยาติ สมา ปัญจะ สกันธัส (ขันธะ) ตัมส จะ สว ภว ศุนยํ 
-พระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์ เมื่อปฏิบัติซึ้งในปรัชญาปารามิตาเพ่งเห็นขันธ์ 5 เป็นความว่างเปล่า จึงข้ามพ้นทุกข์
ปัศยาติ สมา อิหา ศารีปุตระ รูปํ ศุนยตา วะ รูปํ รูปํ นะ ปฤถัก
ศุนยตา ศุนยตายะ นะ ปฤทัก รูปํ ยัท รูปํ สะ ศุนยตา ยะ ศูนยตายะ สะ รูปํ
เอวัม เอวะ เวทนท สังชญา (สัญญา) สังสการา (สังขาร) วิชญานัม (วิญญาณ) 
-รูปคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าคือรูป รูปไม่อื่นไปจากความว่างเปล่า ความว่างเปล่าไม่อื่นไปจากรูป เวทนา สัญญา [...]]]></description>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2008/12/heart-sutra/</link>
			</item>
	<item>
		<title>รำไท้เก็กควบคุมเบาหวาน</title>
		<description><![CDATA[จากการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Sports Medicine พบว่าการออกกำลังกายด้วยการรำไท้เก็กช่วยทำให้การควบคุมโรคเบาหวานชนิดที่ 2  ดีขึ้น
http://www.biotec.or.th/biotechnology-th/newsdetail.asp?id=3839
          ไท้เก็ก เป็นศิลปะการป้องกันตัวของจีน ที่รวมการหายใจเข้าด้วยกระบังลมและการผ่อนคลายด้วยการเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลเข้าด้วยกัน ทีมวิจัยได้ประเมินผลที่เกิดขึ้นกับทีเซลล์หลังการใช้โปรแกรมออกกำลังกายด้วยไท้เก็กนาน 12 สัปดาห์ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง 30 ราย และผู้ที่มีสุขภาพดีอีก 30 ราย ในช่วงอายุต่างๆกัน 
          ทีเซลล์เป็นกุญแจสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย สร้างสารเคมีที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ อินเตอร์ลิวคิน ที่มีความสำคัญต่อระบบการตอบสนองภูมิคุ้มกัน เบาหวานชนิดที่ 2 สัมพันธ์กับการติดเชื้อเรื้อรัง เกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดมากเกินไป 
          หลังจากผ่านไป 12 สัปดาห์  ระดับของไกลเคทฮีโมโกลบินก็ลดลงจาก 7.59 เป็น 7.16 ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ระดับของอินเตอร์ลิวคิน-12 ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ระดับของอินเตอร์ลิวคิน-4 ซึ่งเป็นตัวกดภูมิคุ้มกันไม่ทำงาน และการทำงานของทีเซลล์ก็เพิ่มขึ้น
          กิจกรรมที่ใช้พลังงานเยอะกดระบบภูมิคุ้มกัน แต่การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะจะให้ผลตรงกันข้าม การออกกำลังกายแบบ ไท้เก็กจัดว่าเป็นการออกกำลังกายที่ใช้พลังงานในระดับปานกลาง และการศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า มันช่วยกระตุ้นการทำงานของเส้นเลือดหัวใจและระบบหายใจ เพิ่มความยืดหยุ่นและบรรเทาความเครียด 
          ไท้เก็กอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือเพิ่มการเผาผลาญกลูโคสในเลือด ทำให้ร่างกายเริ่มมีภูมิต่อการติดเชื้อ หรืออย่างน้อยที่สุด [...]]]></description>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2008/12/tai-chi-exercises-improve-type-2-diabetes-control/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ความกลม</title>
		<description><![CDATA[รำมวยต้องให้กลม เรื่องนี้ทุกๆ คนที่ฝึกมวยไท่เก๊กย่อมทราบดี
แต่ที่ว่ากลมนั้นเป็นอย่างไร
ที่ว่ากลมนั้น สำหรับเบื้องต้นแล้ว สามารถฝึกฝนได้ไม่ยาก นั่นคือ ขณะที่รำมวย ให้ปลายนิ้วเหมือนกับลากเส้นโค้งวงกว้างๆ ไปด้วย ไม่มีการหักมุมเหลี่ยมมุมแหลม การเปลี่ยนท่วงท่าทุกครั้งจะต้องวาดเป็นวงโค้งต่อเนื่องกันไป จากวงใหญ่สู่วงเล็ก จากวงเล็กขยายออกไปสู่วงใหญ่
แต่การฝึกฝนเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่ผู้ฝึกฝนจะต้องระวัง เพราะจะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย นั้นคือบางครั้งที่ผู้ผึกเอาจิตสมาธิไปจับอยู่กับปลายนิ้ว คอยระวังแต่จะวาดเส้นโค้งด้วยปลายนิ้ว แต่กลายเป็นเผลอเล่นข้อมือ ข้อมือพลิกไปพลิกมาไม่มั่นคง
หนทางแก้ทางหนึ่งก็คือ ลองเปลี่ยนจุดวาดวงกลมมาไว้ที่ข้อมือ ก็จะทำให้ข้อมือมีความมั่นคงขึ้น วาดเส้นโค้งได้อย่างมีพลัง แต่ก็เช่นกัน การไปเน้นที่ข้อมือ ก็จะทำให้ข้อมือหัก ปลายนิ้วไร้ทิศทาง ไม่มีพลัง ถ้าไม่ระวังก็จะกลายเป็นความเคยชินผิดๆ ไปได้เช่นกัน
แต่หากชำนาญแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนจุดวาดวงกลมมาอยู่ที่ปลายศอก ขณะรำมวยก็ใช้ปลายข้อศอกวาดวงกลมไปด้วยก็ยังสามารถทำได้ เพียงแต่นี่จะควบคุมได้ยากแล้ว
หากเริ่มเข้าใจถึงความกลม จะมีอีกหนึ่งกลมที่ต้องรักษาไว้ คือความโค้งกลมระหว่างช่วงแขนถึงหน้าอก แขนจะต้องไม่แบนจนมาติดหน้าอก หรือทำเหลี่ยมทำมุมกับหน้าอก และในอีกทางหนึ่งก็ต้องไม่ยื่นเก้งก้างออกไป แต่จะต้องรักษาแนวโค้งหนึ่งไว้ตลอด โดยปกติแล้วในส่วนนี้จะฝึกฝนโดยทำความรู้สึกเหมือนหนีบซาละเปาไว้ใต้รักแร้ข้างละลูก ทั้งนี้เพื่อไม่ให้รักแร้หนีบเข้ามาหาตัว และไม่ให้กางออกมากเกินไปนั่นเอง
อีกหนึ่งหลักที่จะช่วยให้สามารถรักษาความกลมระหว่างแนวแขนทั้งสองข้างกับช่วงอกได้ คือหลักหันเซียง หรือการผ่อนคลายอก นั่นคือขณะฝึกฝน หน้าอกต้องผ่อนคลายให้ว่าง หายใจด้วยกระบังลมลงไปถึงช่วงท้อง ไม่ได้หายใจที่หน้าอก และไม่มีการเบ่งอก หากเบ่งอก แขนทั้งสองข้างก็จะกางออกไปด้านข้าง ไม่สามารถสร้างแนวโค้งแนวกลมกับหน้าอกได้ แต่ทั้งนี้การหายใจต้องปล่อยให้เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ฝืนสูดลมหายใจเข้าไปถึงท้อง แต่ฝึกฝนโดยการผ่อนคลายช่วงอก และเชิงกราน [...]]]></description>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2008/02/taiji-roundness/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การเดิน</title>
		<description><![CDATA[วันนี้มีโอกาสได้สอนศิษย์น้องเกี่ยวกับเรื่องการเดินครับ ก็เลยถือโอกาสเอามาบันทึกไว้
การเดินในมวยไท่เก๊กตระกูลหยางนั้น เมื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ท่าเดินพื้นฐานที่สุดคือเดินด้วยท่ากงปู้ หรือก้าวธนู ที่เห็นได้ชัดๆ คือท่า โลซีเอ้าปู้ หรือท่า งอเข่าย่างก้าว
 ขั้นตอนหลักๆ คือ
ก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า
วางส้นเท้าหน้า
วางเท้าหน้าเต็มเท้า
ย้ายน้ำหนักจากขาหลังไปขาหน้า ให้ลงขาหน้า 7 ส่วน เหลือไว้ที่ขาหลัง 3 ส่วน
เมื่อจะก้าวต่อไป ให้
บิดขาหน้าออก ประมาณ 45-60 องศา
วางน้ำหนักลงบนขาหน้าให้เต็ม ปล่อยเท้าหลังให้ว่าง
ก้าวเท้าหลังไปข้างหน้า
วางส้นเท้า
วางเต็มเท้า
แล้วจึงย้ายน้ำหนักจากขาหลัง หรือขาที่วางน้ำหนัก ไปยังขาหน้า
ขั้นตอนหลักๆ นี้ดูเหมือนไม่ยาก แต่มักจะพบปัญหาหนึ่งอยู่ตลอด นั่นคือ เมื่อเดินไปข้างหน้า กลับกลายเป็นคล้ายกับขโมยย่องเบา ค่อยๆ ก้าวขาหลังออกไปด้วยความยากลำบาก ดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือไม่ก็กลายเป็นต้องเกร็งบริเวณคัว หรือบริเวณเชิงกรานอยู่ตลอด เพื่อจะยกขาหลังไปขาหน้า
เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อวางน้ำหนักบนขาหน้า 7 ส่วนขาหลัง 3 ส่วนแล้ว เมื่อบิดขาหน้าไป น้ำหนักที่ขาหน้ายังเป็น 7 ส่วนอยู่ หรือแย่กว่านั้นคือกลายเป็นน้ำหนักไหลย้อนกลับมายังขาหลัง ทำให้การยกขาหลังทำได้ยากลำบาก เพราะมีน้ำหนักค้างอยู่ ก็เลยกลายเป็นต้องเกร็งเชิงกรานเพื่อยกขาหลังเคลื่อนไป ทั้งยังมีความรู้สึกว่าขาหลังมีความหนัก การเคลื่อนไหวไม่ได้เบาสบาย
การแก้ปัญหาคือ จากท่ากงปู้ซึ่งน้ำหนักอยู่ที่ขาหน้า 7 ส่วน ขาหลัง 3 [...]]]></description>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2008/02/taiji-walking/</link>
			</item>
	<item>
		<title>วิชาลับ</title>
		<description><![CDATA[ผู้ที่เข้ามาฝึกวิชามวยไท่เก๊ก หรือวิชามวยจีนแขนงใดก็ตาม หากไม่เคยรับรู้อะไรมาก่อนเลยก็แล้วกันไป ซึ่งคงหาได้ยากนัก เพราะคนที่อยู่ๆ จะมาฝึกหรือมาเรียน ย่อมจะมีภาพความคาดหวังบางอย่างอยู่ทั้งสิ้น เช่นอาจจะเคยอ่านเจอในหนังสือ อาจจะเคยได้ยินมาจากคนอื่น หรือแม้แต่อิทธิพลของภาพยนต์หรือนวนิยายก็มีส่วนที่ก่อให้เกิด &#8220;ภาพ&#8221; บางประการในมโนสำนึกของผู้ฝึก ก่อนที่จะได้เริ่มฝึกฝนกันจริงๆ
 เมื่อได้พบอาจารย์ ก็มักจะมีคำถามประเภทที่ว่า มีการฝึกกำลังภายในไหม มีการฝึกลมหายใจ-ลมปราณไหม มีชี่กงไหม มีนู่นไหมมีนี่ไหม คำตอบของอาจารย์แต่ละท่านก็คงจะแตกต่างกันไป บางท่านก็อาจจะพยายามอธิบาย หรือบางท่านก็อาจจะตัดรำคาญเสียด้วยการบอกว่า &#8220;ไม่มี..อยากฝึกก็ฝึก ไม่อยากฝึกก็ไปที่อื่น&#8221;
หรือหากถามผม ผมก็คงตอบว่า &#8220;มี&#8221; แต่บางทีคนเรียน เรียนไปเป็นปีแล้วก็ยังกลับมาถามอีกว่า แล้วเมื่อไหร่จะได้ฝึกหายใจ เมื่อไหร่จะได้ฝึกลมปราณ ฯลฯ ซ้ำๆ ซากๆ ทั้งๆ ที่ เขาได้เริ่มฝึกในสิ่งที่เขาถามตั้งแต่วันแรกที่เรียนนั่นแหละ
ทั้งนี้เพราะระบบการฝึกของแต่ละสำนักนั้นมีความแตกต่างกัน บางสำนักอาจจะมีการฝึกเฉพาะทาง ตอนนี้ให้ฝึกชี่กง ตอนนั้นให้ฝึกหายใจ ตอนโน้นให้โคจรลมปราณ  แต่บางสำนักอาจฝึกในแนวทางธรรมชาติหรืออาจเรียกว่าแนวทางบูรณาการ คือไม่ได้แบ่งแยกการฝึกฝนออกเป็นส่วนๆ หากแต่ใช้ระบบการฝึกฝนชุดหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้ฝึกให้เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ใช้กระบวนการฝึกฝนที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน ชักนำให้เกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องกำลังกาย การหายใจ ชี่กง การวางจิต สติ สมาธิ จนไปถึงปรัชญาการดำเนินชีวิต บางสำนักสอนสิ่งเหล่านี้ด้วย &#8220;วาจา&#8221; บางแห่งสอนด้วย &#8220;คัมภีร์&#8221; [...]]]></description>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/12/secret-subject/</link>
			</item>
	<item>
		<title>คลิปวิดิโอท่านหวังเฟ่ยเซิงสอนท่าไท่จี๋ฉีซื่อ</title>
		<description><![CDATA[อาจารย์หวังเฟ่ยเซิง (Wang PeiSheng) เป็นยอดยุทธ์มวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ (Wu) สืบทอดมาทางสายท่านอู๋ฉวนโหย่ว (Wu QuanYou) ซึ่งเป็นบิดาและเป็นอาจารย์ของท่านอู๋เจี้ยนเฉวียน (Wu JianQuan) ท่านอู๋เจี้ยนเฉวียนนั้นถือเป็นปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลอู๋  ส่วนท่านอู๋ฉวนโหย่วผู้บิดานั้นได้ร่ำเรียนมาโดยตรงจากท่านหยางลู่ฉาน (Yang LuChan) ปรมาจารย์มวยไท่เก๊กตระกูลหยางเอง ซึ่งในยุคแรกยังไม่ได้มีการแบ่งแยกว่าเป็นตระกูลหยางหรือตระกูลอู๋ เพียงแต่ในภายหลังเมื่อท่านอู๋เจี้ยนเฉวียนสถาปนามวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ขึ้น สายที่สืบมาจากทางบิดาท่านก็เลยนับเป็นมวยไท่เก๊กตระกูลอู๋ไปด้วย โดยทั่วไปแล้วหลักวิชาส่วนมากของมวยไท่เก๊กตระกูลหยางและตระกูลอู๋จึงมีความคล้ายคลึงกันมาก 
 คำบรรยาย แปลโดยคุณรังไหมครับ ขออนุญาตยกมาประกอบด้วยนะครับ

ที่เธอทำก็คือไท่จี๋ฉี่สื้อ
เธอมีอี้เนี่ยนหรือเปล่า
ผมไม่ทราบครับ
เมื่อครู่ฉันพูดไปแล้วอี่ซินสิงอี้ อี่อี้ต่าวชี่ อี่ชี่อวิ้นเซิน
เมื่อสักครู่เธอเปิดขาออกขณะที่ลง ย่อลงต่างต้องมีอี้เนี่ยนทั้งหมด
ผมไม่ทันคิด ยกมือ&#8230;ไม่ใช่ ไม่ใช่
หากว่าไม่มีอี้เนี่ยนก็คือฉางฉวน แล้ว ไม่ใช่ไท่จี๋
เธอดู นี่ไม่ใช่ไท่จี๋ฉวน หากทำเช่นนี้ก็ผิดหมด
จะต้องใช้อี้เนียนใช่ไหมครับ
ก็คือที่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงก็ไม่ต้องใช้
ที่ไม่ต้องใช้ก็ไม้ต้องใช้
เธอดูตอนที่เธอยืน&#8230;
ใช่
ยังมีทั่วร่างต้องฟ่างซง
ก็ไม่ใช่ฟ่างซงแบบนี้(อ.ทำท่าหมดแรง)
ในตอนยืนเท้าทั้งสองต้องปิ้งฉี
ตามองไปข้างหน้า ทั่วร่างฟ่างซง
คำนี้ฟ่างซงทำยังไงนะ ก็คือกล้ามเนื้อไม่เกร็ง-จิ่งจาง
ข้อต่อต้องยืดออก-ลาไค นี่ฟังเข้าใจไม๊ ..ครับ
พอเริ่มยืนอะไรก้ไม่คิด ตามองตรงไปข้างหน้า
เก็บคางเล็กน้ย คอ..จึง..ดี
เวลาเปิดขาออกทำยังไง ฉันบอกยังไง เธอทำยังงั้น
ตามองตรงไปข้างหน้า อี้เนี่ยนคิดอยู่ที่ปี๋จื่อเจียน-ปลายจมูก
ไปหานิ้วโป้งที่เท้าขวา..
ปลายจมูกตรงกับนิ้งโป้งเท้าขวา ..
หลังจากนั้นเธอจะรู้สึกว่าน้ำหนักลงที่เท้าขวา ฝ่าเท้ากินแรง
เท้าซ้ายจะเบา รู้สึกไม๊ ศ-มี มี
อี้เนี่ยนคิดที่ปลายกระดูกสันหลัง(หางลิง)
เธอดูเท้าขวาจะลงเต็มแล้วฝ่าเท้ากินแรง
เท้าขวาจะลงเต็ม เท้าซ้ายจะเบา
เปิดเท้าทำอย่างไรนะ
เปิดเท้าไม่คิดไปที่เท้าคิดไปที่ใหนนะ
คิดไปที่นิ้วก้อยมือขวา
ที่แนบอยู่ด้านข้าง10 องศาใช้แรงออกนิดหน่อย
เท้าเปิดออกแล้ว เท้าเปิดออกก็ไม่ต้องสนใจมัน
ตามองตรงไปข้างหน้า เท้าจะเปิดออก
เปิดออกยังไม่แตะพื้น หลังจากนั้นคิดนิ้วก้อย
พร้อมกับเท้าขวาวางมือลงข้าง
หลังจากนั้นคิดนิ้วมือจากก้อยมานางกลางโป้ง
ขณะเดี่ยวกันนิ้วเท้าก็จะโป้งกลางนางก้อยวางลงพื้น
(นิ้วมือเท้าวางลงพร้อมกัน)
คิดกลางมือ-โส่วซิน กลางเท้าถึงพื้น-กลางมือเท้าถึงพื้นพร้อมกัน
ส้นมือส้นเท้าถึงพื้นพร้อมกัน
ถึงนี้อะไรก็ไม่คิด นี่คือต้งที่2
จะมีความร้สึกเบาสบายทั่วร่างจากเอวขึ้นบน
ข้างล่างมีสะโพกเข่า เท้าความรู้สึกเหมือนต้นไม้แทงรากลงหยั่งราก
มีความรู้สึกเหมือนไม้หยั่งราก รู้สึกอย่างนี้
ต้งที่ 3คือเหลี่ยงหวั้นเฉียนเผิง
ไม่ยกแขนขึ้นอย่างนี้
เวลายกต้องไม่คิดยก คิดนิ้วชี้ พอคิดมันก็แกว่งเห็นมั้ย
คิดว่านิ้วชี้งอหาฝ่ามือ ๆๆๆๆ [...]]]></description>
		<link>http://www.fajing.net/thai/2007/12/taiji_clip_wangpheisheng_qishi/</link>
			</item>
</channel>
</rss>

<!-- Dynamic Page Served (once) in 10.301 seconds -->
